เปิดแฟ้มคดี 5 ศพสะเทือนพัทยา จากชิงทรัพย์สู่ฆาตกรรมต่อเนื่อง เส้นทางสู่โทษประหารชีวิตที่สังคมกำลังจับตา

1 ส.ค. 2569 - 20:47

  • ตำรวจจับผู้ต้องหาได้ครบ 4 ราย ขยายผลจากคดีฆ่า 2 พี่น้องชาวรัสเซีย ไปสู่คดีฆ่ายกครัว 3 ศพชาวไทย

  • พนักงานสอบสวนเตรียมดำเนินคดีหลายข้อหา ตั้งแต่ฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ชิงทรัพย์ ปล้นทรัพย์ ซ่อนเร้นอำพรางศพ และความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืน

  • กระแสสังคมเรียกร้องลงโทษสูงสุด “ประหารชีวิต” แต่ในทางกฎหมาย ศาลจะพิจารณาจากพยานหลักฐานและบทบัญญัติกฎหมาย ไม่ใช่กระแสสังคม

เปิดแฟ้มคดี 5 ศพสะเทือนพัทยา จากชิงทรัพย์สู่ฆาตกรรมต่อเนื่อง เส้นทางสู่โทษประหารชีวิตที่สังคมกำลังจับตา

เปิดแฟ้ม “คดี 5 ศพ” สะเทือนพัทยา จากคดีนักท่องเที่ยวรัสเซีย…สู่การพบ 3 ศพพ่อแม่ลูก

คดีที่เริ่มต้นจากการหายตัวไปของพี่น้องชาวรัสเซีย 2 คน กลายเป็นหนึ่งในคดีอาชญากรรมสะเทือนขวัญที่สุดของปี 2569 หลังตำรวจภูธรภาค 2 ติดตามจับกุม ฑณา หรือ ‘ป๋อง’ อายุ 43 ปี และ ธงชัย หรือ ‘ธง’ อายุ 39 ปี ได้ที่ อ.วังสมบูรณ์ จ.สระแก้ว ขณะหลบหนี ก่อนผู้ต้องหาจะรับสารภาพถึงการก่อเหตุ และนำเจ้าหน้าที่ไปชี้จุดฝังศพบริเวณใกล้เขาชีจรรย์ จ.ชลบุรี 

จากการสอบสวน ผู้ต้องหาอ้างว่ามีเจตนาจะขโมยรถจักรยานยนต์ของผู้เสียชีวิต เมื่อเกิดการขัดขืนจึงใช้อาวุธปืนยิงฝ่ายชาย และทำร้ายฝ่ายหญิงจนเสียชีวิต ก่อนฝังอำพรางศพ

แต่การสอบสวนกลับไม่จบเพียงเท่านั้น…

การขยายผลทำให้ตำรวจพบว่า กลุ่มผู้ต้องหาชุดเดียวกันมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีฆาตกรรมพ่อ แม่ และลูกชาวไทยอีก 3 ศพ เพื่อชิงรถกระบะ ก่อนนำศพไปฝังไว้ในพื้นที่ใกล้กัน ส่งผลให้มีผู้ต้องหารวม 4 คน และมีผู้เสียชีวิตรวม 5 รายในพื้นที่เดียวกัน 

ข้อหาที่อาจเผชิญ ไม่ใช่เพียง “ฆ่าคน” จากพฤติการณ์ที่ปรากฏ หากพนักงานสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐานได้ครบถ้วน ผู้ต้องหาอาจถูกดำเนินคดีในหลายฐานความผิด ได้แก่

  • ฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน (ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289)
  • ร่วมกันชิงทรัพย์หรือปล้นทรัพย์เป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย (ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงที่สรุปในสำนวน)
  • ซ่อนเร้น ย้าย หรือทำลายศพเพื่อปิดบังการตาย
  • มีและใช้อาวุธปืนโดยมิชอบ
  • ความผิดฐานร่วมกันกระทำความผิดในลักษณะองค์กรหรือร่วมกันหลายคน หากพยานหลักฐานรองรับ

นักกฎหมายหลายฝ่ายประเมินว่า หากพิสูจน์ได้ว่ามีการวางแผน ใช้อาวุธ และก่อเหตุเพื่อประโยชน์จากทรัพย์สิน โทษในหลายข้อหาอาจถึงขั้นสูงสุดคือ “ประหารชีวิต”

ทำไมคดีนี้จึงเข้าข่ายโทษประหาร โดยมาตรา 289 แห่งประมวลกฎหมายอาญา กำหนดให้การฆ่าผู้อื่นในลักษณะพิเศษ เช่น ฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ฆ่าเพื่อเอาทรัพย์ ฆ่าเพื่อปกปิดความผิด ฆ่าหลายคน ซึ่งมีโทษสูงสุดคือ ประหารชีวิต

