หลังจากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เผยผลการตรวจสอบโครงการรื้อฝายพญาคำ ฝายหนองผึ้ง และฝายท่าวังตาล จ.เชียงใหม่ ชี้เสี่ยงละเมิดสิทธิเกี่ยวกับน้ำและสิทธิทางวัฒนธรรม แนะจัดรับฟังความเห็นประชาชนเพิ่มเติม

วสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า จากกรณีโครงการรื้อฝายโบราณในแม่น้ำปิง 3 แห่ง ได้แก่ ฝายพญาคำ ฝายหนองผึ้ง และฝายท่าวังตาล จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อป้องกันปัญหาน้ำท่วม ใน พื้นที่เศรษฐกิจของจังหวัดเชียงใหม่ ภายใต้แผนการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างพื้นฐาน แม่น้ำปิงระยะเร่งด่วน ที่ ครม. มีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2568 จะส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตประชาชน ในพื้นที่ที่ใช้น้ำจากลำเหมืองสาขาของฝายทั้ง 3 แห่ง และจะกระทบภูมิปัญญาท้องถิ่นเกี่ยวกับการทำเหมืองฝาย อีกทั้งในขั้นตอนการจัดรับฟังความเห็นของจังหวัดเชียงใหม่ (ผู้ถูกร้องที่ 1) ยังขาดการมีส่วนร่วมจากผู้มีส่วนได้เสียอย่างทั่วถึงและเพียงพอ จึงขอให้ตรวจสอบ
เบื้องต้น ในระยะเร่งด่วนประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้มีหนังสือ ถึงนายกรัฐมนตรี เพื่อนำเสนอ ครม. ทบทวนโครงการรื้อฝายทั้ง 3 แห่ง ผ่านกลไกและกระบวนการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะพิจารณาทางเลือกอื่นนอกเหนือจากการรื้อหรือปรับปรุงฝาย พร้อมเร่งแก้ไขปัญหาการรุกล้ำลำน้ำปิงที่เป็นสาเหตุสำคัญของน้ำท่วมในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่
ล่าสุด คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พิจารณารายงานผลการตรวจสอบกรณีดังกล่าว แล้วเห็นว่า การที่สำนักงานชลประทานที่ 1 กรมชลประทาน (ผู้ถูกร้องที่ 2) จะดำเนินการรื้อหรือปรับปรุงฝายทั้ง 3 แห่ง ที่มีอายุกว่า 700 ปี เพื่อป้องกันและลดความเสี่ยงจากปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่เขตเมืองของจังหวัดเชียงใหม่นั้น จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อวิถีชีวิตของประชาชนในพื้นที่โครงข่ายของลำเหมืองทั้ง 3 แห่ง ทั้งมิติการใช้น้ำ การบริหารจัดการน้ำ ประเพณี/ความเชื่อ และจะกระทบภูมิปัญญาการทำเหมืองฝาย อันเนื่องจาก “ตัวฝาย” เป็นวัตถุแห่งมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติเกี่ยวกับการทำเหมืองฝายซึ่งได้ขึ้นทะเบียนตามกฎหมายไว้แล้ว
"ดังนั้น การจะดำเนินการใดต่อตัวฝายซึ่งจะกระทบต่อสิทธิเกี่ยวกับน้ำและสิทธิทางวัฒนธรรม จะต้องผ่านกระบวนการหารือร่วมกันระหว่างภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาครัฐ ภาคประชาสังคม ภาควิชาการ ประชาชนผู้มีส่วนได้เสีย โดยต้องชั่งน้ำหนักความได้สัดส่วนระหว่างการนำฝายออกจากแม่น้ำเพื่อป้องกันน้ำท่วมกับการอนุรักษ์ฝายเพื่อสืบสานมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติเกี่ยวกับการทำเหมืองฝายเพื่อใช้ประโยชน์ทางการเกษตรและอุปโภคบริโภค"

