ถอดเกล็ดมังกร ทลายขบวนการ “พ่อไทยทิพย์” ปั้นสัญชาติจากสูติบัตรเท็จ

10 ก.ค. 2569 - 12:59

  • เปิดปฏิบัติการ “ถอดเกล็ดมังกร” ทลายเครือข่ายรับจ้างแจ้งเกิดเท็จ พบขบวนการจัดหาพ่อไทยทิพย์-เจ้าหน้าที่รัฐ-แม่ต่างด้าว เชื่อมโยงกันเป็นเครือข่าย

  • เปลี่ยนข้อมูลในสูติบัตร เพื่อเปิดทางสู่การได้สัญชาติไทยโดยมิชอบ ตรวจพบข้อมูลผิดปกติ 62 คู่ สูติบัตรต้องสงสัยอย่างน้อย 19 รายการ

  • ตำรวจชี้เป็นภัยต่อความมั่นคง เพราะอาจถูกใช้เป็นเครื่องมือของเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ

ถอดเกล็ดมังกร ทลายขบวนการ “พ่อไทยทิพย์” ปั้นสัญชาติจากสูติบัตรเท็จ

จาก “สูติบัตรเท็จสู่สัญชาติไทย” ช่องโหว่ทะเบียนราษฎรที่อาจกลายเป็นประตูให้ทุนสีเทาฝังราก

ปฏิบัติการ “ถอดเกล็ดมังกร” ไม่ได้เปิดโปงเพียงการรับจ้างเป็นพ่อในเอกสาร หรือการแจ้งเกิดเท็จให้เด็กต่างชาติเท่านั้น แต่กำลังสะท้อนช่องโหว่ของระบบทะเบียนราษฎรที่สามารถเปลี่ยนข้อมูลไม่กี่บรรทัดในสูติบัตร ให้กลายเป็นสถานะบุคคล สิทธิในการอยู่อาศัย และสิทธิในฐานะพลเมืองไทยที่ติดตัวเด็กไปตลอดชีวิต

Police-dismantle-a-scheme-to-create-fake-citizenship-from-birth-certificates-SPACEBAR-Photo01.jpg

เมื่อวานนี้ (9 กรกฎาคม 2569) พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วย พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผู้บัญชาการประจำสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ‘วิฑูรย์ สิรินุกุล’ รองอธิบดีกรมการปกครอง ตลอดจนเจ้าหน้าที่กรมการปกครองชุด DOPA N.I.C.E. สำนักงาน ป.ป.ท. และสำนักงาน ปปง. สนธิกำลังเข้าตรวจค้นเป้าหมาย 42 จุด เพื่อทลายเครือข่ายที่ถูกกล่าวหาว่าจัดหาชายไทยมาจดทะเบียนสมรสหรือรับรองตนเป็นบิดาของเด็กต่างชาติ โดยมีเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลและเจ้าหน้าที่สำนักงานเขตช่วยจัดเตรียมและรับรองเอกสารการเกิด

(ผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมดยังถือเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด)

จุดเริ่มต้นจากคดีฟอกเงิน 70,000 ล้านบาท

เบาะแสสำคัญของคดีไม่ได้เริ่มจากโต๊ะแจ้งเกิด แต่สืบเนื่องจากการขยายผลคดีของ ‘เฉิน ยินไล‘ ชาวจีน ซึ่งเจ้าหน้าที่ระบุว่าเกี่ยวข้องกับเครือข่ายสแกมเมอร์และการฟอกเงินมูลค่ากว่า 70,000 ล้านบาท

การตรวจสอบเส้นทางการเงินพบความเชื่อมโยงไปยังหญิงชาวจีนรายหนึ่งซึ่งมีบุตร 3 คนถือสัญชาติไทย เจ้าหน้าที่จึงตรวจสอบข้อมูลทะเบียนราษฎรและพบข้อสงสัยว่า มีการว่าจ้างชายไทยให้จดทะเบียนสมรสหรือแสดงตนเป็นบิดา เพื่อให้เด็กมีบิดาสัญชาติไทยในทางเอกสาร 

จากจุดเริ่มต้นเพียงครอบครัวเดียว การสืบสวนขยายไปสู่รูปแบบที่มีลักษณะเป็นเครือข่าย ตั้งแต่การติดต่อหญิงต่างชาติให้มาคลอดบุตรในไทย การจัดทำหนังสือรับรองการเกิด การหาชายไทยมาเป็นบิดา ไปจนถึงการประสานเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจรับแจ้งเกิดและออกสูติบัตร

Police-dismantle-a-scheme-to-create-fake-citizenship-from-birth-certificates-SPACEBAR-Photo02.jpg

โมเดลธุรกิจ “คลอด–จัดเอกสาร–หาพ่อไทย”

