‘ครม.’ เห็นชอบเสนอ ‘เคบายา’ ชุดพื้นเมืองสตรีภาคใต้ ขึ้นทะเบียนยูเนสโก ร่วม 4 ประเทศอาเซียน

11 เม.ย. 2566 - 16:50

  • ไฟเขียว! ครม.เห็นชอบเสนอ ‘เคบายา’ ชุดพื้นเมืองสตรีภาคใต้ ขึ้นทะเบียนยูเนสโก

  • เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ร่วมกับ 4 ประเทศอาเซียน

Presenting_Kebaya_traditional_dress_for_women_in_southern_region_UNESCO_registered_SPACEBAR_Thumbnail_9705afb1dc.jpeg
รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบเสนอชุดเสื้อเคบายา (Kebaya) ซึ่งเป็นชุดพื้นเมืองสตรีภาคใต้ ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติต่อองค์การเพื่อการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติหรือยูเนสโก (United Nations Educational, Scientific and Cultural Organization: UNESCO) ร่วมกับประเทศมาเลเซีย, บรูไน, อินโดนีเซีย และสิงคโปร์ ตามที่กระทรวงวัฒนธรรมเสนอ

ทั้งนี้ ในรายงานเอกสารที่ทำส่งต่อยูเนสโก มีชื่อว่า เคบายา: ความรู้ ทักษะ ประเพณีและการปฏิบัติ (Kebaya: Knowledge, Skills, Tradition and Practices) มีสาระสำคัญเกี่ยวกับข้อมูลในภาพรวมเสื้อเคบายา ของทุกประเทศ ซึ่งในส่วนของไทย ได้ระบุถึงการสืบทอด โดยถ่ายทอดทักษะในการทำเสื้อเคบายา ให้กับเยาวชนคนรุ่นใหม่ ส่งเสริมการนำไปใช้ในงานประเพณีพิธีกรรมและงานเทศกาล การจัดเก็บข้อมูลองค์ความรู้ งานวิจัย และนำเสนอความรู้ในสื่อสิ่งพิมพ์สื่อดิจิทัล รวมทั้งการสนับสนุนจากภาครัฐและภาคเอกชนในการสงวนรักษาของชุมชน ซึ่งมีรายละเอียด อาทิ 

เคบายา (Kebaya) เป็นชุดพื้นเมืองของสตรี ‘ไทย - เพอรานากัน’ หรือ ‘บาบ๋า - ย่าหยา’ ในพื้นที่ส่วนใหญ่ทางภาคใต้ของไทย สามารถพบได้ในจังหวัดภูเก็ต, พังงา, ระนอง, กระบี่, ตรัง และ สตูล สตรีพื้นเมืองจะนำมาสวมใส่ทั้งงานทางการ งานสังสรรค์ และงานเทศกาลต่างๆ โดยเชื่อมโยงไปถึงชุมชนและกลุ่มต่างๆ เช่น ช่างฝีมือ นักออกแบบ สมาคมธุรกิจ นักสะสม และกลุ่มศิลปะการแสดง ที่ผ่านมา เคบายาได้รับการประกาศขึ้นบัญชีมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติประจำปี 2555 โดยมีความสอดคล้องเป็นมรดกทางวัฒนธรรมร่วมกับประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หลายประเทศ 

สำหรับคุณสมบัติของเคบายาที่ตรงตามหลักเกณฑ์การพิจารณาของยูเนสโก อาทิ เคบายาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน โดยมักจะมีการสวมใส่ในโอกาสสำคัญต่างๆ รวมถึงการสวมใส่สำหรับแสดงศิลปวัฒนธรรม เช่น การเต้นรำแบบดั้งเดิมและร่วมสมัย นอกจากนี้การทำเสื้อเคบายาต้องใช้ทักษะและความรู้เฉพาะด้าน เช่น การออกแบบ การเลือกและการตัดผ้าและส่วนประกอบ การตัดเย็บ การปักแบบต่างๆ   

ส่วนมาตรการสงวนรักษาของไทย อาทิ  

1) การถ่ายทอดองค์ความรู้ผ่านการศึกษาทั้งในระบบและนอกระบบ รวมถึงการแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างชุมชนทั้งภายในประเทศและระหว่างประเทศ  

2) ส่งเสริมการศึกษาวิจัยและจัดเก็บข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมการสวมใส่เสื้อเคบายาอย่างต่อเนื่อง  

3) สนับสนุนการจัดกิจกรรมต่างๆ เพื่ออนุรักษ์วัฒนธรรมการสวมใส่เสื้อเคบายาให้อยู่ในสังคมร่วมสมัย  

4) สนับสนุนเงินทุนและการสนับสนุนเชิงเทคนิคให้กับชุมชน ผู้เกี่ยวข้องกับการผลิตและใช้งานเสื้อเคบายา เพื่อให้มีความต่อเนื่องในการรักษาวัฒนธรรมเคบายาจากรุ่นสู่รุ่น

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่า การเสนอขึ้นทะเบียนมรดกร่วม ‘เคบายา’ ครั้งนี้ จะเป็น Soft Power อย่างหนึ่งของไทย นอกจากจะกระตุ้นให้เกิดการอนุรักษ์ และสืบทอดมรดกทางวัฒนธรรมแล้ว ยังเป็นการเสริมสร้างภาพลักษณ์และบทบาทของไทยในเวทีโลก ที่เป็นตัวอย่างในความร่วมมือด้านวัฒนธรรมและความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีกด้วย  

ทั้งนี้ การเสนอรายการมรดกร่วม ‘เคบายา’ กับ 4 ประเทศ ถือเป็นครั้งแรกของไทย ที่ผ่านมาไทยได้เสนอขึ้นบัญชีรายการมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ในนามของไทยเพียงประเทศเดียว ได้แก่ โขน นวดไทย และ โนรา ซึ่งยูเนสโกได้ประกาศขึ้นทะเบียนมรดกโลกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติแล้ว เมื่อปี 2561, 2562 และ 2564 ตามลำดับ ส่วนสงกรานต์ในไทย, ต้มยำกุ้ง และ ผ้าขาวม้า อยู่ระหว่างการพิจารณา

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์