คณะกรรมการโนเบลสันติภาพนอร์เวย์ยืนยันจะไม่หวั่นไหวต่อแรงกดดันจากโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่พยายามผลักดันให้ตัวเองได้รับรางวัลโนเบลสันติภาพประจำปี 2024 ซึ่งจะประกาศผลในวันที่ 10 ตุลาคมนี้
คริสเตียน เบิร์ก ฮาร์ปวิเคน เลขาธิการคณะกรรมการโนเบลสันติภาพ กล่าวว่า ‘แน่นอนว่าเราสังเกตเห็นการให้ความสนใจของสื่อต่อผู้สมัครบางคน แต่นั่นไม่ส่งผลกระทบต่อการพิจารณาในคณะกรรมการ’ โดยเน้นว่าคณะกรรมการพิจารณาผู้สมัครแต่ละคนตามคุณสมบัติของตนเอง
ทรัมป์อ้างสมควรได้รับรางวัลจากผลงานยุติสงคราม
ทรัมป์วัย 79 ปีได้แสดงความปรารถนาอย่างแรงกล้า ในการได้รับรางวัลอันทรงเกียรตินี้ หลังจากกลับเข้ามาทำงานในทำเนียบขาวเมื่อเดือนมกราคม โดยอ้างว่าเขาสมควรได้รับรางวัลจากการยุติสงคราม 6 ครั้ง แม้ว่าความขัดแย้งในกาซาและยูเครนซึ่งเขาอ้างว่าต้องการแก้ไขยังคงดำเนินต่อไป
ผู้นำหลายประเทศรวมทั้งเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล และอิลฮัม อาลีเยฟ ประธานาธิบดีอาเซอร์ไบจานได้เสนอชื่อ และสนับสนุนการเสนอชื่อทรัมป์ แต่การเสนอชื่อสำหรับรางวัลปีนี้จะต้องส่งภายในวันที่ 31 มกราคม เพียง 11 วันหลังทรัมป์เข้ารับตำแหน่ง
กระบวนการคัดเลือกที่เข้มงวดและเป็นอิสระ
เบิร์ก ฮาร์ปวิเคน กล่าวว่า การได้รับการเสนอชื่อไม่ใช่ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ ความสำเร็จที่แท้จริงคือการได้รับรางวัล โดยชี้แจงว่ารายชื่อผู้มีสิทธิ์เสนอชื่อค่อนข้างยาว รวมถึงสมาชิกรัฐสภาและรัฐมนตรีจากทุกประเทศทั่วโลก อดีตผู้ได้รับรางวัล และอาจารย์มหาวิทยาลัยบางคน
ปีนี้คณะกรรมการจะเลือกผู้ชนะจากรายชื่อ 338 บุคคลและองค์กร ซึ่งจะเก็บเป็นความลับเป็นเวลา 50 ปี ผู้สมัครที่มีคุณสมบัติเหมาะสมจะผ่านเข้าสู่การคัดเลือก พร้อมการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญ
ความเป็นอิสระท่ามกลางแรงกดดัน
คณะกรรมการโนเบลนอร์เวย์ได้แสดงให้เห็นถึงความเป็นอิสระในอดีต เช่น การมอบรางวัลปี 2010 ให้กับหลิว เสี่ยวโป่ว นักเคลื่อนไหวจีน โดยไม่สนใจคำเตือนแบบเงียบ ๆ จากรัฐบาลนอร์เวย์ ส่งผลให้ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างปักกิ่งและออสโลห่างเหินเป็นเวลาหลายปี
ฮัลวาร์ด ไลรา ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยสถาบันกิจการระหว่างประเทศนอร์เวย์ มองว่าแรงกดดันประเภทนี้มักส่งผลในทางตรงกันข้าม หากคณะกรรมการมอบรางวัลให้ทรัมป์ในขณะนี้ อาจถูกกล่าวหาว่าสูญเสียความเป็นอิสระ
นักประวัติศาสตร์โนเบลสามคนได้เขียนบทความแสดงความเห็นในเดือนสิงหาคม โดยระบุเหตุผลหลายประการที่ทรัมป์ไม่ควรได้รับรางวัล รวมถึงการชื่นชมวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซียที่ดำเนินสงครามกับยูเครนมาสามปี






