สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ร่วมกับกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) เปิดปฏิบัติการจับกุมเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) จำนวน 2 ราย ซึ่งถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีเรียกรับเงินเพื่อแลกกับการบรรจุข้าราชการส่วนท้องถิ่น
สำนักงาน ป.ป.ช. ภายใต้การอำนวยการของ สุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. และ พัฒนพงศ์ จันทรเพ็ชรพูล ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. มอบหมายให้ ชัยวัฒน์ ทองเกษม ผู้อำนวยการสำนักสืบสวนและกิจการพิเศษ, ไพโรจน์ นิยมเดชา ผู้อำนวยการกลุ่มสืบสวนและปฏิบัติการข่าว 2 พร้อมเจ้าหน้าที่ ร่วมกับ บก.ปปป. และสำนักงาน ป.ป.ท. เข้าจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ภาค 3
ผู้ต้องหา 2 ราย ได้แก่ อิทธิพล วิคเตอร์ส ศิริเพชรภัทรกุล เจ้าหน้าที่คดีพิเศษชำนาญการ กรมสอบสวนคดีพิเศษ และ อนุรักษ์ ขจรฤทธิ์ พนักงานสอบสวนคดีพิเศษชำนาญการพิเศษ กรมสอบสวนคดีพิเศษ ตามหมายจับเลขที่ 64/2569 และ 65/2569 ลงวันที่ 10 ก.ย. 2569
ภายหลังการจับกุม เจ้าหน้าที่นำตัวผู้ต้องหาทั้ง 2 รายส่งพนักงานสอบสวน บก.ปปป. กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย

ต้นทางคดีจาก ‘นายกเฮง’ ก่อนขยายผลถึงเจ้าหน้าที่ DSI
คดีดังกล่าวสืบเนื่องจากกรณีตำรวจ บก.ปปป. เข้าจับกุม ประวิทย์ จารุรัชกุล หรือ ‘นายกเฮง’ ในข้อหาเรียกรับเงิน โดยอ้างว่าสามารถช่วยเหลือการสอบบรรจุข้าราชการส่วนท้องถิ่นได้
จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้สืบสวนขยายผลและพบพยานหลักฐานที่มีเหตุอันควรเชื่อว่า อิทธิพลและอนุรักษ์อาจมีส่วนร่วมในการกระทำความผิดกับประวิทย์ รวมถึง นวพร ปรือปรัง ซึ่งถูกจับกุมไปก่อนหน้านี้
พนักงานสอบสวน บก.ปปป. จึงรวบรวมพยานหลักฐานยื่นคำร้องต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ภาค 3 ก่อนที่ศาลจะอนุมัติหมายจับ และนำไปสู่การปฏิบัติการจับกุมในครั้งนี้
กระทรวงยุติธรรมสั่ง DSI เร่งดำเนินการทางวินัย
ขณะเดียวกัน มีรายงานจากกระทรวงยุติธรรม ว่า ได้สั่งการให้อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษดำเนินการตามระเบียบข้าราชการพลเรือนโดยทันที หลังพบข้อมูลและพยานหลักฐานที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบว่า เจ้าหน้าที่ DSI ทั้ง 2 รายอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการทุจริตการสอบท้องถิ่น
รายงานระบุว่า พฤติการณ์ที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบมีลักษณะเป็น “ตัวกลาง” ในการรับ-ส่งเงินจากเครือข่ายนายหน้าในพื้นที่ ก่อนส่งต่อไปยังบุคคลหรือผู้ที่เกี่ยวข้องในกรุงเทพมหานคร รวมถึงมีการกล่าวอ้างถึงจำนวนเงินสดที่เกี่ยวข้องในระดับสูง
กระทรวงยุติธรรมระบุว่า ได้รับทราบข้อมูลและพฤติการณ์ดังกล่าวแล้ว และให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างยิ่ง จึงสั่งการให้อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษพิจารณาดำเนินการ ให้ออกจากราชการไว้ก่อน ตามอำนาจหน้าที่และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การตรวจสอบข้อเท็จจริงเป็นไปอย่างโปร่งใสและปราศจากข้อครหา
การดำเนินการดังกล่าวให้เป็นไปตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2561 กฎ ก.พ. ว่าด้วยการดำเนินการทางวินัย พ.ศ. 2556 รวมถึงประมวลจริยธรรมพนักงานสอบสวนคดีพิเศษและเจ้าหน้าที่คดีพิเศษ
ไม่มีนโยบายปกป้อง หากพบผิดฟันทั้งวินัย-กฎหมาย
กระทรวงยุติธรรมยืนยันว่า ไม่มีนโยบายปกป้องหรือช่วยเหลือผู้ที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิด และจะไม่มีการละเว้น ไม่ว่าบุคคลนั้นจะเป็นเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานใดในสังกัดกระทรวงยุติธรรม
หากผลการตรวจสอบพบว่ามีการกระทำผิด จะดำเนินการทั้งทางวินัยและทางกฎหมายอย่างเด็ดขาด โดยยึดข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเป็นหลัก พร้อมดำเนินการตามนโยบายรัฐบาลในการรักษามาตรฐานด้านวินัยและจริยธรรมของข้าราชการ
กระทรวงยุติธรรมย้ำว่า ผู้ใดกระทำผิดต้องได้รับการดำเนินการตามกฎหมายและระเบียบอย่างเคร่งครัด ไม่มีการละเว้นหรือเลือกปฏิบัติ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชนว่า กระทรวงยุติธรรมจะยืนอยู่บนหลักความถูกต้อง และหากเจ้าหน้าที่ของกระทรวงกระทำผิด ก็ต้องรับผิดและได้รับโทษตามกฎหมายเช่นเดียวกัน
การจับกุมเจ้าหน้าที่ DSI ทั้ง 2 ราย ถือเป็นอีกจุดสำคัญของการขยายผลคดีทุจริตสอบบรรจุข้าราชการส่วนท้องถิ่น จากเดิมที่เริ่มต้นจากข้อกล่าวหาเรียกรับเงินของเครือข่ายนายหน้า ก่อนขยายผลไปถึงบุคคลที่ถูกกล่าวหาว่าอาจทำหน้าที่เป็น “ตัวกลาง” ในเส้นทางรับ-ส่งเงิน
ขณะที่การดำเนินการของกระทรวงยุติธรรมจะเป็นอีกกลไกที่ต้องจับตา ทั้งในส่วนของการตรวจสอบข้อเท็จจริง การดำเนินการทางวินัย และการคลี่คลายเส้นทางเงินว่ามีผู้เกี่ยวข้องอยู่ในระดับใดบ้าง




