(11 กันยายน 2569) ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดยกองบังคับการปราบปราม ร่วมกับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เปิดเผยผลการขยายผลคดี “พระวชิรญาณ วิ. (อติโชติ ธมฺมวโร) หรือหลวงพ่อโชติ อดีตเจ้าอาวาสวัดพุทไธศวรรย์” ตำบลสำเภาล่ม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และหญิงคนสนิท
จุดเริ่มต้นของคดีมาจากหนังสือร้องเรียนที่เจ้าหน้าที่ได้รับเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2569 จากผู้ไม่ประสงค์ออกนาม ซึ่งแจ้งเบาะแสพฤติกรรมไม่ชอบมาพากลของเจ้าอาวาสวัดพุทไธศวรรย์ ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะรวบรวมพยานหลักฐานจนนำไปสู่การขออนุมัติหมายจับและหมายค้นจากศาล

เส้นทางเงิน ทอง และทรัพย์สิน
“การสืบสวนช่วงแรก พบธุรกรรมต้องสงสัยประมาณ 92 ล้านบาท ซึ่งถูกโอนออกจากบัญชีที่เกี่ยวข้องกับวัดไปยังหญิงคนสนิท แต่เมื่อตรวจสอบรายการเดินบัญชีและทรัพย์สินย้อนหลังเพิ่มเติม เจ้าหน้าที่ระบุว่ามูลค่าความเสียหายหรือเงินที่ถูกเบียดบังอาจสูงกว่า 100 ล้านบาท”
จุดสำคัญจึงอยู่ที่การแยกตัวเลขสองส่วนออกจากกัน ได้แก่ มากกว่า 100 ล้านบาท คือวงเงินที่เจ้าหน้าที่กล่าวหาว่าถูกเบียดบังหรือเคลื่อนย้ายออกจากทรัพย์สินของวัด ส่วนที่มากกว่า 215 ล้านบาท คือมูลค่าทรัพย์สินทั้งหมดที่ตรวจยึดหรืออายัดจากการตรวจค้น 6 จุด ซึ่งบางรายการอาจไม่ได้มาจากเงินวัดทั้งหมด และต้องตรวจพิสูจน์เส้นทางการได้มาต่อไป

ตามข้อมูลจากชุดสืบสวน อดีตเจ้าอาวาสมีอำนาจควบคุมบัญชีและบริหารรายได้ของวัด ทั้งเงินบริจาค รายได้จากกิจกรรมทางศาสนาและวัตถุมงคล ก่อนพบการนำเงินบางส่วนออกจากระบบบัญชีของวัดหรือโอนไปยังบุคคลใกล้ชิด
“เจ้าหน้าที่ตั้งข้อสังเกตว่า หญิงคนสนิทซึ่งเดิมมีสถานะเป็นโยมอุปัฏฐาก มีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วภายในช่วงเวลาประมาณ 3 ปี ทั้งบ้าน ที่ดิน รถยนต์ ทองคำ และเงินในบัญชี จึงตรวจสอบเปรียบเทียบกับรายได้ตามปกติและพบความผิดปกติ”

