วันนี้ (12 ต.ค.) ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ‘พิพัฒน์ รัชกิจประการ’ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยถึงมาตรการช่วยเหลือแรงงานไทยที่เดินทางกลับจากประเทศอิสราเอลว่า กระทรวงแรงงานจะมอบเงินช่วยเหลือเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทางกลับภูมิลำเนา รายละ 15,000 บาท จากกองทุนเพื่อช่วยเหลือแรงงานไทยในต่างประเทศ กรณีประสบปัญหาต้องเดินทางกลับประเทศไทยก่อนครบสัญญาจ้างจากเหตุสงคราม รวมถึงประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่ออำนวยความสะดวกให้แรงงานไทยกลุ่มถัดๆ ไปด้วย
พร้อมฝากถึงพี่น้องแรงงานไทยในประเทศอิสราเอลทุกคน ให้คำนึงถึงความปลอดภัยเป็นอันดับแรก อยากให้เดินทางกลับประเทศไทยก่อน และไม่ต้องกังวลเรื่องที่จะไม่สามารถเดินทางกลับไปทำงานได้เพราะได้ประสานงานกับอัครราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายแรงงาน) ประจำประเทศอิสราเอล ในการประสานงานกับนายจ้าง เพื่อให้จ่ายเงินในส่วนที่เหลือ
รวมทั้งจะพยายามจัดหาประเทศอื่นๆ ให้แรงงานได้ไปทำงานต่อ ส่วนกรณีที่นายจ้างมีความประสงค์จะย้ายพื้นที่ทำงานของแรงงานไทยในช่วงสู้รบนี้ หากแรงงานไทย ไม่ประสงค์ที่จะย้ายสถานที่ทำงาน หรือ เดินทางกลับประเทศไทย สามารถติดต่อไปยังอัครราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายแรงงาน) ประจำประเทศอิสราเอลได้
ด้าน ‘ไพโรจน์ โชติกเสถียร’ ปลัดกระทรวงแรงงาน อธิบายเพิ่มเติมว่า สำหรับแรงงานไทยที่เป็นสมาชิกกองทุนฯ เมื่อกลับมาถึงกระทรวงแรงงานมีการดูแลเรื่องสิทธิประโยชน์ทันที รายละ 15,000 บาท ซึ่งเป็นเงินสงเคราะห์ กรณีประสบปัญหาต้องเดินทางกลับประเทศไทยก่อนครบสัญญาจ้างจากเหตุสงคราม หรือ กรณีทุพพลภาพ จะได้รับการสงเคราะห์ คนละ 30,000 บาท
กรณีเสียชีวิตในต่างประเทศ สงเคราะห์จำนวน 40,000 บาท และค่าใช้จ่ายในการจัดการศพในต่าง ประเทศเท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน 40,000 บาท นอกจากนี้ยังได้รับสวัสดิการตามกฎหมายของประเทศอิสราเอล (ประกันการทำงาน + นายจ้างจ่าย)
ส่วนกรณีได้รับบาดเจ็บ หรือพิการตามการรับรองของแพทย์ แบ่งเป็น บาดเจ็บ 10-19% ได้รับเงินก้อนเดียว ประมาณ 1,440,000 บาท บาดเจ็บเกิน 20% ได้รับเงินเดือนทุกเดือน จนกว่าจะเสียชีวิต โดยประเมินจากความสูญเสีย
กรณีเสียชีวิตภรรยาและบุตร ได้รับเงินเดือนทุกเดือน จนกว่าภรรยาจะแต่งงานใหม่ และบุตรอายุครบ 18 ปีบริบูรณ์ (ภรรยาเป็นเงิน 34,560 บาทต่อเดือน /บุตร เป็นเงิน 5,760-11,520 บาทต่อเดือน)




