กรณีผู้เสียหายหลายรายใน จ.พัทลุง ร้องเรียนหลังเข้ารับบริการร้อยไหมบริเวณจมูก ก่อนเกิดอาการเจ็บ อักเสบ และบางรายมีหนอง จนต้องนำเส้นวัสดุออกจากร่างกาย กลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจ หลังผู้เสียหายระบุว่าเส้นที่นำออกมามีลักษณะคล้าย ‘เอ็นตกปลา’ และตั้งข้อสงสัยว่า สิ่งที่ถูกนำเข้าสู่ร่างกายเป็นไหมทางการแพทย์จริงหรือไม่
หนึ่งในผู้เสียหายระบุว่า เข้ารับบริการตั้งแต่ปี 2565 และได้รับข้อมูลว่าเป็นไหมที่สามารถละลายได้ภายในประมาณ 2 ปี แต่เมื่อเวลาผ่านไปกลับยังพบเส้นวัสดุอยู่ ก่อนเริ่มมีอาการเจ็บและอักเสบในเดือนมีนาคม 2569 จนนำไปสู่การนำเส้นออก ขณะที่ผู้เสียหายรายอื่นให้ข้อมูลในลักษณะใกล้เคียงกัน และบางส่วนได้เข้าแจ้งความเพื่อขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริง
อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่ต้องแยกให้ออกคือ การที่วัสดุมีหน้าตาคล้ายเอ็นตกปลา ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถยืนยันด้วยตาเปล่าว่าเป็นเอ็นตกปลาได้ เพราะไหมที่ใช้ทางการแพทย์เองก็สามารถมีลักษณะเป็นเส้นใส เหนียว และดูคล้ายเส้นพลาสติกได้เช่นกัน การจะบอกว่าวัสดุดังกล่าวคืออะไร จำเป็นต้องตรวจสอบชนิดและแหล่งที่มาของวัสดุอย่างชัดเจน
ไหมทางการแพทย์ หน้าตาเหมือนเอ็นตกปลาได้ไหม?
คำว่า ‘ไหม’ ในทางการแพทย์ไม่ได้หมายถึงเส้นด้ายแบบที่เราใช้เย็บผ้าทั่วไป แต่สามารถผลิตจากพอลิเมอร์หรือวัสดุสังเคราะห์หลายชนิด สำหรับการร้อยไหมเพื่อความงาม มีทั้งวัสดุอย่าง PDO, PLLA และ PCL ซึ่งได้รับการพัฒนาให้ใช้ในร่างกายและสามารถสลายตัวได้ตามคุณสมบัติของวัสดุและผลิตภัณฑ์แต่ละชนิด งานวิชาการด้านการร้อยไหมยังระบุว่า ในอดีตเคยมีการใช้ไหมชนิดไม่ละลาย เช่น polypropylene ก่อนที่ไหมละลายจะได้รับความนิยมมากขึ้นในปัจจุบัน
ด้วยเหตุนี้ หากนำเส้นวัสดุทางการแพทย์บางชนิดมาเปรียบเทียบกับเอ็นตกปลาเพียงจากรูปลักษณ์ภายนอก ก็อาจพบว่ามีความคล้ายกันได้ ทั้งความใส ความเหนียว หรือรูปทรงที่เป็นเส้น แต่ ความคล้ายทางสายตาไม่ได้หมายความว่าเป็นวัสดุชนิดเดียวกัน และไม่ได้หมายความว่าสามารถนำมาใช้แทนกันได้
คำถามสำคัญจึงไม่ควรหยุดอยู่แค่ว่า ‘มันดูเหมือนเอ็นตกปลาหรือไม่’ แต่ควรถามต่อว่า เส้นที่นำออกมานั้นผลิตจากวัสดุอะไร เป็นผลิตภัณฑ์อะไร มีแหล่งที่มาจากไหน และถูกผลิตหรือได้รับอนุญาตสำหรับใช้ในร่างกายหรือไม่
แล้วจะพิสูจน์ได้อย่างไรว่าเป็นวัสดุอะไร?