พนักงานสอบสวน จึงตั้งข้อกล่าวหาเบื้องต้นว่า เงินบางส่วนถูกเปลี่ยนสภาพเป็นทรัพย์สินหลายประเภท เพื่อทำให้การติดตามที่มาของเงินทำได้ยากขึ้น ลักษณะดังกล่าวเป็นเหตุให้คดีไม่ได้มีเพียงข้อหายักยอกหรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ แต่ขยายไปสู่ข้อหาสมคบกันฟอกเงินด้วย
“จากปฏิบัติการตรวจค้น 6 จุด เจ้าหน้าที่ตรวจพบเงินสด ทองคำ รถยนต์ ที่ดิน เอกสารสิทธิ และทรัพย์สินอื่น รวมมูลค่าเบื้องต้นมากกว่า 215 ล้านบาท โดย ปปง.จะต้องตรวจสอบว่ารายการใดเป็น “ทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด” ก่อนเข้าสู่กระบวนการยึดหรืออายัดตามกฎหมายอย่างถาวร”
อีกส่วนหนึ่งของคดีคือหลักฐานจากกล้องวงจรปิดภายในกุฏิ ซึ่งตำรวจระบุว่าพบภาพแสดงความสัมพันธ์ทางเพศระหว่างอดีตเจ้าอาวาสกับหญิงคนสนิท หากข้อเท็จจริงเป็นไปตามที่กล่าวหา ย่อมเป็นการเสพเมถุนและเข้าองค์ประกอบอาบัติปาราชิก ทำให้ขาดจากความเป็นพระภิกษุตั้งแต่กระทำการ ไม่ต้องรอคำสั่งให้สึก
สำหรับอดีตเจ้าอาวาส ถูกกล่าวหาในความผิดเกี่ยวกับเจ้าพนักงานยักยอกหรือเบียดบังทรัพย์ที่อยู่ในความครอบครอง ,ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริต, สมคบกันฟอกเงินและร่วมกันฟอกเงิน
ส่วนหญิงคนสนิทถูกกล่าวหาว่า มีส่วนสนับสนุน รับโอน ถือครอง หรือเปลี่ยนสภาพทรัพย์สิน รวมถึงสมคบกันฟอกเงิน ทั้งนี้ ข้อหาสุดท้ายและบทบาทของผู้ต้องหาแต่ละคนจะขึ้นอยู่กับพยานหลักฐานและการพิจารณาของอัยการกับศาล

เหตุที่อดีตเจ้าอาวาสอาจถูกดำเนินคดีในฐานะ “เจ้าพนักงาน” สืบเนื่องจากแนวคำวินิจฉัยทางกฎหมายที่ถือว่า เจ้าอาวาสมีหน้าที่ดูแลรักษาและจัดการศาสนสมบัติของวัดตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ การนำทรัพย์สินของวัดไปเป็นประโยชน์ส่วนตัวจึงอาจเข้าข่ายความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ ไม่ใช่เพียงคดียักยอกทรัพย์ทั่วไป
และระหว่างการแถลงข่าว เจ้าหน้าที่ยังชี้แจงกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตเรื่องการยึด "โต๊ะกลมสีแดงส้ม" ภายในวัดว่า ไม่ได้เกี่ยวข้องกับประเด็นคดีอาญาโดยตรง แต่เป็นส่วนหนึ่งของการเข้าตรวจสอบและจัดการทรัพย์สินที่ไม่โปร่งใสออกจากวัด พร้อมระบุว่า จะเร่งขยายผลเส้นทางการเงินเพื่อหาผู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติมต่อไป พร้อมฝากเตือนพุทธศาสนิกชนให้ตรวจสอบให้แน่ใจก่อนโอนเงินทำบุญหรือบริจาคเงินให้วัดหรือพระภิกษุเป็นการส่วนตัว เพื่อป้องกันไม่ให้เงินบริจาคถูกนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์

สำหรับไทม์ไลน์คดี
- ช่วงประมาณ 2 ปีก่อนจับกุม: ตำรวจกล่าวหาว่ามีการออกใบอนุโมทนาบัตรและนำเงินบางส่วนออกนอกระบบบัญชีของวัด
- ระหว่างสืบสวน: ตรวจพบเส้นทางเงินเบื้องต้นประมาณ 92 ล้านบาท เชื่อมโยงไปยังหญิงคนสนิท พร้อมทรัพย์สินหลายประเภท รวมถึงการเปลี่ยนเงินเป็นทองคำ ที่ดิน รถยนต์ และทรัพย์สินอื่น
- 10 ก.ย. 2569: ตำรวจสอบสวนกลางนำหมายจับเข้าควบคุมตัวเจ้าอาวาสและหญิงคนสนิท ก่อนเจ้าอาวาสสละสมณเพศ
- 11 ก.ย. 2569: เจ้าหน้าที่เปิดเผยผลตรวจค้น 6 จุด ระบุความเสียหายขยายเกิน 100 ล้านบาท และพบหรือตรวจยึดทรัพย์สินเบื้องต้นกว่า 215 ล้านบาท
- ขั้นตอนต่อไป: ตรวจเส้นทางเงิน พิสูจน์ที่มาทรัพย์สิน สอบบุคคลและกรรมการวัด ก่อนสรุปสำนวนอาญาและดำเนินกระบวนการตามกฎหมายฟอกเงิน

