อนาคตเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งกุลาดำ กุ้งขาว ทรงตัวกับทรุด พ่อพันธุ์และแม่พันธุ์กุ้งขาวขาดแคลน ส่งผลกระทบผลิตลูกกุ้งไม่เพียงพอต่อความต้องการเกษตรกรที่เลี้ยงกุ้ง กุ้งโตส่งเข้าโรงงานอาหารทะเลแช่แข็งลดลง ต้องรับซื้อกุ้งก้ามกรามมาทดแทนส่งขายจีน ปัจจุบันต้นทุนการเลี้ยงกุ้งสูงขึ้นกว่า 100% แต่ราคาขายกุ้งโต เท่าเดิมกิโลกรัมละ 200 บาทเท่ากับเมื่อ 35 ปี ที่ผ่านมา อดีตไทยผลิตกุ้งโตปีละ 6 แสนตัน ปัจจุบันเหลือปีละ 2.5 แสนตัน เรียกร้องให้รัฐบาลเจรจาผู้ผลิตอาหารลดราคาและลดค่าขายเขตไฟฟ้าให้ถูกลง เกษตรกรจะหันมาใช้ไฟฟ้ามากกว่าใช้น้ำมันเพื่อปั่นกังหันเพิ่มออกซิเจนในบ่อกุ้ง

นายสัตวแพทย์ (น.สพ.) กิตติชัย วิชยานุรักษ์ ประธานฝ่ายปฏิบัติการ(coo) สารสินฟาร์ม เปิดเผยถึงสถานการณ์เลี้ยงกุ้งกุลาดำ และกุ้งขาวในพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทย ว่า ขณะนี้ประสบปัญหาขาดแคลนพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์กุ้ง ที่จะนำมาผลิตลูกกุ้งหรือกุ้งพี เพื่อนำไปเลี้ยงในบ่อ
“สาเหตุที่ขาดแคลนพ่อแม่พันธุ์กุ้ง เพราะบริษัทที่สามารถผลิตพ่อแม่พันธุ์กุ้งได้นั้น นำไม่จำหน่ายให้ฟาร์มที่ผลิต เพาะลูกกุ้ง ทำให้ลูกกุ้งที่จะนำไปปล่อยลงบ่อเพื่อเลี้ยงขาดแคลนอย่างหนัก ผู้เลี้ยงกุ้งไวน์นาไมล์ หรือกุ้งขาว รวมทั้งกุ้งกุลาดำ ไม่มีลุกกุ้งปล่อยลงบ่อ จึงทำให้กุ้งขาวและกุลาดำขาดตลาด”
“ประเทศไทยก็สามารถผลิตพ่อแม่พันธุ์กุ้งได้ แต่ผลิตออกมาก็ไม่พอจำหน่าย จนบางครั้งผู้ผลิตก็ไม่ขายพ่อแม่พันธุ์ออกสู่ตลาด แต่จะหันไปผลิตเพาะลูกกุ้งเอง แต่ก็ประสบปัญหาผลิตลูกกุ้งป้อนตลาดไม่ทันความต้องการ ราคาพ่อแม่พันธุ์กุ้งจากธรรมชาติจะซื้ออยู่คู่ละ 6,000 ถึง 7,000 บาท ไม่รวมค่าขนส่ง”
สถานการณ์การเลี้ยงกุ้ง ฝั่งอ่าวไทยโดยเฉพาะสุราษฎร์ธานี ชุมพร นครศรีฯ ยังมีการเลี้ยงกุ้งขาวกันมาก กุ้งแช่น้ำแข็ง 50 ตัวต่อ 1 กิโลกรัม กิโลกรัมละ 170 บาท หากเป็นกุ้งยังมีชีวิตจะซื้อกิโลกรัมละ 180 บาท ใช้ระยะเวลาเลี้ยง3เดือนกว่า กุ้งกุลาดำนิยมเลี้ยงฝั่งอันดามันเลี้ยงมากที่จังหวัดพังงา กระบี่ ตรัง ปีละไม่กี่ตัน หลังจากนี้หากไม่ขาดแคลนพ่อแม่พันธุ์กุ้ง ธุรกิจเลี้ยงกุ้งขาวและกุ้งกุลาดำในพื้นที่ภาคใต้ก็จะดำเนินไปได้ ขณะนี้กุ้งที่เลี้ยงในภาคใต้จะใช้บริโภคในประเทศกันเกือบทั้งหมด

