ทีมข่าว Spacebar Big city ได้ลงพื้นที่สำรวจความเห็นผู้ประกอบการกัญชาใน จ.เชียงใหม่ หลังจากที่รัฐบาลจะให้กัญชากลับไปเป็นยาเสพติดประเภท 5 อีกครั้ง ทำให้ผู้ประกอบการในธุรกิจกัญชาและเกษตรกรผู้ปลูก มีความกังวลใจอย่างมาก ส่วนใหญ่ “ไม่เห็นด้วย” และมองว่า เป็นการแก้ไขปัญหาผิดจุด ปัญหาสังคมและอาชญากรรมที่เกิดขึ้นมาจากคนกลุ่มน้อย ที่นำกัญชาไปใช้ผิดประเภท จึงไม่ควรเหมารวม จนปิดล็อกอุตสาหกรรมกัญชาทั้งระบบ

สดุดี ขวัญชัย ผู้ประกอบการร้านกัญชา WeeDs Bloom CNX เล่าว่า ลงทุนทำธุรกิจร้านกัญชา นับเป็นร้านแรกของจังหวัดเชียงใหม่ หลังมีกฎหมายปลดล็อคกัญชา ช่วงแรกขายบนรถในรูปแบบ Weed Truck ต่อมาปรับเปลี่ยนเป็นรูปแบบของร้าน มีที่ตั้งเป็นหลักแหล่ง ซึ่งบรรยากาศการค้าขายตั้งแต่ตอนนั้นจนถึงตอนนี้ ก็ไม่ได้แตกต่างกันมาก เนื่องจากมีกลุ่มลูกค้าเดิมทำและมีนักท่องเที่ยวต่างชาติ ส่วนลูกค้าหน้าใหม่ที่อยากจะทดลองใช้ มีอยู่บ้าง ซึ่งทางร้านได้ช่วยแนะนำให้ความรู้การใช้อย่างถูกวิธีอยู่เสมอ

ส่วนของรายได้ ยังเป็นไปตามกลไกของตลาด แต่ในช่วงที่ปลดล็อคกัญชาใหม่ ๆ มีลูกค้าเยอะ คู่แข่งน้อย รายได้เฉลี่ยวันละไม่ต่ำกว่า 10,000 บาท กระทั่งเมื่อมีร้านกัญชาเปิดมากขึ้น แค่เฉพาะในย่านนิมมานเหมินทร์ เปิดขายกว่า 30 ร้าน และยังผุดไอเดียแข่งขันกันทำกลยุทธ์การตลาด ราคา คุณภาพ ทำให้ยอดขายลดลงไปบ้าง แต่ถือว่ายังไม่ขาดทุน

หากรัฐบาลจะนำเอากัญชากลับไปเป็นยาเสพติด เชื่อว่าทุกคนต้องเคารพกฎหมาย และต้องปฏิบัติตามเคร่งครัด แต่หากถามว่าเห็นด้วยกับนโยบายนี้หรือไม่ ในฐานะผู้ประกอบการ ตอบได้ทันทีว่า “ไม่เห็นด้วย” และเห็นควรที่จะกำหนดระเบียบควบคุม ที่กำกับดูแลจากหลายภาคส่วน มากกว่าที่จะดึงกลับไปเป็นยาเสพติด และหลังจากนี้ในฐานะผู้ค้าก็ต้องปรับตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป อยู่อย่างระมัดระวัง เพราะยังไม่รู้ว่ากฎหมายใหม่ จะมีรายละเอียดอย่างไร
ผมมองว่ากัญชา ยังเป็นพืชเศรษฐกิจของประเทศไทยได้ แต่ต้องได้รับการสนับสนุนจากทุกภาคส่วน ทั้งผู้ประกอบการร้านค้า ฟาร์มปลูกกัญชาและภาครัฐ แต่น่าแปลกที่ภาครัฐไม่ได้มีหน่วยงานที่เข้ามาดูแลโดยเฉพาะ หรือสนับสนุนให้ความรู้โดยเฉพาะ เหมือนกับเปิดให้เสรีแล้วก็ปล่อยเลยตามเลย ตอนนี้ก็ยังครึ่ง ๆ กลาง ๆ
— สดุดี ขวัญชัย

