เปิดแฟ้ม “คดี 5 ศพ” สะเทือนพัทยา จากคดีนักท่องเที่ยวรัสเซีย…สู่การพบ 3 ศพพ่อแม่ลูก
คดีที่เริ่มต้นจากการหายตัวไปของพี่น้องชาวรัสเซีย 2 คน กลายเป็นหนึ่งในคดีอาชญากรรมสะเทือนขวัญที่สุดของปี 2569 หลังตำรวจภูธรภาค 2 ติดตามจับกุม ฑณา หรือ ‘ป๋อง’ อายุ 43 ปี และ ธงชัย หรือ ‘ธง’ อายุ 39 ปี ได้ที่ อ.วังสมบูรณ์ จ.สระแก้ว ขณะหลบหนี ก่อนผู้ต้องหาจะรับสารภาพถึงการก่อเหตุ และนำเจ้าหน้าที่ไปชี้จุดฝังศพบริเวณใกล้เขาชีจรรย์ จ.ชลบุรี
จากการสอบสวน ผู้ต้องหาอ้างว่ามีเจตนาจะขโมยรถจักรยานยนต์ของผู้เสียชีวิต เมื่อเกิดการขัดขืนจึงใช้อาวุธปืนยิงฝ่ายชาย และทำร้ายฝ่ายหญิงจนเสียชีวิต ก่อนฝังอำพรางศพ
แต่การสอบสวนกลับไม่จบเพียงเท่านั้น…
การขยายผลทำให้ตำรวจพบว่า กลุ่มผู้ต้องหาชุดเดียวกันมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีฆาตกรรมพ่อ แม่ และลูกชาวไทยอีก 3 ศพ เพื่อชิงรถกระบะ ก่อนนำศพไปฝังไว้ในพื้นที่ใกล้กัน ส่งผลให้มีผู้ต้องหารวม 4 คน และมีผู้เสียชีวิตรวม 5 รายในพื้นที่เดียวกัน
ข้อหาที่อาจเผชิญ ไม่ใช่เพียง “ฆ่าคน” จากพฤติการณ์ที่ปรากฏ หากพนักงานสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานได้ครบถ้วน ผู้ต้องหาอาจถูกดำเนินคดีในหลายฐานความผิด ได้แก่
- ฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน (ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289)
- ร่วมกันชิงทรัพย์หรือปล้นทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย (ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงที่สรุปในสำนวน)
- ซ่อนเร้น ย้าย หรือทำลายศพเพื่อปิดบังการตาย
- มีและใช้อาวุธปืนโดยมิชอบ
- ความผิดฐานร่วมกันกระทำความผิดในลักษณะองค์กรหรือร่วมกันหลายคน หากพยานหลักฐานรองรับ
นักกฎหมายหลายฝ่ายประเมินว่า หากพิสูจน์ได้ว่ามีการวางแผน ใช้อาวุธ และก่อเหตุเพื่อประโยชน์จากทรัพย์สิน โทษในหลายข้อหาอาจถึงขั้นสูงสุดคือ “ประหารชีวิต”
ทำไมคดีนี้จึงเข้าข่ายโทษประหาร โดยมาตรา 289 แห่งประมวลกฎหมายอาญา กำหนดให้การฆ่าผู้อื่นในลักษณะพิเศษ เช่น ฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ฆ่าเพื่อเอาทรัพย์ ฆ่าเพื่อปกปิดความผิด ฆ่าหลายคน ซึ่งมีโทษสูงสุดคือ ประหารชีวิต
ขณะที่หากเป็นความผิดฐานปล้นทรัพย์หรือชิงทรัพย์จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต กฎหมายก็กำหนดโทษสูงสุดถึงประหารชีวิตเช่นกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงและข้อกล่าวหาที่พนักงานสอบสวนและอัยการสรุปสำนวน