ชัชวาลย์ ทองดีเลิศ ประธานมูลนิธิสืบสานล้านนา เปิดเผยว่า เห็นด้วยกับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ให้ทบทวนการรื้อฝายโบราณทั้ง 3 แห่งเพราะ ฝายไม่ใช่สาเหตุหลักของน้ำท่วม ข้อมูลการประเมินไม่สะท้อนความจริง เหตุผลเรื่องการยกตัวของน้ำและการสะสมตะกอนที่ใช้เป็นข้ออ้างในการรื้อฝาย เป็นเพียงการเปรียบเทียบเชิงประมาณการ ไม่ใช่การคำนวณที่แท้จริง กระทบต่อมรดกภูมิปัญญา
“ระบบเหมืองฝายล้านนาได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมระดับชาติในปี 2558 การรื้อฝายเท่ากับการทำลายมรดกทางวัฒนธรรม และที่ผ่านมา กระบวนการมีส่วนร่วมไม่รอบด้าน การรับฟังความคิดเห็นจัดขึ้นโดยหน่วยงานเจ้าของโครงการ ซึ่งให้ข้อมูลที่สนับสนุนการรื้อฝายเพียงอย่างเดียว ทำให้เกิดข้อกังขาเรื่องความเป็นกลาง” ชัชวาลย์ กล่าว

ขณะที่ เรืองวิทย์ ว่องไว ประธานกลุ่มผู้ใช้น้ำฝายพญาคำ กล่าวว่า ในนามกลุ่มผู้ใช้น้ำจริง ปัจจุบันเห็นด้วยกับการรื้อฝายโบราณ โดยเฉพาะฝายพญาคำ เพราะเชื่อมั่นในระบบชลประทานที่ทันสมัย โดยเฉพาะประตูระบายน้ำท่าวังตาล สามารถตอบโจทย์และทำงานทดแทนฝายโบราณทั้ง 3 แห่งในแม่น้ำปิงได้ ซึ่งมีการทดสอบกักเก็บน้ำแล้ว น้ำสามารถไหลเข้าคลองส่งน้ำได้ดีกว่าการที่มีฝายโบราณอยู่
“แม้จะอ้างว่า ฝายโบราณทั้ง 3 แห่ง เป็นมรดกทางภูมิปัญญา แต่ปัจจุบันนั้นไม่ใช่ เพราะมรดกทางภูมิปัญญาในอดีตที่แท้จริง คือฝายไม้ไผ่ ที่ชาวบ้านช่วยกันทำสืบทอดกันมาตั้งแต่อดีต ซึ่งหากถึงฤดูน้ำหลาก ฝายไม้ไผ่ ก็จะพังทลายไปตามกระแสน้ำ ไม่ส่งผลกระทบและไม่ใช่สาเหตุทำให้เกิดน้ำท่วม แต่ปัจจุบันฝายโบราณทั้ง 3 แห่งนั้น กลายเป็นฝ่ายหินทิ้ง ถาวร ไม่ใช่มรดกทางภูมิปัญญา ซึ่งมีผลทำให้เกิดน้ำท่วมและกีดขวางทางน้ำได้”
เรืองวิทย์ กล่าวต่อว่า อยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ลงพื้นที่รับข้อมูลข่าวสารที่เป็นจริงกับกลุ่มผู้ใช้น้ำโดยตรง ได้ข้อเท็จจริงจากกลุ่มผู้ใช้น้ำ ที่ได้รับประโยชน์จากคลองส่งน้ำอย่างแท้จริงเท่านั้น เพราะที่ผ่านมาทุกครั้งที่มีการประชุม กลุ่มผู้ใช้น้ำไม่ถูกเชิญให้เข้าร่วมประชุม จึงจะทำให้ข้อมูลคลาดเคลื่อนได้

ด้าน อภิวัฒน์ ภูมิไธสง รองผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 1 จังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยว่า โครงการขุดลอกแม่น้ำปิงนั้นดำเนินการเสร็จสิ้น ตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา ส่วนโครงการรื้อถอน และปรับปรุงฝ่ายโบราณทั้ง 3 แห่ง ทั้งฝายพญาคำ ฝายหนองผึ้ง และฝายท่าวังตาล ที่มีงบประมาณกว่า 13 ล้านบาท ปัจจุบันยังอยู่ในขั้นตอนการหาผู้รับจ้าง โดยสำนักงานชลประทานที่ 1 จังหวัดเชียงใหม่ ก็พร้อม นำข้อเสนอในการปรับเปลี่ยนรูปแบบต่างๆ ในการรื้อฝาย ไป พิจารณาเพื่อปรับปรุงต่อไป
“ซึ่งก็จะต้องนำข้อมูลที่ได้รับมาประกอบการพิจารณา ขั้นตอน หรือกระบวนการ หรือรูปแบบ แผนงานโครงการที่เหมาะสม และเกิดผลกระทบน้อยที่สุด เพราะบางเรื่องก็อาจจะเป็นเรื่องของมุมมอง เรื่องของด้านวิชาการ ด้านข้อกฎหมาย และข้อจำกัดอื่นๆ ที่ทางภาครัฐอาจจะไม่ได้มีข้อมูลในส่วนนี้”