วัดพุทไธศวรรย์ เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยานอกเกาะเมืองอยุธยา เชื่อกันว่าสร้างขึ้นในรัชสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 หรือพระเจ้าอู่ทอง ราว พ.ศ. 1896 บริเวณที่เรียกว่า “เวียงเหล็ก” ซึ่งเกี่ยวพันกับการตั้งถิ่นฐานก่อนสถาปนากรุงศรีอยุธยา
วัดยังมีชื่อเสียงด้านประวัติศาสตร์ ศิลปกรรม สำนักดาบพุทไธศวรรย์ ตลอดจนวัตถุมงคล โดยเฉพาะเหรียญและเครื่องรางชุด “เหนือดวง” ทำให้มีผู้ศรัทธาและนักสะสมเดินทางมาทำบุญจำนวนมาก รายได้ของวัดจึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงเงินใส่ตู้บริจาค แต่รวมถึงรายได้จากการจัดสร้างวัตถุมงคล งานบุญ การเช่าพื้นที่ และกิจกรรมต่าง ๆ
คดีนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่วงการสงฆ์ไทยเผชิญข้อครหาเรื่องการเงิน ก่อนหน้านี้ประเทศไทยเคยเกิดคดีอื้อฉาวขนาดใหญ่ที่รู้จักกันในชื่อ "คดีเงินทอนวัด" ซึ่งเป็นการทุจริตเงินงบประมาณอุดหนุนการบูรณปฏิสังขรณ์และพัฒนาวัดที่รัฐจัดสรรให้ โดยฝ่ายตำรวจปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (ปปป.) ร่วมกับสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติและ ปปง. เคยส่งสำนวนคดีในล็อตเดียวเข้าสู่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มากถึง 23 คดี มีผู้ต้องหารวม 19 ราย สะท้อนให้เห็นว่าการตรวจสอบเส้นทางการเงินของวัดและองค์กรพระพุทธศาสนายังคงเป็นประเด็นที่หน่วยงานรัฐต้องเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง

ช่องโหว่ไม่ใช่แค่ “พระกับสีกา” แต่คือระบบบัญชีวัด
แม้ประเด็นความสัมพันธ์ทางเพศจะดึงดูดความสนใจ แต่สาระสำคัญในเชิงสาธารณะคือระบบกำกับเงินของวัดว่า เหตุใดธุรกรรมมูลค่าหลายสิบล้านบาทจึงเกิดขึ้นได้โดยไม่มีการตรวจพบตั้งแต่ระยะแรก
จุดเสี่ยงสำคัญประกอบด้วยบัญชีที่ใช้ชื่อบุคคลแทนชื่อวัด การให้บุคคลเดียวถือสมุดบัญชีและอนุมัติการถอนเงิน การรับเงินสดจากวัตถุมงคลโดยไม่มีหลักฐานต่อเนื่อง และการไม่มีระบบเปิดเผยรายรับ–รายจ่ายต่อกรรมการวัดและประชาชน
คดีวัดพุทไธศวรรย์จึงไม่ได้ตั้งคำถามเพียงว่าใครนำเงินออกไป แต่ยังย้อนกลับมาถึงคำถามใหญ่กว่า คือเงินศรัทธาของประชาชนอยู่ภายใต้ระบบตรวจสอบที่เข้มแข็งเพียงใด และใครต้องรับผิดชอบเมื่อกลไกภายในวัดไม่สามารถหยุดความเสียหายระดับร้อยล้านบาทได้
ประเทศไทยมีวัดมากกว่า 44,000 แห่ง ตามข้อมูลทะเบียนวัดของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ การดูแลเงินบริจาคจำนวนมากจึงเป็นโจทย์เชิงระบบ เพราะวัดแต่ละแห่งมีขนาด รายได้ และความพร้อมด้านบัญชีแตกต่างกัน ขณะที่อำนาจบริหารมักกระจุกอยู่กับเจ้าอาวาสและบุคคลใกล้ชิดเพียงไม่กี่คน