กระแส “ประหารชีวิต” กลับมาร้อนอีกครั้ง
คดีนี้ทำให้สังคมไทยกลับมาถกเถียงเรื่องโทษประหารชีวิตอย่างหนัก ในโลกออนไลน์ มีการเรียกร้องให้ลงโทษสูงสุด โดยให้เหตุผลว่า ผู้เสียชีวิตมีจำนวนมาก เหตุเกิดจากการชิงทรัพย์ มีการอำพรางศพ ผู้ต้องหาบางรายมีประวัติคดีอาญาและเพิ่งพ้นโทษก่อนกลับมาก่อเหตุอีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม ในทางกฎหมาย แม้หลายข้อหาจะกำหนดโทษสูงสุดเป็นประหารชีวิต แต่ไม่ได้หมายความว่าศาลจะพิพากษาประหารทุกคดี เพราะศาลต้องพิจารณาจากพยานหลักฐาน ระดับการมีส่วนร่วมของผู้ต้องหาแต่ละคน พฤติการณ์แห่งคดี เหตุบรรเทาโทษหรือเหตุลดโทษตามกฎหมาย

ไทยยังมีโทษประหาร…แต่ใช้น้อยมาก
ประเทศไทยยังคงมีโทษประหารชีวิตตามกฎหมาย แต่ในทางปฏิบัติ ศาลจำนวนไม่น้อยพิพากษาประหารแล้วลดโทษเป็นจำคุกตลอดชีวิต หรือภายหลังมีการพระราชทานอภัยโทษตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด
การประหารชีวิตครั้งล่าสุดของไทยเกิดขึ้นเมื่อปี 2561 โดยเป็นการประหารชีวิต ธีรศักดิ์ ลองจี (อายุ 26 ปี) ที่เรือนจำกลางบางขวาง ด้วยการฉีดสารพิษ ซึ่งเป็นการประหารชีวิตครั้งแรกในรอบเกือบ 9 ปี หลังจากไม่มีการบังคับโทษประหารมาตั้งแต่ปี 2552 ทำให้ช่วงปี 2552–2561 ถือเป็นช่วงที่ไทยมี de facto moratorium หรือหยุดการบังคับใช้โทษประหารในทางปฏิบัติ แม้กฎหมายยังคงบัญญัติโทษประหารไว้
แต่เมื่อการเหตุอุกฉกรรจ์ประเด็นนี้ทำให้กระแสสังคมจะกลับมาตั้งคำถามว่า โทษประหารยังมีบทบาทในการยับยั้งอาชญากรรมหรือไม่

กระทบมากกว่าคดีอาญา คือความเชื่อมั่นของประเทศ
อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางลงพื้นที่ติดตามคดีด้วยตัวเอง พร้อมระบุว่า คดีนี้ไม่ได้กระทบเฉพาะผู้เสียหาย แต่ยังกระทบต่อความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยของประเทศ และภาพลักษณ์การท่องเที่ยวไทยอย่างรุนแรง พร้อมกำชับให้ดำเนินคดีอย่างถึงที่สุดตามกฎหมาย
“อยากขอโทษพี่น้องชาวรัสเซีย ที่เกิดเหตุนี้ขึ้น แม้ว่าจะอยู่ในประเทศไทยมานานแล้วก็ตาม เป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้น และต้องขออภัยทุกเกิดเหตุขึ้น ซึ่งจะทำทุกวิถีทาง เพื่อให้ดำเนินคดีลงโทษกับผู้กระทำผิดและจะเพิ่มความเข้มงวด ซึ่งตำรวจจับตัวผู้กระทำผิดทุกคนได้แล้ว และศาลไม่ให้ประกันตัวแน่นอน”
สำหรับคดีนี้ ตำรวจได้ขออำนาจศาลฝากขังผู้ต้องหาทั้ง 4 ราย พร้อมคัดค้านการประกันตัว และยังอยู่ระหว่างการสอบสวนขยายผล รวมถึงรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อส่งสำนวนให้อัยการพิจารณาฟ้องต่อศาล



.jpg&w=3840&q=75)