การพิสูจน์ไม่ควรอาศัยเพียงการมองหรือสัมผัส แต่สามารถตรวจสอบได้จากหลายส่วน ตั้งแต่ชื่อผลิตภัณฑ์ บรรจุภัณฑ์ เลขทะเบียนหรือข้อมูลการนำเข้า แหล่งที่มาของสินค้า ไปจนถึงการตรวจวิเคราะห์ตัววัสดุ เพื่อดูองค์ประกอบและชนิดของพอลิเมอร์
ข้อมูลเหล่านี้มีความสำคัญมาก เพราะหากมีข้อสงสัยว่ามีการนำวัสดุที่ไม่ได้ผลิตหรือไม่ได้รับอนุญาตสำหรับการแพทย์มาใช้กับผู้รับบริการ การระบุให้ได้ว่า วัสดุนั้นคืออะไรจริงๆ จะเป็นหนึ่งในหลักฐานสำคัญสำหรับการตรวจสอบข้อเท็จจริง
ขณะเดียวกัน ฝั่งแพทย์ของคลินิกได้ออกมาชี้แจงเมื่อวันที่ 24 กันยายนว่า วัสดุที่ใช้ไม่ใช่เอ็นตกปลา แต่เป็นไหมทางการแพทย์ พร้อมระบุว่าไหมดังกล่าวอาจใช้เวลาประมาณ 2–4 ปีจึงจะสลาย และยืนยันว่าพร้อมรับผิดชอบหากตรวจพบความเสียหายที่เกี่ยวข้องกับการรักษา ส่วนประเด็นว่าวัสดุที่นำออกจากร่างกายของผู้เสียหายเป็นชนิดใด ยังต้องรอการตรวจสอบเพื่อยืนยันข้อเท็จจริง
เรื่องนี้จึงใหญ่กว่าแค่คำว่า ‘เอ็นตกปลา’
อีกประเด็นที่ต้องแยกออกจากเรื่องชนิดของวัสดุ คือ มาตรฐานของสถานพยาบาลและกระบวนการให้บริการ โดยเจ้าหน้าที่สาธารณสุขจังหวัดพัทลุงให้ข้อมูลกับสื่อว่า สถานที่ดังกล่าวอยู่ระหว่างกระบวนการขออนุญาตเปิดเป็นคลินิก แต่ได้เปิดให้บริการไปก่อน ขณะที่แพทย์มีใบประกอบวิชาชีพ ส่วนผลิตภัณฑ์ที่ใช้ถูกต้องตามหลักการแพทย์และมีคุณภาพหรือไม่นั้น เจ้าหน้าที่ยังต้องตรวจสอบต่อไป
ดังนั้นกรณีนี้จึงมีอย่างน้อย 2 คำถามที่ต้องหาคำตอบแยกจากกัน คือ ‘วัสดุที่อยู่ในร่างกายของผู้เสียหายคืออะไร’ และ ‘วัสดุนั้นได้รับอนุญาตและเหมาะสมสำหรับการนำมาใช้ในหัตถการดังกล่าวหรือไม่’ รวมถึงยังต้องตรวจสอบสถานพยาบาล ผู้ทำหัตถการ และข้อมูลที่ผู้รับบริการได้รับก่อนตัดสินใจรักษา
เพราะสุดท้ายแล้ว ต่อให้เส้นที่ถูกนำออกมาจะมีหน้าตาคล้ายเอ็นตกปลาเพียงใด คำว่า ‘คล้ายเอ็นตกปลา’ ยังไม่ใช่หลักฐานว่าเป็นเอ็นตกปลา และในทางกลับกัน คำชี้แจงว่าเป็นไหมทางการแพทย์ก็ยังต้องสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้เช่นกัน
สิ่งที่จะตอบคำถามนี้ได้ชัดที่สุดจึงไม่ใช่ภาพถ่ายหรือการคาดเดาจากรูปลักษณ์ แต่คือ ข้อมูลผลิตภัณฑ์ แหล่งที่มา และผลตรวจพิสูจน์วัสดุ ซึ่งต้องติดตามต่อว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะตรวจสอบและเปิดเผยข้อเท็จจริงออกมาอย่างไร




