สยาม หัตถสงเคราะห์ ประธานกรรมาธิการการสื่อสารโทรคมนาคมและดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงการประชุมเพื่อติดตามเพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน กรณีถูกหลอกจากแพลตฟอร์มออนไลน์และคอลเซ็นเตอร์ว่า ได้เชิญตัวแทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาชี้แจง อาทิ กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (สอท.) ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ หรือ AOC และแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆ โดยขณะนี้มีผู้เสียหายมาร้องเรียนต่อกรรมาธิการมากขึ้น
ส่วนแนวทางในการให้ความช่วยเหลือเหยื่อที่ได้รับผลกระทบนั้น สยาม ระบุว่าเป็นไปตามขั้นตอน เมื่อผู้เสียหายได้รับผลกระทบแจ้งความเรียบร้อยแล้ว ตอนนี้ต้องทำอย่างไรให้คดีคืบหน้า ต้องร่วมมือกับทุกฝ่ายจริงๆ ซึ่งคดีที่เกิดขึ้นเป็นคดีที่ถูกหลอกบนแพลตฟอร์ม Tiktok และ Facebook ซึ่งได้ให้ความร่วมมือเข้าชี้แจงต่อกรรมาธิการ เราต้องการกระชับพื้นที่และลดสิ่งเหล่านี้ให้หมดไปให้ได้
สำหรับการป้องกันปัญหาไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำ สยาม ระบุว่า กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สภาผู้แทนราษฎรและกสทช.พยายามอย่างเต็มที่ในการประชาสัมพันธ์ให้ความรู้ประชาชนว่าภัยออนไลน์ยังมีอยู่ ต้องตระหนักรู้ว่า ถ้ามีโทรศัพท์แปลกๆ ให้วางสายไปก่อน แล้วค่อยโทรกลับ ซึ่งล่าสุดเมื่อเช้ามีข่าวว่า น้องนักเรียนขอเงินพ่อแม่ไปเรียนต่อ แต่แท้จริงโดนแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอก
เมื่อถามถึงกรณีที่ยึดเงินจากบัญชีม้ามาจำนวนหนึ่งสามารถคืนเงินให้ผู้เสียหายได้หรือไม่ สยามกล่าวว่า เรื่องการเฉลี่ยทรัพย์นั้น กฎหมายยังไม่แล้วเสร็จ 100 เปอร์เซ็นต์ พระราชกำหนดไซเบอร์ ครั้งที่ 2 พึ่งผ่านครม. และตอนนี้พรรคเพื่อไทยร่างพ.ร.บ.เรียบร้อยแล้ว อยู่ระหว่างการตรวจสอบ หากแล้วเสร็จเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎร เชื่อว่าจะมีประโยชน์อย่างแน่นอน
สยาม กล่าวอีกว่า ขณะนี้มีผู้เสียหายรวมตัวกว่า 150 คนมูลค่าความเสียหาย 76 ล้าน แต่ปัญหาอยู่ที่เงินเมื่อเข้าบัญชีม้าไปแล้ว ถูกแปลงเป็นเงินคริปโตและไปอยู่บนแพลตฟอร์ม ที่ต้องหาแนวทางนำเงินกลับมา ซึ่งกำลังพิจารณาตามกฎหมายฟอกเงิน เพราะต่างจากเงินสีเทาที่มีการนำไปซื้อรถหรู เมื่อจับได้สามารถนำมาเปิดประมูลขายนำเงินคืนให้ผู้เสียกาย แต่เมื่อเป็นเงินดิจิทัล จึงเป็นปัญหาที่ผู้ใหญ่ดูอยู่ โดยหากต้องการให้เร็วต้องเสนอรัฐมนตรีให้แก้กฎกระทรวง
ส่วนเรื่องชายแดนที่กสทช.กำกับ และบอกว่าจะตัดอินเทอร์เน็ตภายในสิ้นกุมภาพันธ์นี้ จะหยิบยกหารือในที่ประชุมกรรมาธิการฯ หรือไม่ สยาม กล่าวว่า กรรมาธิการฯ มีมติจะลงพื้นที่แม่สอดสัปดาห์หน้า เพื่อตรวจสอบว่า การตัดอินเทอร์เน็ตฝั่งเมียนมาไปแล้ว ในพื้นที่ฝั่งไทยจะมีประชาชนได้รับผลกระทบหรือไม่ โดยจะเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับพื้นฐานสาธารณูปโภคคือ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT และ Operator มา และให้กสทช.ไปตรวจสอบสัญญาณวิ่งตามขอบชายแดนทั้งหมด และแจ้งเป็นตัวเลขมาว่าเกิดผลกระทบอย่างไรจะแก้ไขอย่างไร และหากคนไทยได้รับผลกระทบจะแก้ไขอย่างไร และส่วนตัวมั่นใจว่า สิ้นเดือนนี้การตัดอินเทอร์เน็ตจะสามารถดำเนินการได้ทั้งหมด




