ประเด็นการถอนหมายจับ ‘อุปกิต ปาจรียางกูร’ สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ที่พบว่ามีความเชื่อมโยงกับขบวนการค้ายาเสพติดของ ‘ทุนมินลัต’ ที่ ‘รังสิมันต์ โรม’ โฆษกพรรคก้าวไกล ได้นำมาอภิปรายในสภาฯ จนกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงกระบวนการยุติธรรม และนำมาสู่การตั้งคำถามถึงความคืบหน้าของการดำเนินคดีกับ ส.ว. คนดังกล่าว เมื่อไม่มีความชัดเจน แน่นอนว่าคนอย่าง ‘รังสิมันต์ โรม’ ไม่ยอมหยุด กระทุ้งต่อด้วยการเปิดเอกสาร 7 หน้า ที่เกี่ยวกับคำชี้แจงของ อดีตสารวัตรสืบสวนคดีนี้ ที่ได้ส่งถึงคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.) เพื่อชี้แจงเรื่องการถอนหมายจับ
ล่าสุดวันนี้ ‘รังสิมันต์ โรม’ โฆษกพรรคก้าวไกล พร้อมด้วย ‘อัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์’ ประธานช่วยเหลือเหยื่อชมรมอาชญากรรม ได้เดินทางมา ทวงถามความคืบหน้าการดำเนินคดีกับ ‘ส.ว.อุปกิต’ ที่ กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.)
เหตุผลที่ต้องเดินทางมาวันนี้ ‘รังสิมันต์’ อธิบายว่าเขาได้ทำทุกอย่างเกี่ยวกับการทวงถามความคืบหน้าคดีนี้ไปแล้ว แต่จากประสบการณ์ทางการเมืองที่มี ความเงียบที่เกิดขึ้นมักจะเกิดจากความจงใจหรืออาจจะเป็นการล้มคดี จึงต้องเดินทางมาทวงถามความคืบหน้าที่ บช.ปส. เพราะเป็นหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายจากอัยการสูงสุดให้ดูแลคดีนี้
“ผมยื่นหนังสือไปยัง ผบ.ตร. เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ล่าสุด ผบ.ตร. มีหนังสือตอบกลับมาบอกว่า ได้ส่งหนังสือที่ผมยื่นและหลักฐานต่างๆ ให้ บช.ปส. แล้ว ซึ่งผู้การ ปส.3 ต้องเป็นผู้รับผิดชอบคดี และหากดูในเอกสารชี้แจงของ พ.ต.ท.มานะพงษ์ วงศ์พิวัฒน์ จะพบว่ามีความเกี่ยวข้องตั้งแต่ชั้นตำรวจและศาล ที่อาจนำไปสู่การล้มคดีได้” รังสิมันต์ กล่าว
‘รังสิมันต์’ ยังระบุว่า คนที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้มีความพยายามที่จะวิ่งเต้นเพื่อล้มคดี แม้แต่ อธิบดีศาล ก็พูดในลักษณะหวาดกลัวผู้ใหญ่ต่อการทำคดีนี้ จึงขอตั้งคำถามว่า มีคนที่เหนือกว่าอธิบดีศาลอาญาอีกหรือ และเมื่อพิจารณาจากเอกสารของ พ.ต.ท.มานะพงษ์ จะเห็นความพยายามของการวิ่งเต้นเพื่อช่วยเหลือให้ ส.ว.ทรงเอ หลุดพ้นจากคดีนี้ พร้อมแจกคำใบ้ อดีตบิ๊กตำรวจ ส. เสือ ที่ไม่อยู่ในราชการแล้ว และมีตำแหน่งสูงมากมีความเกี่ยวข้องด้วย
หลังจากนี้ ‘รังสิมันต์’ บอกว่าเขาเตรียมยื่นเรื่องนี้ให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบ เพราะเชื่อว่าตุลาการทั้ง 3 คนที่เกี่ยวข้องกับการถอนหมายจับ อาจทำขึ้นโดยเป็นกระบวนการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะเวลาผ่านมา 160 วันแล้ว หลังถอนหมายจับ ส.ว.ทรงเอ เมื่อวันที่ (3 ต.ค. 65) แต่จนถึงตอนนี้คดีกลับไม่มีความคืบหน้า
โดยหลังแถลงข่าว ‘รังสิมันต์’ ได้นำแผ่นป้ายข้อมูลที่เกี่ยวกับ ส.ว.ทรงเอ ที่เคยใช้ในการอภิปรายทั่วไปตามมาตรา 152 ไปติดตั้งบริเวณรอบๆ บช.ปส. เพื่อย้ำเตือนให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาตามกระบวนการยุติธรรมที่ควรจะเป็น
ล่าสุดวันนี้ ‘รังสิมันต์ โรม’ โฆษกพรรคก้าวไกล พร้อมด้วย ‘อัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์’ ประธานช่วยเหลือเหยื่อชมรมอาชญากรรม ได้เดินทางมา ทวงถามความคืบหน้าการดำเนินคดีกับ ‘ส.ว.อุปกิต’ ที่ กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.)
