ภูมิวิศาล เกษมศุข เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) พร้อมด้วย พ.ต.ท.สิริพงษ์ ศรีตุลา ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ท. และรองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ท. ร่วมกับ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (รอง ผบช.ก.) พ.ต.อ.ธนพงษ์ ทับกล่ำ ผู้กำกับการ 6 กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ (ผกก.6 บก.ปปป.) พ.ต.อ.สุพจน์ พุ่มแหยม ผู้กำกับการ 2 กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ผกก.2 บก.ปอท.) วิรุฬห์ สิทธิวงศ์ รองอธิบดีกรมการปกครอง และ อังศุเกติ์ วิสุทธิ์วัฒนศักดิ์ ผู้อำนวยการกองกิจการอำนวยความยุติธรรม กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ร่วมแถลงข่าวกรณี “บุกจับ ‘ปลัดภูเก็ต’ เรียกรับเงินบรรจุข้าราชการท้องถิ่น”

สืบเนื่องจากเมื่อประมาณปี 2563 กลุ่มผู้กล่าวหาซึ่งขณะนั้นปฏิบัติหน้าที่เป็นอาสาสมัครรักษาดินแดน (อส.) ประจำอำเภอสุไหงปาดี ได้รู้จักกับ รุ่งเรืองฯ ซึ่งดำรงตำแหน่งนายอำเภอในขณะนั้น ต่อมาเมื่อกลุ่มผู้กล่าวหาต้องการความก้าวหน้าในอาชีพและเตรียมสมัครสอบแข่งขันเป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่น ประจำปี 2568 จึงได้เข้าพบ รุ่งเรืองฯ ที่บ้านพักในจังหวัดสงขลา เพื่อขอคำปรึกษา เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2568 ในครั้งนั้น ผู้ต้องหาได้แอบอ้างว่ามีสายสัมพันธ์กับผู้ใหญ่ภายในกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และสามารถช่วยเหลือให้สอบบรรจุได้ แต่มีค่าใช้จ่ายรายละ 300,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งหมด 900,000 บาท
สำหรับผู้กล่าวหาทั้ง 3 ราย ซึ่งต่อมากลุ่มผู้กล่าวหาได้หลงเชื่อ นำเงินสดจำนวนดังกล่าวใส่ซองเอกสารสีน้ำตาล ไปส่งมอบให้กับ “นายป๋อง” ลูกน้องคนสนิทของผู้ต้องหา ณ บริเวณริมถนนในพื้นที่ตำบลสุไหงปาดี หลังจากมีการประกาศผลสอบข้อเขียนอย่างเป็นทางการ ปรากฏว่าไม่มีชื่อของกลุ่มผู้กล่าวหา เมื่อทวงถามไปยังผู้ต้องหา กลับได้รับคำตอบว่า “ให้รอสอบครั้งหน้า” พร้อมรับปากว่าจะคืนเงินให้ทั้งหมด
ต่อมาเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2569 ผู้ต้องหาได้ติดต่อมายังผู้กล่าวหา แจ้งว่าจะโอนเงินคืนให้จำนวน 1,000,000 บาท (เกินจากยอดจริง 100,000 บาท) และสั่งให้ผู้กล่าวหาโอนเงินส่วนต่าง 100,000 บาท กลับคืนไปให้ ซึ่งผู้กล่าวหาได้ดำเนินการตามที่สั่ง อย่างไรก็ตาม ภายหลังกลุ่มผู้กล่าวหาทราบข่าวว่า ผู้ต้องหามีพฤติการณ์เรียกรับเงินจากผู้เสียหายรายอื่นในลักษณะเดียวกัน โดยพบว่าเงิน 1,000,000 บาท ที่ได้รับคืนมานั้น เป็นเงินที่ได้มาจากการกระทำความผิด ซึ่งมีการเรียกรับสินบนจากผู้เสียหายรายอื่นมาหมุนเวียน ประกอบกับเห็นว่าพฤติการณ์ดังกล่าวเป็นการทุจริตอย่างร้ายแรงและไม่ต้องการให้มีผู้ตกเป็นเหยื่อเพิ่มขึ้น จึงได้มาพบพนักงานสอบสวนเพื่อร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีกับผู้ต้องหาตามกฎหมาย
ทั้งนี้ พนักงานสอบสวนกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) พบว่ามีพยานหลักฐานเพียงพอเชื่อว่าผู้ต้องหาได้กระทำความผิด จึงได้ยื่นคำร้องขออนุมัติหมายจับต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 9 ซึ่งศาลได้อนุมัติหมายจับผู้ต้องหา เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2569 ในวันเดียวกัน บก.ปปป. ได้บูรณาการกำลังร่วมกับ ป.ป.ท., ป.ป.ช., DSI และกรมการปกครอง เข้าจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับ ก่อนนำตัวส่งพนักงานสอบสวน บก.ปปป. เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย





