ใบประกอบวิชาชีพสำคัญแค่ไหน? เมื่อ ‘ทำเป็น’ ไม่ได้แปลว่า ‘ทำได้’

9 ก.ย. 2569 - 13:55

  • ประสบการณ์ไม่ได้ทดแทนใบประกอบวิชาชีพเสมอไป เพราะบางวิชาชีพมีกฎหมายกำหนดทั้งคุณสมบัติ การสอบ ขอบเขตงาน และมาตรฐานที่ผู้ประกอบวิชาชีพต้องปฏิบัติตาม

  • การมีใบอนุญาตไม่ได้หมายความว่าสามารถทำทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพได้ เพราะแต่ละวิชาชีพต่างก็มีขอบเขตของตัวเอง

  • ก่อนฝากร่างกายหรือสุขภาพจิตไว้กับใครเราจึงไม่ควรถามเพียงว่า ‘ทำเป็นไหม?’ แต่ควรถามด้วยว่า ‘มีคุณสมบัติและสิทธิที่จะทำหรือไม่?’

ใบประกอบวิชาชีพสำคัญแค่ไหน? เมื่อ ‘ทำเป็น’ ไม่ได้แปลว่า ‘ทำได้’

ถ้าใครคนหนึ่งบอกว่า ทำงานนี้มา 20 ปี เราอาจรู้สึกว่าเขาน่าจะมีประสบการณ์มากพอจนเชื่อใจได้ เพราะหลายอาชีพยิ่งทำมานานก็ยิ่งเกิดความชำนาญ บางอย่างเรียนรู้จากการลงมือทำได้โดยไม่จำเป็นต้องมีใบรับรองใดๆ มายืนยัน

แต่คำถามคือหลักคิดเดียวกันนี้ใช้ได้กับทุกอาชีพหรือไม่ โดยเฉพาะอาชีพที่ความผิดพลาดอาจไม่ได้จบแค่งานเสียหายแต่หมายถึง ร่างกาย สุขภาพ หรือสภาพจิตใจของอีกคนหนึ่ง

คำถามนี้ถูกพูดถึงอีกครั้งจากกรณี ‘นับเดือน’ ผู้ดูแลผู้ป่วย ซึ่งให้สัมภาษณ์ในรายการโหนกระแสเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2569 โดยยอมรับว่า ไม่ได้เรียนจบกายภาพบำบัดและไม่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพกายภาพบำบัด แต่ทำงานดูแลผู้ป่วยมานานกว่า 24 ปี พร้อมอธิบายว่าเคยพาคนไข้ไปโรงพยาบาลและเรียนรู้วิธีต่างๆ จากนักกายภาพบำบัดในลักษณะ ‘ครูพักลักจำ’

กรณีนี้จึงทำให้เกิดคำถามที่น่าสนใจกว่าตัวบุคคลว่า ถ้าทำมานานและมีประสบการณ์มากพอ ประสบการณ์นั้นสามารถทดแทนการเรียนและใบประกอบวิชาชีพได้หรือไม่

สำหรับกายภาพบำบัดคำตอบค่อนข้างชัด เพราะประเทศไทยมี พระราชบัญญัติวิชาชีพกายภาพบำบัด พ.ศ. 2547 และมีสภากายภาพบำบัดทำหน้าที่ควบคุม กำกับ และกำหนดมาตรฐานของผู้ประกอบวิชาชีพ ปัจจุบันยังมีทั้งการสอบความรู้ การขึ้นทะเบียน การรับใบอนุญาต และระบบตรวจสอบรายชื่อนักกายภาพบำบัด

นั่นเพราะสิ่งที่นักกายภาพบำบัดทำไม่ใช่เพียงการจำว่า ‘ท่านี้ต้องยกแขนแบบไหน’ หรือ ‘ต้องดัดขาอย่างไร’ แต่ต้องอาศัยความรู้เพื่อประเมินและเลือกวิธีที่เหมาะสมกับผู้รับบริการแต่ละคน รวมถึงรู้ข้อจำกัดและความเสี่ยงด้วย แม้แต่ผู้ที่มีใบอนุญาตอยู่แล้วก็ยังถูกกำหนดให้ประกอบวิชาชีพโดยคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้ป่วย และต้องอธิบายสาระสำคัญของบริการเพื่อให้ผู้ป่วยใช้ประกอบการตัดสินใจ