ขณะที่ สุธีระวัฒน์ ทองคำฟู เจ้าของฟาร์ม เหมาป่า แคนนาบิส ฟาร์ม เชียงใหม่ เปิดเผยว่า ส่วนตัวเป็นทั้งนักวิจัยและเป็นผู้ปลูกกัญชา ซึ่งหลายปีที่ผ่านมา ก็ได้ทำวิจัยเกี่ยวกับพืชกัญชงและกัญชามาตลอด โดยมีภาครัฐและภาคเอกชนในหลายพื้นที่ก็ได้ศึกษาเกี่ยวกับพืชชนิดนี้อยู่ ซึ่งตอนนี้ กำลังวิจัยและพัฒนากันอย่างหนัก จึงยังต้องใช้เวลาศึกษาอีกมาก แต่รัฐบาลกลับจะมาดึงกัญชากลับไปเป็นยาเสพติดอีก จะส่งผลกระทบให้การพัฒนาพืชชนิดนี้ทั้งระบบขาดช่วงไป
สุธีระวัฒน์ เล่าอีกว่า ปัจจุบันปลูกกัญชาอยู่เกือบ 10 ไร่ ส่งขายให้กับร้านที่มีใบอนุญาตถูกต้องตามกฎหมาย มีลูกค้าหมุนเวียนเดินทางไปซื้อที่ฟาร์มอยู่ตลอด
สำหรับธุรกิจการปลูกกัญชา ยังถือว่าเป็นอีกธุรกิจหนึ่ง ที่สร้างรายได้ให้กับคนในพื้นที่มีการจ้างงานเกิดขึ้น ทำให้ชาวบ้านมีรายได้ อย่างฟาร์มเหมาป่าฯ มีการว่าจ้างพนักงานกว่า 30 คน ซึ่งทำให้มีเงินหมุนเวียนเศรษฐกิจภายในชุมชน แต่หลังจากนำกัญชากลับไปเป็นยาเสพติด จะมีคนตกงานจำนวนมาก ซึ่งจะส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง
— สุธีระวัฒน์ ทองคำฟู

สุธีระวัฒน์ ยังบอกอีกว่า ไม่เพียงธุรกิจฟาร์มของเขาที่ได้รับผลกระทบ แต่ยังรวมถึงเกษตรกรและผู้ประกอบการรายเล็ก ที่เป็นหน้าใหม่ในอุตสาหกรรมนี้ ประสบปัญหาเดิมอยู่แล้ว จากการลงทุนไปแล้วยังไม่ได้ทุนคืน เพราะการปลูกกัญชาถือว่ามีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูงเพื่อให้ได้ผลผลิตคุณภาพตามที่ท้องตลาดต้องการ ต้องดูแลอย่างพิถีพิถัน มีค่าใช้จ่ายปลีกย่อยมากมาย

การปลูกกัญชาเพียง 1 ไร่ ต้นทุนอาจจะสูงถึง 1 ล้านบาท ซึ่งเกษตรกรรายเล็กที่เห็นถึงโอกาส ก็จะกู้เงินมาเพื่อลงทุน แต่อาจจะยังศึกษาไม่มากพอ ทำให้ผลผลิตที่ออกมาขายไม่ได้ราคาหรือขายไม่ได้เลย และเมื่อจะนำเอากลับไปเป็นยาเสพติด ก็จะยิ่งทำให้เกษตรกรรายเล็กเหล่านี้เดือดร้อนมากขึ้น จึงเห็นว่าควรค่อย ๆ ศึกษา อย่าลงทุนครั้งเดียวจำนวนมาก ๆ เพื่อไม่ให้ต้องเป็นหนี้จนถึงขั้นเลิกทำ
ดังนั้น รัฐบาลต้องคำนึงถึงจุดนี้ด้วย เนื่องจากเศรษฐกิจของประเทศก็ไม่ได้ดี ทำให้ผู้ประกอบการและเกษตรกรยิ่งมีปัญหาเพิ่มขึ้น
ผมมองว่ากัญชา ยังเป็นพืชเศรษฐกิจของประเทศไทยได้ เพราะว่ามันสามารถสร้างรายได้และสร้างประโยชน์ให้กับประเทศได้จำนวนมาก ชาวบ้านก็สามารถนำเอาไปเป็นยาสมุนไพรตามแพทย์แผนไทย ช่วยลดอาการเจ็บปวดทางร่างกายได้ อยากให้รัฐบาลมองในเรื่องของผลกระทบที่จะเกิดขึ้น หากนำกัญชากลับไปเป็นยาเสพติด และควรออก พ.ร.บ.เกี่ยวกับการใช้กัญชา เพื่อแก้ไขปัญหาให้ตรงจุด กรณีคนนำไปใช้ในทางที่ผิด รวมถึงควรเดินหน้าวิจัยเกี่ยวกับพืชกัญชาให้มากขึ้นกว่านี้
— สุธีระวัฒน์ ทองคำฟู

ข้อมูลจากสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ รายงานว่า ในจังหวัดเชียงใหม่ มีผู้ข้อใบอนุญาตเกี่ยวกับกัญชาทั้งหมด 647 ราย ที่มีจำนวนมากที่สุด เป็นใบอนุญาตจำหน่ายและแปรรูปกัญชา 631 ราย ส่วนมากจะอยู่ในพื้นที่อำเภอเมืองเชียงใหม่ ขณะที่ใบอนุญาตเพื่อการส่งออก มี 38 ราย และใบอนุญาตศึกษาวิจัย 5 ราย (ข้อมูล ณ เดือนพฤษภาคม 2567)






