ไม่ใช่เหยื่อ! ‘ตำรวจ’ เผยพบข้อมูล ‘ชาวต่างชาติ’ เกือบ 100% เต็มใจข้ามไปทำงานเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์

17 มี.ค. 2568 - 14:09

  • ไม่ใช่เหยื่อ! ‘ตำรวจ’ เผยพบข้อมูล ‘ชาวต่างชาติ’ เกือบ 100% เต็มใจข้ามไปทำงานเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์

  • ‘ประเสริฐ’ โวผลงานปราบแก๊งคอลฯ 1 เดือน มูลค่าความเสียหายลดฮวบ 200 ล้านบาท ย้ำต้องติดตามต่อว่ากวาดล้างหมดจริงหรือไม่

prasert_17_mar_2025_SPACEBAR_Hero_eb9de8caa3.jpg

วันนี้ (17 มี.ค.) ที่ทำเนียบรัฐบาล ประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พร้อมด้วย พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ ได้แถลงผลการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ 

ประเสริฐ ระบุว่า วันนี้เห็นได้ชัดยาแรงที่ใช้เริ่มเห็นผลออกฤทธิ์ชัดเจน ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา นายกฯ สั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเริ่มมาตรการตัดน้ำไฟ ตั้งแต่วันที่ 5 ก.พ. 68 และตัดสัญญาณอินเตอร์เน็ตบริเวณชายแดนอรัญประเทศ จ.สระแก้ว วันที่ 12 ก.พ. จากการทำงานร่วมกัน ได้ส่งผลกระทบต่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์อย่างชัดเจน 

สถิติการรับแจ้งคดีอาชญากรรมออนไลน์ทั้งหมดของประเทศไทยพบว่า ระหว่างวันที่ 1 - 31 ม.ค. 68 มีการแจ้งความ 31,159 คดี และหลังจากมาตรการตัดน้ำ - ตัดไฟ และตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ต ในวันที่ 5 ก.พ.68 จนถึงปัจจุบัน พบว่ามีการแจ้งความ 25,487 คดี ลดลงประมาณ 20% และมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง 

ในส่วนของข้อมูลที่ได้จาก AOC 1441 พบว่าประชาชนที่โทรเข้ามา ในช่วง 1 เดือน มูลค่าความเสียหายที่ลดลง ประมาณ 200 ล้านบาท และเมื่อเทียบมูลค่าความเสียหายในเดือน ม.ค.-ก.พ.ของปี 67 กับปี 68 แล้วพบว่า ความเสียหายลดลงถึง 30% แบ่งเป็น 

  1. คดีหลอกลวงให้ติดตั้งโปรแกรมควบคุมระบบในเครื่องโทรศัพท์ ลดลงร้อยละ 88.64 มูลค่าความเสียหายลดลงประมาณร้อยละ 94.24 
  2. คดีหลอกลวงให้กู้เงิน มีจำนวนระงับบัญชีลดลงร้อยละ 17.51 มูลค่าความเสียหายลดลงประมาณร้อยละ 55.49 
  3. คดีหลอกลวงให้ลงทุน ที่เป็นความผิดทางพระราชกำหนดการกู้ยืมเงิน มีจำนวนระงับบัญชีลดลงร้อยละ 62.22 มูลค่าความเสียหายลดลงร้อยละ 97.21 

ประเสริฐ ย้ำว่า แม้งานจะมีความคืบหน้าแต่รัฐบาลจะเพิ่มความเข้มงวดในการควบคุมชายแดนในการปราบปรามอาชญากรรม

IMG_20250317122859000000_6bcd8bfbcd.jpg
 ประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) พร้อมด้วย พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ แถลงผลการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ (17 มี.ค. 68)
  • พบข้อมูล ‘ชาวต่างชาติ’ เกือบ 100% เต็มใจข้ามไปทำงานเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์

ด้าน พล.ต.อ.ธัชชัย ระบุว่า การปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ช่วงที่ผ่านมา เราให้ความสำคัญกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ตั้งอยู่ตามแนวชายแดนประเทศเพื่อนบ้าน เนื่องจากมีการใช้ช่องว่าทางกฎหมายระหว่างประเทศเพื่อไม่ให้ถูกดำเนินคดี เมื่อมีการกระทำผิดแล้วถูกจับกุมส่วนใหญ่พวกนั้นจะถูกดำเนินคดีลักลอบหลบหนีเข้าเมือง และลักลอบทำงานงานโดยไม่ได้รับอนุญาตเท่านั้น 