ขณะที่หากเป็นความผิดฐานปล้นทรัพย์หรือชิงทรัพย์จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต กฎหมายก็กำหนดโทษสูงสุดถึงประหารชีวิตเช่นกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงและข้อกล่าวหาที่พนักงานสอบสวนและอัยการสรุปสำนวน

S__111058964_0.jpg

กระแส “ประหารชีวิต” กลับมาร้อนอีกครั้ง

คดีนี้ทำให้สังคมไทยกลับมาถกเถียงเรื่องโทษประหารชีวิตอย่างหนัก ในโลกออนไลน์ มีการเรียกร้องให้ลงโทษสูงสุด โดยให้เหตุผลว่า ผู้เสียชีวิตมีจำนวนมาก เหตุเกิดจากการชิงทรัพย์ มีการอำพรางศพ ผู้ต้องหาบางรายมีประวัติคดีอาญาและเพิ่งพ้นโทษก่อนกลับมาก่อเหตุอีกครั้ง 

อย่างไรก็ตาม ในทางกฎหมาย แม้หลายข้อหาจะกำหนดโทษสูงสุดเป็นประหารชีวิต แต่ไม่ได้หมายความว่าศาลจะพิพากษาประหารทุกคดี เพราะศาลต้องพิจารณาจากพยานหลักฐาน ระดับการมีส่วนร่วมของผู้ต้องหาแต่ละคน พฤติการณ์แห่งคดี เหตุบรรเทาโทษหรือเหตุลดโทษตามกฎหมาย

S__111058966_0.jpg

ไทยยังมีโทษประหาร…แต่ใช้น้อยมาก

ประเทศไทยยังคงมีโทษประหารชีวิตตามกฎหมาย แต่ในทางปฏิบัติ ศาลจำนวนไม่น้อยพิพากษาประหารแล้วลดโทษเป็นจำคุกตลอดชีวิต หรือภายหลังมีการพระราชทานอภัยโทษตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด

การประหารชีวิตครั้งล่าสุดของไทยเกิดขึ้นเมื่อปี 2561 โดยเป็นการประหารชีวิต ธีรศักดิ์ ลองจี (อายุ 26 ปี) ที่เรือนจำกลางบางขวาง ด้วยการฉีดสารพิษ ซึ่งเป็นการประหารชีวิตครั้งแรกในรอบเกือบ 9 ปี หลังจากไม่มีการบังคับโทษประหารมาตั้งแต่ปี 2552 ทำให้ช่วงปี 2552–2561 ถือเป็นช่วงที่ไทยมี de facto moratorium หรือหยุดการบังคับใช้โทษประหารในทางปฏิบัติ แม้กฎหมายยังคงบัญญัติโทษประหารไว้

แต่เมื่อการเหตุอุกฉกรรจ์ประเด็นนี้ทำให้กระแสสังคมจะกลับมาตั้งคำถามว่า โทษประหารยังมีบทบาทในการยับยั้งอาชญากรรมหรือไม่ 

S__111058961_0.jpg

กระทบมากกว่าคดีอาญา คือความเชื่อมั่นของประเทศ

อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางลงพื้นที่ติดตามคดีด้วยตัวเอง พร้อมระบุว่า คดีนี้ไม่ได้กระทบเฉพาะผู้เสียหาย แต่ยังกระทบต่อความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยของประเทศ และภาพลักษณ์การท่องเที่ยวไทยอย่างรุนแรง พร้อมกำชับให้ดำเนินคดีอย่างถึงที่สุดตามกฎหมาย 

“อยากขอโทษพี่น้องชาวรัสเซีย ที่เกิดเหตุนี้ขึ้น แม้ว่าจะอยู่ในประเทศไทยมานานแล้วก็ตาม เป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้น และต้องขออภัยทุกเกิดเหตุขึ้น ซึ่งจะทำทุกวิถีทาง เพื่อให้ดำเนินคดีลงโทษกับผู้กระทำผิดและจะเพิ่มความเข้มงวด ซึ่งตำรวจจับตัวผู้กระทำผิดทุกคนได้แล้ว และศาลไม่ให้ประกันตัวแน่นอน”

สำหรับคดีนี้ ตำรวจได้ขออำนาจศาลฝากขังผู้ต้องหาทั้ง 4 ราย พร้อมคัดค้านการประกันตัว และยังอยู่ระหว่างการสอบสวนขยายผล รวมถึงรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อส่งสำนวนให้อัยการพิจารณาฟ้องต่อศาล 

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์