นักวิชาการชี้ปายสูญเสียอัตลักษณ์ แนะฟื้นฟูการท่องเที่ยวเชิงระบบ ด้านนักวิชาการเศรษฐศาตร์ แนะยกเครื่องการจัดการ-ใช้กฎหมายจริงจัง ด้านสมาคมธุรกิจท่องเที่ยว ยอมรับข่าวทำให้นักท่องเที่ยวไม่มั่นใจ ย้ำทุกฝ่ายตรวจสอบข้อเท็จจริงไม่อยากให้เสียบรรยากาศท่องเที่ยว

ดร.กีรติ ตระการศิริวานิช คณบดีคณะพัฒนาการท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยแม่โจ้ เปิดเผยว่า อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งเคยโดดเด่นด้วยความเงียบสงบ บรรยากาศ และวิถีชีวิตอันเป็นเอกลักษณ์ กำลังเผชิญความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการท่องเที่ยว โดยเฉพาะการหลั่งไหลเข้ามาของนักท่องเที่ยวชาวอิสราเอลจำนวนมาก
“แม้การเติบโตทางเศรษฐกิจจะเห็นได้ชัด แต่การกระจายรายได้สู่ชุมชน ยังเป็นประเด็นที่ต้องพิจารณา ภาครัฐจำเป็นต้องมีมาตรการบริหารจัดการที่เหมาะสม เพื่อให้คนในท้องถิ่นสามารถแข่งขันได้ มิเช่นนั้น อาจเกิดปัญหาการแย่งชิงทรัพยากรและอาชีพ จนกระทบต่อวิถีชีวิตดั้งเดิมของชุมชน”
"ผมเป็นห่วงอนาคตของเมืองปาย เพราะใช้เป็นกรณีศึกษาสอนนักศึกษามาโดยตลอด การฟื้นคืนเสน่ห์ของปาย จำเป็นต้องอาศัยการจัดระเบียบใหม่และการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ไม่ใช่รอให้เกิดปัญหาแล้วค่อยแก้ไข"
— ดร.กีรติ ตระการศิริวานิช


ดร.กีรติ กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ยังมีความหวังในการฟื้นฟูเมืองปายให้กลับสู่ความสมดุล โดยต้องจัดตั้งคณะทำงาน เพื่อวิเคราะห์ปัญหาและวางแผนการจัดการอย่างเป็นระบบ ไม่ว่าจะเป็นการฟื้นฟูอัตลักษณ์ดั้งเดิม หรือการปรับเปลี่ยนรูปแบบการท่องเที่ยวให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์จังหวัด
ทั้งนี้ ต้องคำนึงถึงการออกแบบพื้นที่ท่องเที่ยวที่เหมาะสมและการคัดกรองนักท่องเที่ยวที่เข้าใจวิถีชีวิตท้องถิ่น


ด้าน รศ.ดร.มนตรี สิงหะวระ รองคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ กล่าวว่า กรณีที่มีกระแสข่าวว่าจะมายึดครองอำเภอปายนั้น ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้
“ปัญหาที่เกิดขึ้นในอำเภอปาย มองว่า ในเชิงการท่องเที่ยวต่างต้องการรายได้เข้ามาอยู่แล้ว แต่ก็ต้องมีการจัดการที่กว่านี้ และนำกฎหมายมาบังคับอย่างจริงจัง เพราะที่ผ่านมาคาเรคเตอร์ของคนไทยจะมีความยืดหยุ่น แต่พอปล่อยเสรีเกินไป ก็จะควบคุมได้ลำบาก และเชื่อว่าหากมีการสื่อสารให้นักท่องเที่ยวเข้าใจ และเคารพต้องกฎกติกาของชุมชน ก็จะให้การท่องเที่ยวเดินหน้าต่อไปได้”


ด้าน ภานุเดช ไชยสกูล นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจังหวัดแม่ฮ่องสอน กล่าวว่า อำเภอปายเป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีการหลั่งไหลเข้าไปของนักท่องเที่ยวอยู่แล้ว ตอนนี้ทุกฝ่ายทั้งภาครัฐ และภาคเอกชนไม่อยากให้สร้างความสับสนจากข่าวสาร จนทำให้นักท่องเที่ยวเกิดความไม่มั่นใจ
“ที่ผ่านมาทั้งฝ่ายปกครองและตำรวจ ก็ดูแลในพื้นที่อยู่แล้ว ตอนนี้ก็เพิ่มความถี่ในการเข้าไปตรวจสอบมากขั้น ทุกอย่างต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย ส่วนกิจกรรมที่จะส่งผลกระทบใดๆ ต่อชุมชน ตลอดเวลาก็ได้จัดการแก้ไขมาโดยตลอด”
“โดยเฉพาะกิจกรรมล่องห่วงยาง ตอนนี้ก็ได้มีการประชุมกับผู้ประกอบการ ห้ามฝ่าฝืนกฤกติกาที่วางกันไว้ และแม้ว่าตอนนี้บรรยากาศการท่องเที่ยวอาจจะก่อให้นักท่องเที่ยวที่จะเข้ามาในพื้นที่ชะลอตัวลง แต่เชื่อว่าในระยะต่อไปก็จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ”
สำหรับปี 2568 จังหวัดแม่ฮ่องสอนตั้งเป้าจะมีนักท่องเที่ยวเข้ามาในพื้นที่ประมาณ 1.4 ล้านคน และมีรายได้ประมาณ 9,000 ล้านบาท จากปี 2567 มีนักท่องเที่ยวประมาณ 1.2 ล้านคน และมีรายได้ประมาณ 7,500 ล้านบาท