ส่วนมาตรการของรัฐบาลตัดอินเทอร์เน็ต ตัดน้ำมัน เราร่วมมือกับเมียนมาในการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ พบว่าสถิติการกวาดล้างเบื้องต้น จำนวน 5,251 คน โดยจะมีการคัดแยกว่าเป็นเหยื่อค้ามนุษย์หรือไม่ และได้มีการส่งกลับประเทศแล้ว 3,533 คน เหลือ 1,718 คน คนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่เป็นจีนและอินเดีย

ย้ำว่าในส่วนของการดำเนินการกวาดล้างจะดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เป้าหมายเพื่อให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่อยู่บริเวณฝั่งเมียนมาหมดไป แม้ส่วนใหญ่จะเป็นชาวต่างชาติ แต่ส่งผลกระทบต่อประเทศไทยทั้งภาพลักษณ์ และการใช้เป็นทางผ่าน 

นอกจากนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ออกมาตรการ 7 ข้อ ในการควบคุมต่างชาติ 3,652 ราย ที่เข้าพื้นที่ อ.แม่สอด จ.ตาก ทั้งทางบก และทางอากาศ ตั้งแต่วันที่ 20 ม.ค. – 26 ก.พ.68 พบว่า คนต่างชาติที่เข้าไปสมัครใจเกือบ 100% มีเพียง 5% สมัครใจเดินทางกลับ หลังจากถูกเจ้าหน้าที่ซักถามมูล จึงยืนยันได้ว่า คนต่างชาติที่เข้าไทยไม่มีใครถูกบังคับขู่เข็ญ วางยาสลบ แล้วพาข้ามจากฝั่งแม่สอดไปเมืองเมียววดีแต่อย่างใด

“เราเชื่อว่า กลุ่มคนที่เข้ามานอกจากสมัครใจ ยังมีความประสงค์ลักลอบไปฝั่งเมียววดี โดยไปทำงานแก๊งคอลเซ็นเตอร์ บ่อน หรืองานประเภทอื่นๆ แต่ภายหลังพอถูกบังคับทำร้ายก็จะเป็นเรื่องของการค้ามนุษย์”

พล.ต.อ.ธัชชัย กล่าว

พล.ต.อ.ธัชชัย ยังระบุว่า หลังจากนี้จะมีการประชุมเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างประเทศที่มีคนถูกหลอกไปทำงานที่เมียววดี เพื่อยืนยันว่า แก๊งคอลเซ็นเตอร์ในฝั่งเมียววดีหมดไปจริงหรือไม่  

ส่วนการกวาดล้างฝั่งกัมพูชา รัฐบาลมอบหมายให้ พล.ต.อ.ธัชชัย เดินทางไปกัมพูชาครั้งแรก เมื่อวันที่ 21 ก.พ. ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนข้อมูล จัดตั้งศูนย์ประสานงานร่วมระหว่างไทย – กัมพูชา ที่สำคัญเราเสนอว่าต้องการนำคนไทยที่ทำงานแก๊งคอลเซ็นเตอร์ทั้งหมดกลับมาลงโทษที่ไทย 

ที่ผ่านมาทางกัมพูชาเคยส่งกลับมาแล้วเข้ากระบวนการคัดเลือกเหยื่อพบว่า เป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ทำให้แก๊งคอลเซ็นเตอร์ขยายตัวอย่างรวดเร็ว จากนั้น กัมพูชามีการกวาดล้างแก๊งคอลเซ็นเตอร์ฝั่งปอยเปต และได้ส่งคนไทยกลับมา 119 คน เป็นเยาวชน 4 คน ซึ่งในส่วนของเยาวชนขณะนี้ชัดเจนแล้วว่าเป็นเหยื่อ 2 คน ส่วนอีก 2 คน คาดว่าจะมีความเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด 

ทำให้ถึงตอนนี้ทั้ง 115 คน ถูกดำเนินคดีตามกฎหมายแล้ว ในข้อหาการมีส่วนร่วมกับองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติที่มีโทษจำคุกถึง 15 ปี โทษของการร่วมกันฉ้อโกง อั่งยี่ซ่องโจร เชื่อว่า การดำเนินการจากนี้เราจะเอาคนไทยที่อาศัยช่องว่างทางกฎหมายไปตั้งที่กัมพูชาแล้วมาหลอกคนไทยมาดำเนินดคีข้อหาหนักได้ รวมถึงการยึดทรัพย์

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์