เหตุผลที่ต้องเดินทางมาวันนี้ ‘รังสิมันต์’ อธิบายว่าเขาได้ทำทุกอย่างเกี่ยวกับการทวงถามความคืบหน้าคดีนี้ไปแล้ว แต่จากประสบการณ์ทางการเมืองที่มี ความเงียบที่เกิดขึ้นมักจะเกิดจากความจงใจหรืออาจจะเป็นการล้มคดี จึงต้องเดินทางมาทวงถามความคืบหน้าที่ บช.ปส. เพราะเป็นหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายจากอัยการสูงสุดให้ดูแลคดีนี้
“ผมยื่นหนังสือไปยัง ผบ.ตร. เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ล่าสุด ผบ.ตร. มีหนังสือตอบกลับมาบอกว่า ได้ส่งหนังสือที่ผมยื่นและหลักฐานต่างๆ ให้ บช.ปส. แล้ว ซึ่งผู้การ ปส.3 ต้องเป็นผู้รับผิดชอบคดี และหากดูในเอกสารชี้แจงของ พ.ต.ท.มานะพงษ์ วงศ์พิวัฒน์ จะพบว่ามีความเกี่ยวข้องตั้งแต่ชั้นตำรวจและศาล ที่อาจนำไปสู่การล้มคดีได้” รังสิมันต์ กล่าว
‘รังสิมันต์’ ยังระบุว่า คนที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้มีความพยายามที่จะวิ่งเต้นเพื่อล้มคดี แม้แต่ อธิบดีศาล ก็พูดในลักษณะหวาดกลัวผู้ใหญ่ต่อการทำคดีนี้ จึงขอตั้งคำถามว่า มีคนที่เหนือกว่าอธิบดีศาลอาญาอีกหรือ และเมื่อพิจารณาจากเอกสารของ พ.ต.ท.มานะพงษ์ จะเห็นความพยายามของการวิ่งเต้นเพื่อช่วยเหลือให้ ส.ว.ทรงเอ หลุดพ้นจากคดีนี้ พร้อมแจกคำใบ้ อดีตบิ๊กตำรวจ ส. เสือ ที่ไม่อยู่ในราชการแล้ว และมีตำแหน่งสูงมากมีความเกี่ยวข้องด้วย
หลังจากนี้ ‘รังสิมันต์’ บอกว่าเขาเตรียมยื่นเรื่องนี้ให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบ เพราะเชื่อว่าตุลาการทั้ง 3 คนที่เกี่ยวข้องกับการถอนหมายจับ อาจทำขึ้นโดยเป็นกระบวนการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะเวลาผ่านมา 160 วันแล้ว หลังถอนหมายจับ ส.ว.ทรงเอ เมื่อวันที่ (3 ต.ค. 65) แต่จนถึงตอนนี้คดีกลับไม่มีความคืบหน้า
โดยหลังแถลงข่าว ‘รังสิมันต์’ ได้นำแผ่นป้ายข้อมูลที่เกี่ยวกับ ส.ว.ทรงเอ ที่เคยใช้ในการอภิปรายทั่วไปตามมาตรา 152 ไปติดตั้งบริเวณรอบๆ บช.ปส. เพื่อย้ำเตือนให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาตามกระบวนการยุติธรรมที่ควรจะเป็น





