ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (รองโฆษกรัฐบาล) กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้ความสำคัญกับการติดตามการมีงานทำของประชาชน เพื่อให้มั่นใจว่าสถานการณ์ได้กลับเข้าใกล้ภาวะปกติหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยข้อมูลล่าสุด ณ เดือน พฤศจิกายน 2565 สำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.) ได้รายงานให้เห็นภาวะมีงานทำและการว่างงานที่ดีขึ้นต่อเนื่อง
“นายกรัฐมนตรีพอใจกับสถานการณ์การมีงานทำของประชาชนในภาพรวม ที่ข้อมูลล่าสุด ณ เดือนพฤศจิกายน 2565 พบว่าประชาชนมีงานทำ 39.82 ล้านคน การว่างงานที่ร้อยละ 1.2 ถือว่าใกล้เคียงกับช่วงก่อนโควิด-19 ในปี 2562 ที่ร้อยละ 0.9 และมั่นใจว่าเศรษฐกิจที่กำลังดีขึ้น โดยเฉพาะจากการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวจะส่งผลบวกต่อการมีงานทำของไทยมากขึ้นอีก โดยนายกรัฐมนตรีขอให้หน่วยงานเกี่ยวข้องให้ความสำคัญกับการผลักดันการยกระดับขีดความสามารถของคนไทยเพื่อนำไปสู่การได้ค่าจ้างและรายได้ที่สูงขึ้นตามความสามารถ” รองโฆษกรัฐบาล กล่าว
รองโฆษกรัฐบาล กล่าวด้วยว่า สสช. รายงานข้อมูลการสำรวจภาวะการมีงานทำของคนไทย ณ เดือนพฤศจิกายนจ 2565 ทั่วประเทศพบผู้มีอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป 58.73 ล้านคน เป็นผู้ที่อยู่ในกำลังแรงงาน หรือผู้ที่พร้อมจะทำงาน 40.36 ล้านคน ในจำนวนนี้เป็นผู้มีงานทำ 39.82 ล้านคน ผู้ว่างงาน 4.6 แสนล้านคน และผู้ที่รอฤดูกาล 8 หมื่นคน ส่วนผู้ที่อยู่นอกกำลังแรงงานหรือผู้ที่ไม่พร้อมทำงาน เช่นแม่บ้าน นักเรียน คนชรา มีจำนวน 18.37 ล้านคน
สำหรับผู้มีงานทำ 39.82 ล้านคน ในเดือนพฤศจิกายน นั้น มีจำนวนเพิ่มขึ้น 6.2 แสนคน จากเดือนตุลาคม 2565 แยกเป็นผู้มีงานทำในภาคเกษตรกรรม 12.34 ล้านคน และและนอกภาคเกษตรกรรม (เช่น อุตสาหกรรม พาณิชย กรรม และบริการ) 27.48 ล้านคน
นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาจากชั่วโมงการทำงานซึ่งสะท้อนความมั่นคงของงานและรายได้ก็พบว่ากลุ่มที่ทำงานในเกณฑ์ (มากกว่า 35 ชั่วโมงต่อสัปดาห์) มีจำนวนมากขึ้น โดยเดือนพฤศจิกายน 2565 กลุ่มผู้มีงานทำ 50 ชั่วโมงขึ้นไปต่อสัปดาห์ มีจำนวน 6.67 ล้านคน เพิ่มขึ้นจาก 5.98 ล้านคนในดือนตุลาคม ทำงานตั้งแต่ 35-49 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ มี 26.90 ล้านคน เพิ่มขึ้นจาก 26.69 ล้านคนในเดือนตุลาคม ส่วนกลุ่มที่ทำงานน้อยกว่า 35 ชั่วโมงต่อสัปดาห์มี 6.25 ล้านคน ลดลงจาก 6.53 ล้านคนในเดือนตุลาคม