ข้อมูลจากการสืบสวนระบุว่า เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งในย่านฝั่งธนบุรีมีบทบาทคล้ายนายหน้า ติดต่อหญิงชาวจีนที่ต้องการมาคลอดบุตรในประเทศไทย และจัดเตรียมเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการเกิด ซึ่งมีค่าใช้จ่ายที่ปรากฏในสำนวนเบื้องต้นแบ่งเป็น

  • ค่าแพ็กเกจคลอดประมาณ 70,000 บาท
  • ค่าจัดเตรียมและดำเนินการด้านเอกสารประมาณ 20,000 บาท
  • ค่าจ้างชายไทยให้จดทะเบียนสมรสหรือรับรองเป็นบิดา รายละประมาณ 2,000–15,000 บาท

มีมูลค่ารวมอย่างน้อยประมาณ 90,000 บาทต่อกรณี ขณะที่บางข้อมูลจากการลงพื้นที่ระบุราคาที่เสนอแก่ลูกค้าอาจสูงถึงประมาณ 100,000 บาท ตัวเลขดังกล่าวชี้ให้เห็นความเหลื่อมล้ำในการแบ่งผลประโยชน์ ชายไทยที่ถูกใช้เป็นผู้แสดงตนอาจได้รับเพียงไม่กี่พันบาท แต่ข้อมูลของบุคคลนั้นกลับถูกนำไปสร้างสถานะทางกฎหมายที่อาจมีมูลค่ามหาศาลในระยะยาว

พบพิรุธ 62 คู่ ออกสูติบัตรแล้วอย่างน้อย 19 รายการ

กรมการปกครองตรวจสอบฐานข้อมูลทะเบียนราษฎรและพบรายการแจ้งเกิดระหว่างมารดาต่างชาติกับบิดาสัญชาติไทยที่เชื่อมโยงกับบุคคลในเครือข่ายจำนวน 62 คู่ ในจำนวนนี้พบการออกสูติบัตรที่เจ้าหน้าที่เชื่อว่าอาจดำเนินการโดยมิชอบแล้วอย่างน้อย 19 รายการ

“เท่ากับว่า ในกลุ่มข้อมูลที่กำลังตรวจสอบทุก 100 รายการ มีประมาณ 31 รายการที่พบหลักฐานเบื้องต้นถึงขั้นออกสูติบัตรไปแล้ว อย่างไรก็ตาม จำนวน 62 คู่ยังเป็นเพียงกลุ่มข้อมูลที่เกี่ยวพันกับบุคคลเป้าหมาย ไม่ใช่ข้อยืนยันว่าทั้ง 62 กรณีเป็นการทุจริตทั้งหมด เจ้าหน้าที่ต้องตรวจความสัมพันธ์ทางสายโลหิต เจตนา เอกสาร และกระบวนการรับแจ้งเกิดเป็นรายกรณี”

พบเคสแจ้งเกิดซ้อน–DNA ไม่ตรง สัญญาณเตือนที่ระบบควรจับได้

หนึ่งในกรณีที่เจ้าหน้าที่ตรวจสอบพบว่า เด็กชายซึ่งเกิดเมื่อวันที่ 9 มกราคม 2567 ถูกแจ้งเกิดครั้งแรกในจังหวัดนครราชสีมา โดยระบุบิดามารดาเป็นชาวจีน ต่อมาในวันที่ 23 มกราคมปีเดียวกันกลับมีการแจ้งเกิดอีกครั้งที่กรุงเทพฯ โดยใช้มารดาชาวจีนคนเดิม แต่เปลี่ยนชื่อบิดาเป็นชายไทย

ผลตรวจดีเอ็นเอภายหลัง พบว่า ชายไทยรายดังกล่าวไม่มีความสัมพันธ์ทางสายโลหิตกับเด็ก และเจ้าตัวยอมรับว่าไม่ใช่บิดาโดยกำเนิด ส่วนรายละเอียดเรื่องเจตนาและผลประโยชน์ยังต้องพิสูจน์ในกระบวนการสอบสวนและชั้นศาล

กรณีนี้ทำให้เกิดคำถามสำคัญว่า เหตุใดระบบทะเบียนจึงไม่สามารถแจ้งเตือนการเกิดซ้ำของเด็กคนเดียวกันได้ตั้งแต่ต้น ทั้งที่มีข้อมูลวันเกิด มารดา โรงพยาบาล และหลักฐานการเกิดซึ่งสามารถนำมาเชื่อมโยงกันได้

เกิดในไทย ไม่ได้แปลว่าได้สัญชาติไทยอัตโนมัติ

ประเด็นที่ต้องทำความเข้าใจให้ถูกต้องคือ ประเทศไทยไม่ได้ใช้หลัก “เกิดในแผ่นดินแล้วเป็นคนไทยทุกคน” แบบไม่มีเงื่อนไข