น.สพ. กิตติชัย กล่าวต่อว่า “ภาครัฐโดยเฉพาะกรมประมง กระทรวงเกษตรฯ ไม่ค่อยมีบทบาทที่จะช่วยเหลือเกษตรกร ดังนั้น จึงอยากเสนอให้กรมประมงแก้ปัญหา โดยนำเข้าพ่อแม่พันธุ์กุ้งจากฮาวาย ฟลอริดา สหรัฐอเมริกา และกรมประมงจะต้องเพาะพันธ์ลูกกุ้งคุณภาพดีเพื่อจำหน่าย ขายให้กับเกษตรกรที่เลี้ยงกุ้ง ที่ขาดแคลนลูกกุ้งที่จะปล่อยลงบ่อ ดังนั้นปัญหาในเรื่องนี้แก้ได้โดยกรมประมง ภาครัฐมีอำนาจตามกฎหมาย มีงบประมาณแผ่นดินในการจัดซื้อและการผลิตลูกบอลกุ้งที่มีคุณภาพ จำหน่ายให้เกษตรกรเลี้ยงกุ้งได้อย่างปลอดภัย”
ด้าน สมเกียรติ สกุลส่องบุญศิริ เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งในจังหวัดตรัง เปิดเผยว่า ทำบ่อเลี้ยงกุ้งมานานกว่า 35 ปี ยุคแรกๆ เลี้ยงกุ้งกุลาดำ ปัจจุบันเปลี่ยนมาเป็นกุ้งไวน์นาไมค์ หรือกุ้งขาว ซึ่งมีเกษตรกรนิยมเลี้ยงกันมาก เพราะอัตรารอดสูง ผู้บริโภคนิยม

สมเกียรติ กล่าวต่อว่า การเลี้ยงกุ้งกุลาดำเมื่อปี 2532 ที่ผ่านมา ราคาขายกุ้ง 30 ตัวต่อกิโลกรัมละ 200 บาท ต้นทุนราคาอาหารกุ้งกระสอบละ 500 บาท น้ำมันดีเซลลิตรละ 10-15 บาท เกษตรกรที่เลี้ยงกุ้งมีกำไร แต่ปัจจุบันนี้ปี 2568 ราคากุ้งขนาด 30 ตัวต่อกิโลกรัมละ 200 บาท อาหารกุ้งกระสอบละ 1,200บาท น้ำมันดีเซลลิตรละ 33 บาท ราคาอาหารกุ้งและน้ำมันดีเซลขึ้นทั่วคือเกิน 100% ในขณะที่ราคากุ้งอยู่ที่ 200 บาทเท่าเดิม
“ปัจจุบันนี้ต้นทุนการเลี้ยงกุ้งจะตกกิโลกรัมละ 150-160 บาท ราคาขายขนาด 30-40 ตัว กิโลกรัมละ 200 บาท เกษตรกรที่เลี้ยงกุ้งในปัจจุบัน ที่ยังเลี้ยงเพราะไม่รู้จะไปทำอาชีพอะไร เครื่องมือ เครื่องจักร ที่ดิน ยังมีอยู่ต้องเลี้ยงต่อไป ช่วงที่เกษตรกรผลิตกุ้งแล้วออกสู่ตลาด ช่วงการท่องเที่ยว ช่วงสิ้นปี ขึ้นปีใหม่ ราคาจะสูงขึ้นประมาณ 30 บาทต่อกิโลกรัม เมื่อหมดช่วงนี้ราคาจะตกลงอีก 30อบาทอเช่นกัน ที่สำคัญปัจจุบันนี้เกษตรกรจะขายกุ้งหาคนมารับซื้อก็หายาก”
“สำหรับเทคนิคในการเลี้ยงกุ้งปัจจุบัน ทางรอดเกษตรกรคือปล่อยลูกกุ้งลงบ่อให้หนาแน่นขึ้น ปัจจุบัน 1 ไร่ ปล่อย 2 แสน ถึง 2.5 แสนตัว ในอดีต 1ไร่ปล่อย 8 หมื่นถึง 1 แสนตัว เลี้ยงขนาดกุ้งไม่ใหญ่มาก แล้วใช้วิธีจับกุ้งขึ้นมาขายเป็นรอบๆ เพื่อดูราคา เพื่อให้กุ้งไม่แน่นบ่อ”

