ประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ตอบคำถามผู้สื่อข่าวกรณีการขอความร่วมมือการป้องกันอาชญากรรมชายแดน กับกลุ่มประเทศอาเซียน จำเป็นจะต้องมีการทำข้อตกลงร่วมกันหรือไม่?
เรื่องนี้ ประเสริฐ ชี้แจงว่า เราได้มีการเจรจาระหว่างคู่เจรจาเลย โดยทำเป็น MOU กับคู่เจรจา ในหลายประเทศที่มีพื้นที่ชายแดนติดกับประเทศไทย
เมื่อวานได้พูดคุยกับ สปป.ลาว ส่วนวันนี้จะมีการพูดคุยกับเมียนมาและกัมพูชาเรื่องแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งได้มีการทำ MOU ระหว่างกัน
— ประเสริฐ จันทรรวงทอง
ส่วนกรณีที่นายกรัฐมนตรี ออกมาเปิดเผยว่า ถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกนั้นจำเป็นจะต้องมีการตั้งคณะกรรมการ หรือให้หน่วยงานใดดูแลเป็นพิเศษหรือไม่? ประเสริฐ กล่าวว่า จริงๆเรามีศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมอยู่แล้ว และยังมีศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ (Anti Online Scam Operation Center: AOC)
แต่ข้อเสนอล่าสุดของดีอีที่เสนอต่อ ครม.คือการยกรัดับความเข้มข้นของการปราบปรามให้มากยิ่งขึ้น โดยให้นายกรัฐมนตรีมาเป็นประธาน เพราะเป็นปัญหาสำคัญและทำความเสียหายให้กับประเทศ จึงจำเป็นต้องยกระดับความสำคัญในการแก้ปัญหานี้ โดยการปรับปรุงองค์ประกอบของคณะกรรมการ
ส่วนกรณีกลุ่มผู้นำกองกำลังกะเหรี่ยง และผู้ประกอบธุรกิจชาวจีน นัดหารือเพื่อแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ การหลอกลวง และการค้ามนุษย์ ในพื้นที่ จ.เมียวดี รัฐกะเหรี่ยง สหภาพเมียนมา ซึ่งถือว่าเป็นสัญญาณที่ดีที่ประเทศเพื่อนบ้าน ให้ความสำคัญกับการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติหรือไม่?
ประเสิรฐ กล่าวว่าเป็นสัญญาณที่ดีที่จะมาทำงานร่วมกัน เพราะเป็นภัยคุกคามของประชาคมอาเซียนด้วย ซึ่งจากการพูดคุยกับรัฐมนตรีด้านดิจิทัลในกลุ่มประเทศอาเซียน ทุกประเทศก็เจอกันหมด
เช่น สปป.ลาว ก็โดนมิจฉาชีพข้ามมาใช้ฝั่งไทย เป็นฐานไปหลอกคนใน สปป.ลาว ขณะเดียวกัน คนไทยก็ข้ามจากฝั่งลาว-เมียนมา มาหลอกคนไทย ซึ่งเป็นเรื่องที่ทุกประเทศพร้อมให้ความร่วมมือกัน
— ประเสริฐ จันทรรวงทอง
ซึ่งประเทศไทยเป็นประธานในการดำเนินการเรื่องนี้ นำโดยปลัดกระทรวงที่ได้ดำเนินการมากว่า 1 ปีแล้ว ในการเจรจาเพื่อยกระกับความเข้มข้นในการป้องกันแก้ไขปัญหา และในการประชุมการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านดิจิทัลครั้งนี้ เรื่องของการรับมือและปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ก็จะเป็นหนึ่งในหัวข้อที่จะมีการพูดคุยกัน