พระราชบัญญัติสัญชาติกำหนดว่า บุคคลที่เกิดโดยมีบิดาหรือมารดาเป็นผู้มีสัญชาติไทย ย่อมได้สัญชาติไทยโดยการเกิดตามหลักสายโลหิต ไม่ว่าจะเกิดในหรือนอกราชอาณาจักร 

ส่วนเด็กที่เกิดในไทยโดยบิดาและมารดาเป็นคนต่างด้าว จะต้องพิจารณาสถานะการเข้าเมืองและเงื่อนไขตามมาตรา 7 ทวิ ไม่ได้เป็นคนไทยโดยอัตโนมัติทุกกรณี (⁠สำนักบริหารการทะเบียน)

จุดที่ขบวนการถูกกล่าวหาว่าพยายามดำเนินการ จึงไม่ใช่เพียง “สถานที่เกิด” แต่เป็นการสร้างข้อเท็จจริงในเอกสารว่าเด็กมีบิดาสัญชาติไทย หรือมีผู้เป็นบิดาโดยชอบด้วยกฎหมายเป็นคนไทย เพื่อเปิดทางให้ได้สัญชาติด้วยหลักสายโลหิต

กรมการปกครองเองเคยจัดทำแนวทางสอบสวนการแจ้งเกิดกรณีบิดาไทย–มารดาต่างด้าว โดยเตือนถึงพฤติการณ์ที่ชายไทยสมอ้างเป็นสามีหรือบิดาของเด็ก เพื่อให้เด็กมีชื่อในทะเบียนและได้สัญชาติไทยโดยมิชอบ แสดงว่าความเสี่ยงรูปแบบนี้เป็นช่องโหว่ที่หน่วยงานรัฐรับรู้มานานแล้ว (⁠สำนักบริหารการทะเบียน)

ทำไมสูติบัตรใบเดียวจึงมีมูลค่าสูง

สูติบัตรไม่ใช่เพียงกระดาษรับรองว่าเด็กเกิดที่ใด แต่เป็นเอกสารตั้งต้นของระบบยืนยันตัวตน ตั้งแต่การเพิ่มชื่อในทะเบียนบ้าน การกำหนดเลขประจำตัวประชาชน การทำบัตรประชาชน และการขอหนังสือเดินทาง

เมื่อบุคคลมีสถานะเป็นคนไทย ย่อมมีสิทธิพื้นฐานหลายประการ เช่น การพำนักและเดินทางเข้าออกประเทศไทย สิทธิด้านการศึกษาและการรักษาพยาบาลตามเงื่อนไขของแต่ละระบบ ตลอดจนความสามารถในการถือกรรมสิทธิ์ที่ดินหรือทำธุรกรรมบางประเภทที่กฎหมายจำกัดไว้สำหรับคนไทย

อย่างไรก็ตาม การมีสัญชาติไทยไม่ได้หมายความว่าจะได้รับสวัสดิการทุกประเภทโดยอัตโนมัติ เพราะสิทธิบางอย่างยังมีเงื่อนไขด้านอายุ รายได้ การลงทะเบียน หรือสถานะในระบบประกันสังคมและหลักประกันสุขภาพ

ความเสี่ยงที่สำคัญกว่าจึงอยู่ที่การสร้าง “ตัวตนทางกฎหมาย” ที่สมบูรณ์ ซึ่งอาจถูกนำไปใช้เปิดบัญชี ถือหุ้น ถือทรัพย์สิน จดทะเบียนธุรกิจ หรือเป็นผู้ถือทรัพย์แทนบุคคลต่างชาติในอนาคต

Police-dismantle-a-scheme-to-create-fake-citizenship-from-birth-certificates-SPACEBAR-Photo03-1.jpg

จากพ่อทิพย์สู่ “นอมินีรุ่นลูก”

ข้อกังวลด้านความมั่นคงไม่ได้จำกัดอยู่ที่การได้รับสิทธิรักษาพยาบาลหรือการศึกษา แต่คือโอกาสที่เด็กซึ่งมีสถานะไทยจากข้อมูลเท็จจะกลายเป็นกลไกถือครองทรัพย์สินหรือดำเนินธุรกิจแทนเครือข่ายต่างชาติเมื่อเติบโตขึ้น

เจ้าหน้าที่พบว่าหนึ่งในชายไทยที่อยู่ในกลุ่มตรวจสอบมีความเชื่อมโยงกับคดีนอมินีของบริษัทที่เกี่ยวข้องกับไชน่าเรลเวย์ แต่ข้อเท็จจริงและบทบาทของบุคคลดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการสอบสวน

หากตรวจพบว่ามีการวางแผนสร้างสถานะไทยให้เด็กเพื่อใช้ถือครองทรัพย์สินในอนาคต คดีนี้จะไม่ใช่เพียงการปลอมแปลงทะเบียนราษฎร แต่มีลักษณะเป็นการสร้าง “นอมินีข้ามรุ่น” ที่เริ่มต้นตั้งแต่วันแจ้งเกิด

ปัญหาไม่ใช่เพียง “คนต่างชาติอยากได้สัญชาติไทย”

จากการตรวจสอบข้อมูล พบว่า ประเทศไทยมี เด็กไร้สัญชาติที่ขึ้นทะเบียนกับภาครัฐประมาณ 145,000 คน ซึ่งเป็นข้อมูลที่กระทรวงมหาดไทยเผยแพร่ผ่านความร่วมมือกับ UNICEF และสหภาพยุโรป  

ขณะเดียวกัน มีเด็กข้ามชาติในประเทศไทยประมาณ 300,000-400,000 คน จำนวนไม่น้อยที่ยังไม่มีเอกสารแสดงตนอย่างสมบูรณ์ ทำให้การเข้าถึงการแจ้งเกิดและการพิสูจน์สถานะเป็นประเด็นสำคัญของรัฐ  

Police-dismantle-a-scheme-to-create-fake-citizenship-from-birth-certificates-SPACEBAR-Photo04.jpg

ข้อมูลจาก UNICEF และ UNHCR ระบุว่า เด็กทุกคนที่เกิดในประเทศไทย มีสิทธิได้รับการแจ้งเกิดและออกสูติบัตร ไม่ว่าพ่อแม่จะเป็นใครหรือมีสถานะเข้าเมืองอย่างไร แต่ สูติบัตรไม่ใช่หลักฐานการได้สัญชาติไทย การได้สัญชาติไทยต้องเป็นไปตามพระราชบัญญัติสัญชาติและเงื่อนไขทางกฎหมายเท่านั้น  

และมีรายงานล่าสุดของ UNICEF ระบุว่า ปัจจุบันเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปีทั่วโลก 77% ได้รับการจดทะเบียนการเกิด แต่ยังมีเด็กกว่า 150 ล้านคน ที่ไม่มีการแจ้งเกิดอย่างถูกต้อง  

ไทยเป็นประเทศที่ระบบทะเบียนราษฎรมีประสิทธิภาพสูง

ประเทศไทยได้รับการยอมรับว่ามีระบบทะเบียนราษฎร (Civil Registration) ที่พัฒนามายาวนาน

  • ใช้ฐานข้อมูลออนไลน์ทั่วประเทศ
  • การเกิดต้องแจ้งภายใน 15 วัน
  • ระบบเชื่อมโยงข้อมูลประชาชนทั้งประเทศ  

ดังนั้นหากยังเกิดการปลอมข้อมูลได้ จึงสะท้อนว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ระบบคอมพิวเตอร์ แต่อยู่ที่ “คน” ที่มีสิทธิ์ป้อนข้อมูลเข้าสู่ระบบ

ขณะที่ปฏิบัติการถอดเกล็ดมังกรสะท้อนว่า การทุจริตทะเบียนราษฎรจะเกิดขึ้นได้ยาก หากไม่มีคนไทยยอมขายชื่อ ไม่มีนายหน้าจัดหาเอกสาร ไม่มีเจ้าหน้าที่ละเลยหรือร่วมกระทำ และไม่มีระบบราชการที่ปล่อยให้ข้อมูลผิดปกติผ่านไปโดยไม่แจ้งเตือน

หัวใจของคดีนี้จึงไม่ใช่การเหมารวมชาวต่างชาติหรือเด็กที่เกิดในประเทศไทย แต่คือการตรวจสอบเครือข่ายที่อาศัยการสมรู้ร่วมคิดระหว่างบุคคลภายนอกกับผู้ปฏิบัติงานในระบบรัฐ

เพราะเมื่อข้อมูลต้นทางในสูติบัตรถูกบิดเบือน ความเสียหายไม่ได้จบลงที่เอกสารหนึ่งใบ แต่สามารถขยายไปสู่บัตรประชาชน หนังสือเดินทาง ทรัพย์สิน บริษัท และโครงสร้างถือครองผลประโยชน์ที่ยากต่อการตรวจสอบในอนาคต

Police-dismantle-a-scheme-to-create-fake-citizenship-from-birth-certificates-SPACEBAR-Photo05.jpg

ข้อมูลแหล่งอ้างอิงจาก: 

กรมการปกครอง (DOPA) เรื่องกฎหมายทะเบียนราษฎรและสัญชาติ / UNICEF Thailand / UNICEF/UNHCR /งานวิจัยและข้อมูลระบบทะเบียนราษฎรไทย  

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์