ไตรศุลี กล่าวว่า ในส่วนผู้ว่างงานเดือนพฤศจิกายน 4.65 แสนคน ลดลง 9.5 หมื่นคนจากเดือนตุลาคม คิดเป็นอัตราการว่างงาน ร้อยละ 1.2 จาก ร้อยละ 1.4 ในเดือนตุลาคม และเมื่อพิจารณาเป็นรายภาค พบว่าเกือบทุกภาคมีจำนวน ผู้ว่างงานลดลง ยกเว้นภาคใต้เพิ่มขึ้น 3.3 หมื่นคน
“นายกรัฐมนตรีพอใจกับสถานการณ์การมีงานทำของประชาชนในภาพรวม ที่ข้อมูลล่าสุด ณ เดือนพฤศจิกายน 2565 พบว่าประชาชนมีงานทำ 39.82 ล้านคน การว่างงานที่ร้อยละ 1.2 ถือว่าใกล้เคียงกับช่วงก่อนโควิด-19 ในปี 2562 ที่ร้อยละ 0.9 และมั่นใจว่าเศรษฐกิจที่กำลังดีขึ้น โดยเฉพาะจากการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวจะส่งผลบวกต่อการมีงานทำของไทยมากขึ้นอีก โดยนายกรัฐมนตรีขอให้หน่วยงานเกี่ยวข้องให้ความสำคัญกับการผลักดันการยกระดับขีดความสามารถของคนไทยเพื่อนำไปสู่การได้ค่าจ้างและรายได้ที่สูงขึ้นตามความสามารถ” รองโฆษกรัฐบาล กล่าว
รองโฆษกรัฐบาล กล่าวด้วยว่า สสช. รายงานข้อมูลการสำรวจภาวะการมีงานทำของคนไทย ณ เดือนพฤศจิกายนจ 2565 ทั่วประเทศพบผู้มีอายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป 58.73 ล้านคน เป็นผู้ที่อยู่ในกำลังแรงงาน หรือผู้ที่พร้อมจะทำงาน 40.36 ล้านคน ในจำนวนนี้เป็นผู้มีงานทำ 39.82 ล้านคน ผู้ว่างงาน 4.6 แสนล้านคน และผู้ที่รอฤดูกาล 8 หมื่นคน ส่วนผู้ที่อยู่นอกกำลังแรงงานหรือผู้ที่ไม่พร้อมทำงาน เช่นแม่บ้าน นักเรียน คนชรา มีจำนวน 18.37 ล้านคน
สำหรับผู้มีงานทำ 39.82 ล้านคน ในเดือนพฤศจิกายน นั้น มีจำนวนเพิ่มขึ้น 6.2 แสนคน จากเดือนตุลาคม 2565 แยกเป็นผู้มีงานทำในภาคเกษตรกรรม 12.34 ล้านคน และและนอกภาคเกษตรกรรม (เช่น อุตสาหกรรม พาณิชย กรรม และบริการ) 27.48 ล้านคน
นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาจากชั่วโมงการทำงานซึ่งสะท้อนความมั่นคงของงานและรายได้ก็พบว่ากลุ่มที่ทำงานในเกณฑ์ (มากกว่า 35 ชั่วโมงต่อสัปดาห์) มีจำนวนมากขึ้น โดยเดือนพฤศจิกายน 2565 กลุ่มผู้มีงานทำ 50 ชั่วโมงขึ้นไปต่อสัปดาห์ มีจำนวน 6.67 ล้านคน เพิ่มขึ้นจาก 5.98 ล้านคนในดือนตุลาคม ทำงานตั้งแต่ 35-49 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ มี 26.90 ล้านคน เพิ่มขึ้นจาก 26.69 ล้านคนในเดือนตุลาคม ส่วนกลุ่มที่ทำงานน้อยกว่า 35 ชั่วโมงต่อสัปดาห์มี 6.25 ล้านคน ลดลงจาก 6.53 ล้านคนในเดือนตุลาคม
ไตรศุลี กล่าวว่า ในส่วนผู้ว่างงานเดือนพฤศจิกายน 4.65 แสนคน ลดลง 9.5 หมื่นคนจากเดือนตุลาคม คิดเป็นอัตราการว่างงาน ร้อยละ 1.2 จาก ร้อยละ 1.4 ในเดือนตุลาคม และเมื่อพิจารณาเป็นรายภาค พบว่าเกือบทุกภาคมีจำนวน ผู้ว่างงานลดลง ยกเว้นภาคใต้เพิ่มขึ้น 3.3 หมื่นคน