สมเกียรติ กล่าวอีกว่า “หากรัฐบาลจะช่วยเหลือเกษตรกร ขอให้ช่วยเจรจากับผู้ผลิตอาหารกุ้งให้ลดราคา และช่วยเรื่องค่าไฟฟ้า ในการขยายเขตไฟฟ้า ซึ่งมีค่าใช้จ่ายที่แพงมาก ส่วนนี้น่าจะลดให้เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง” แต่การไฟฟ้ายังมีข้อดีที่ช่วยเกษตรกรบ้างคือ หากเราใช้ไฟฟ้าระหว่างเวลา 22.00น ถึง 10.00 น.ราคาไฟฟ้าจะถูกลง เพราะประชาชนทั่วไปใช้ไฟลดลง ดังนั้นพลังงานไฟเหลือ เมื่อผู้เลี้ยงกุ้งจะเริ่มใช้ไฟฟ้าช่วงค่ำเพื่อปั่นกังหันเพื่อผลิตออกซิเจนลงในน้ำให้กุ้งได้หายใจสะดวก เพราะเกษตรกรเลิกใช้เครื่องยนต์ หันมาใช้มอเตอร์ไฟฟ้าเพื่อผลิตออกซิเจน ดังนั้นไฟฟ้ามีความสำคัญเป็นอย่างมากในขบวนการเลี้ยงกุ้ง

ขณะที่ บุญชู ศัยศักดิ์พงษ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทตรังผลิตภัณฑ์อาหารทะเล จำกัด (มหาชน) TRS เปิดเผยว่า โรงงานของเราจะต้องซื้อกุ้งขาว และกุ้งกุลาดำ เข้ามาป้อนโรงงานวันละไม่ต่ำกว่า 20-50 ตัน แต่ขณะนี้เกษตรกรที่เลี้ยงกุ้งไม่สามารถเลี้ยงกุ้งให้โตป้อนให้โรงงานและตลาดได้เพียงพอ ทางโรงงานจึงต้องรับซื้อกุ้งก้ามกรามเข้ามาทดแทน และเป็นอีกทางเลือกให้ลูกค้าได้บริโภคกุ้งก้ามกราม ซึ่งประเทศจีนนิยมบริโภคกุ้งต้มจากโรงงานของเรา
ดังนั้นเกษตรกรที่เลี้ยงกุ้งก้ามกรามพื้นที่ภาคกลาง ภาคตะวันออก วิ่งมาขายถึงโรงงานที่จ.ตรัง ทางเรารับซื้อหมดไม่ว่าจะมาเท่าใด แต่กุ้งขาวและกุ้งกุลาดำนั้นเป็นวัตถุดิบที่ป้อนเข้าโรงงาน สินค้าของเราจะต้องผลิตเพื่อส่งขายประเทศจีน

“ความต้องการกุ้งซึ่งเป็นวัตถุดิบเข้ามาโรงงานเพื่อผลิตเป็นอาหารนั้น สถานการณ์ตอนนี้เกษตรกรเลี้ยงกุ้งน้อยลง ทำให้กุ้งมีปริมาณน้อยเข้าสู่ตลาด และโรงงานลดลง อาจจะทำให้ขบวนการผลิตกุ้งส่งขายต่างประเทศ หรือในประเทศอาจจะสะดุดได้ ดังนั้นทางโรงงานต้องซื้อกุ้งก้ามกรามเข้ามาเป็นวัตถุดิบทางเลือกให้ลูกค้า”
จากข้อมูล ปี 2566 จังหวัดตรังมีเกษตรกรเลี้ยงกุ้งทะเล รวม 503 ราย จำนวน 2,384 บ่อ มีพื้นที่เลี้ยงกุ้ง 8,551 ไร่
ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาล โดยเฉพาะกรมประมง ต้องเข้ามาช่วยเหลือเกษตรกรที่เลี้ยงกุ้งแบบจริงจัง เป็นระบบ ตั้งแต่จัดหาพ่อแม่พันธุ์กุ้ง งานวิชาการและอื่นๆ รวมไปถึงการเจรจาผู้ผลิตอาหารกุ้งขายในราคาเป็นธรรมร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ ที่รัฐมีอำนาจ เพราะไม่เช่นนั้น อาชีพเลี้ยงกุ้งทะเลในบ่ออาจจะต้องปิดตัวลง





