‘สธ.’ ติวเข้มหมอทั่วประเทศ รับมือโควิดระบาดรอบใหม่ สายพันธุ์ XBB.1.16 เริ่มปะทุ

19 เม.ย. 2566 - 13:00

  • ติวเข้มหมอทั่วประเทศ รับมือโควิดระบาดรอบใหม่ สายพันธุ์ XBB.1.16 เริ่มปะทุ

  • ‘สาธารณสุข’ สั่งไกด์ไลน์รักษาโควิด ย้ำติดเชื้อให้หยุดงาน 5 วัน

Public_health_discusses_doctors_across_SPACEBAR_Hero_c7a9c46cf2.jpeg
นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิดเผยถึงการประชุมติดตามสถานการณ์โควิด-19 หลังเทศกาลสงกรานต์ ปี 2566 ว่า จากการรายงานของกองระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค พบว่าแม้จะมีจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มมากขึ้น แต่ไม่มีนัยสำคัญ อาการไม่รุนแรง ทั้งนี้ ได้กำชับแพทย์ทั่วประเทศรับมือเน้นฉีดวัคซีนโควิด ให้เป็นรูปแบบวัคซีนประจำปี ปีละครั้งเหมือนไข้หวัดใหญ่ เริ่มพฤษภาคม 2566 นี้ รับมือเหมือนเป็นโรคประจำถิ่น เน้นกลุ่มเสี่ยง 608 ก่อน  

ส่วนการกลายพันธุ์ของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่มีรายงานพบสายพันธุ์ XBB.1.16 ซึ่งเป็นสายพันธุ์ลูกผสมโอไมครอน นั้น นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เปิดเผยว่า สายพันธุ์ที่ระบาดในไทยตอนนี้ ยังเป็นโอมิครอนตระกูล XBB และแนวโน้ม XBB.1.16 เพิ่มขึ้นจนเบียด XBB.1.5 แซงมาเป็นอันดับหนึ่ง ซึ่งต้องเฝ้าระวังต่อไป เนื่องจากไทยพบป่วยสายพันธุ์ XBB.1.16 แล้ว 27 คน แต่ไม่รุนแรงเท่าเดลตา ในจำนวนนี้ 22 คน พบในเดือนมีนาคม และเมษายน พบ 5 คน และมีผู้เสียชีวิต 1 คน เป็น ชาวต่างชาติอายุ 85 ปี มีโรคร่วม  

สำหรับกรณีระบาดในอินเดียพบอาการสำคัญทางคลินิกของ XBB.1.16 ได้แก่ คันตา ตาแดง แต่ไม่มีหนองในเด็กนั้น นพ.ศุภกิจ กล่าวว่า ยังไม่มีรายงานบ่งชี้ว่าต้องมีอาการทางตาเสมอไปถึงจะเป็น XBB.1.16 แต่อาการบ่งชี้สำคัญต้องมีไข้  

“ทั้งนี้ การตรวจหาเชื้อ XBB.1.16 ยังทำได้ด้วยการตรวจ ATK เน้นตรวจเมื่อมีอาการ และต้องเข้าใจธรรมชาติ ATK ว่าแสดงผลลวงได้ สำหรับการฉีดวัคซีนป้องกันโควิดนั้น ต้องเข้าใจก่อนว่า การพัฒนาวัคซีนตามหลังไวรัส ดังนั้น ทุกวัคซีนประสิทธิภาพลดลง แต่ดีกว่าไม่ฉีด รวมถึงวัคซีนไบวาเรนท์ (Bivalent) ที่รวม 2 สายพันธุ์ของอู่ฮั่นกับโอมิครอน ก็มีประสิทธิภาพลดลง”  

ขณะที่วันเดียวกัน (18 เมษายน 2566) กรมการแพทย์ เปิดประชุมอัปเดตสถานการณ์โควิด-19 สายพันธุ์ใหม่ แนวทางการรักษา และการให้วัคซีน ซึ่งจัดร่วมกับแพทยสภา เพื่อสื่อสารกับแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ทั่วประเทศ

นพ.มานัส โพธาภรณ์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า การประชุมได้มีข้อสั่งการให้กรมการแพทย์ กรมควบคุมโรค และกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ มาทำความเข้าใจกับบุคลากรทางการแพทย์ไม่ให้สับสน หลังมีการระบาดของเชื้อโควิด 

ด้าน พญ.นฤมล สวรรค์ปัญญาเลิศ นายแพทย์ทรงคุณวุฒิและที่ปรึกษากรมการแพทย์ กล่าวว่า การประชุมได้มีการไกด์ไลน์การรักษาโควิด โดยมีการปรับเปลี่ยน 2 ประเด็น คือ 1.ปรับการให้ยาต้านไวรัสในผู้ป่วยที่มีปัจจัยเสี่ยงต่อโรครุนแรง และ 2.ปรับเงื่อนไขในการให้ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป (LAAB)  

สำหรับแนวทางวินิจฉัยดูแลรักษายังเหมือนเดิม คือ ไม่ว่า OPD คลินิก โรงพยาบาล (รพ.) หรือ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำตำบล (รพ.สต.) ถ้าผู้ป่วยติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ สงสัยว่าโควิดให้ตรวจ ATK หรือ RT-PCR ก็ได้ หรือจัดแยกไว้พื้นที่สัดส่วน ถ้าไม่เจอเชื้อพิจารณาดูแลตามเหมาะสม ปฏิบัติ DMH เคร่งครัด 5 วัน ไม่ดีขึ้นใน 48 ชั่วโมงให้ตรวจซ้ำ หากเจอเชื้อให้การรักษาตามอาการผู้ป่วย และหากตรวจว่าพบโควิดต้องหยุดงานหรือไม่ ซึ่งการติดเชื้อโควิดไม่ว่ามีหรือไม่มีอาการ เราให้เน้นการแยกตัวออกไป การหยุดงานช่วยให้ผู้ป่วยได้พักและฟื้นตัวได้เร็วขึ้น แนะนำหยุดงาน 5 วัน รวมถึงกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ด้วยก็ควรหยุดงาน

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์