อีกกรณีที่ทำให้เส้นแบ่งนี้ซับซ้อนขึ้นเกิดขึ้นในโลกออนไลน์ เมื่อ VTuber รายหนึ่ง ซึ่งเคยเปิดบริการพูดคุยผ่าน DM, X, Google Meet และ VRChat โดยระบุราคา 30 นาที 300 บาท, 50 นาที 500 บาท พร้อมคำชี้แจงว่าเคยเรียนจิตวิทยาเป็นวิชาโท แต่ไม่ใช่นักจิตวิทยา ไม่วินิจฉัย ไม่ประเมินอาการ ไม่รักษา และไม่ได้ให้คำปรึกษาเชิงจิตวิทยา เพียงพูดคุยในลักษณะเพื่อนรับฟัง

ต่อมาเจ้าตัวออกมาชี้แจงเพิ่มเติมว่า ไม่สามารถเรียกตัวเองว่า ‘นักจิตฯ’ ได้ เนื่องจากหลักสูตรที่เรียนจบมาเป็นวิชาโทและไม่ได้เข้าเกณฑ์ตามที่กำหนด จึงประกาศยุติบริการดังกล่าวและเปลี่ยนบริการเป็นการดูดวงแทน

กรณีนี้ต้องแยกให้ชัดว่า การรับฟังหรือพูดคุยกับใครสักคนไม่ได้ทำให้บุคคลนั้นกลายเป็นผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพจิตโดยอัตโนมัติ และคำว่า ‘นักจิตวิทยา’ เองก็ครอบคลุมหลายสาย ไม่ใช่นักจิตวิทยาทุกประเภทจะอยู่ภายใต้ใบอนุญาตเดียวกัน แต่สำหรับ ‘จิตวิทยาคลินิก’ กฎหมายไทยกำหนดไว้เป็นสาขาการประกอบโรคศิลปะ ผู้ที่จะขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตต้องมีคุณวุฒิตามที่กำหนด ผ่านการฝึกปฏิบัติงาน และสอบความรู้ตามหลักเกณฑ์ ปัจจุบันกรมสนับสนุนบริการสุขภาพยังมีระบบต่ออายุใบอนุญาตสำหรับผู้ประกอบโรคศิลปะสาขาจิตวิทยาคลินิกโดยเฉพาะ

จุดที่น่าสนใจจึงอยู่ตรง เส้นแบ่งระหว่าง ‘คุยเป็นเพื่อน’ กับ ‘บริการทางวิชาชีพ’ เพราะการเขียนกำกับว่าไม่ได้วินิจฉัย ไม่รักษา หรือไม่ใช่การให้คำปรึกษาทางจิตวิทยา เป็นข้อมูลสำคัญที่ต้องนำมาพิจารณา แต่หากจะตัดสินว่าบริการใดเข้าข่ายการประกอบโรคศิลปะหรือผิดกฎหมายหรือไม่ย่อมต้องดู สิ่งที่เกิดขึ้นจริงในการให้บริการและขอบเขตตามกฎหมาย ไม่สามารถสรุปจากชื่อบริการหรือข้อความโฆษณาเพียงอย่างเดียวได้ โดย พ.ร.บ.การประกอบโรคศิลปะ กำหนดไว้ด้วยว่า ห้ามบุคคลประกอบโรคศิลปะหรือทำให้ผู้อื่นเข้าใจว่าตนมีสิทธิประกอบโรคศิลปะหากยังไม่ได้ขึ้นทะเบียนและได้รับใบอนุญาต

เรื่องไม่ได้จบเพียงคำถามว่า ‘มีใบฯ หรือไม่มีใบฯ’ เพราะยังมีอีกสถานการณ์ที่พบเห็นเป็นข่าวอยู่เรื่อยๆ คือบุคลากรในคลินิกเสริมความงามที่อาจมีความรู้หรือประสบการณ์จากการทำงานในคลินิก แต่กลับลงมือทำหัตถการที่ต้องดำเนินการโดยผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม กระทรวงสาธารณสุขเคยเตือนถึงกรณีบุคคลที่เคยทำงานในคลินิกเสริมความงามจนมีความเข้าใจเกี่ยวกับหัตถการก่อนสวมรอยเป็นแพทย์ให้การรักษา พร้อมย้ำว่าผู้ทำหัตถการรักษาต้องได้รับอนุญาตให้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม

ตรงนี้ทำให้เห็นอีกด้านหนึ่งว่า ต่อให้คนคนหนึ่งมีใบประกอบวิชาชีพก็ไม่ได้หมายความว่าใบฯ นั้นอนุญาตให้ทำทุกอย่าง พยาบาลมีขอบเขตของวิชาชีพพยาบาล นักกายภาพบำบัดมีขอบเขตของกายภาพบำบัด แพทย์มีขอบเขตของวิชาชีพเวชกรรม และนักจิตวิทยาคลินิกก็มีข้อจำกัดและเงื่อนไขในการประกอบโรคศิลปะของตัวเอง เช่นเดียวกับกฎหมายการประกอบโรคศิลปะที่ห้ามผู้ได้รับใบอนุญาตสาขาหนึ่งไปประกอบโรคศิลปะอีกสาขาที่ตนไม่ได้ขึ้นทะเบียนและได้รับใบอนุญาต

แล้ว ใบประกอบวิชาชีพสำคัญตรงไหน?

มันไม่ได้เป็นใบรับประกันว่า คนที่มีใบฯ จะเก่งทุกคน หรือจะไม่มีวันทำผิดพลาด แต่สิ่งที่ใบอนุญาตทำคือสร้างเกณฑ์ขั้นต่ำร่วมกันว่า คนที่จะเข้ามาทำงานบางประเภทต้องมีความรู้และคุณสมบัติถึงระดับหนึ่ง ผ่านกระบวนการที่กำหนด และเมื่อเข้ามาประกอบวิชาชีพแล้วก็ยังต้องอยู่ภายใต้ข้อบังคับ จรรยาบรรณ และหน่วยงานกำกับ หากทำผิดก็มีช่องทางให้ตรวจสอบหรือดำเนินการทางวิชาชีพได้ ตัวอย่างเช่นใบอนุญาตกายภาพบำบัดมีระบบต่ออายุและการศึกษาต่อเนื่อง ไม่ใช่ได้ใบฯ หนึ่งครั้งแล้วใช้ประกอบอาชีพไปตลอดชีวิต

ประสบการณ์จึงมีคุณค่า และคนที่ทำงานมานานย่อมสามารถมีทักษะบางอย่างมากกว่าคนที่เพิ่งเรียนจบด้วยซ้ำ แต่ในวิชาชีพที่มีกฎหมายกำกับ ‘มีประสบการณ์’ กับ ‘มีสิทธิประกอบวิชาชีพ’ เป็นคนละคำถามกัน เช่นเดียวกับการเคยเห็นคนอื่นทำ เคยทำตามมาหลายครั้ง หรือเคยทำแล้วไม่เกิดปัญหา ไม่ได้ทำให้ข้อกำหนดเรื่องคุณสมบัติและขอบเขตวิชาชีพหายไป

สุดท้ายเรื่องนี้จึงไม่ได้ชวนให้เราระแวงผู้ให้บริการทุกคน แต่ชวนให้เพิ่มคำถามอีกสักข้อก่อนฝาก ร่างกายหรือจิตใจ ไว้กับใคร นอกจากถามว่าเขาเก่งไหม ทำมานานแค่ไหน หรือมีรีวิวดีเพียงใด อาจต้องถามด้วยว่า เขาเรียนอะไรมา มีใบอนุญาตที่เกี่ยวข้องหรือไม่ และสิ่งที่กำลังจะทำให้เรานั้นอยู่ในขอบเขตที่เขามีสิทธิทำจริงหรือเปล่า

เพราะสำหรับบางอาชีพ ‘ทำเป็น’ อาจเกิดจากประสบการณ์ แต่ ‘ทำได้’ ต้องมาพร้อมความรู้ คุณสมบัติ ขอบเขต และความรับผิดชอบที่ตรวจสอบได้ด้วย

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์