มหากาพย์ ‘บิ๊กโจ๊ก’พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร. ตำนาน ‘แมวเก้าชีวิต’ กำลังเผชิญมรสุมครั้งใหม่ แต่ศึกในวงการ ตร. ครั้งนี้ถูกมองเป็น ‘สงครามตัวแทน’ เกี่ยวเนื่อง ‘ดุลอำนาจ’ ที่วัดพลังกันมายาวนาน ที่เรียกว่า ‘เล่นกันแรง’ เปรียบเป็นการ ‘ส่งสัญญาณ’ เตือน ‘บิ๊กโจ๊ก’ เพราะเกิดขึ้นภายหลังที่ ‘บิ๊กโจ๊ก’ นำทีมไปทำ ‘คดีกำนันนก’ แต่สุดท้ายถูกสกัดออก ทาง ตร. โอนคดีไปให้ ‘กองปราบฯ’ ทำแทน
‘สงครามตัวแทน’ ที่เกิดขึ้น ขยับใกล้ถึง ‘บอสใหญ่’ ที่อยู่ข้างหลัง ที่ผ่านมาเป็น Proxy War ผ่านภาพ ‘ตัวละคร’ ต่างๆ หรือผ่านเหตุการณ์ต่างๆ ที่เปรียบเป็น ‘ไม้เบื่อไม้เมา’ หรือ ‘เหยียบเท้ากันเอง’ ในวงการ ตร. ที่เป็นลักษณะ ‘ทีใครทีมัน’ ซึ่งที่ผ่านมามีไป ‘ยืมมือ’ ฝ่ายการเมือง มาเล่นงานกันเองด้วย
ปฏิบัติการ Big Cleaning Day เกิดขึ้นก่อน 3 วัน ที่จะมีการประชุม ก.ตร. นำโดย ‘เศรษฐา ทวีสิน’นายกฯ วาระเคาะชื่อ ผบ.ตร. คนที่ 14 หากเรียบลำดับตาม ‘อาวุโส’ ชื่อของ ‘บิ๊กโจ๊ก’ อยู่ลำดับ 2 แม้จะเกษียณฯปี74 แต่ยึดตามที่ติดยศ ‘พลตำรวจเอก’ สำหรับ ‘อาวุโส’ อันดับ 1 คือ พล.ต.อ.รอย อิงคไพโรจน์ นายร้อยตำรวจรุ่น 40 เกษียณฯปี 67 อันดับ 3 คือ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ตท.25 นายร้อยตำรวจรุ่น 41 เกษียณฯปี 69 และลำดับที่ 4 พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล จบคณะรัฐศาสตร์ มธ. เข้าอบรมหลักสูตรการฝึกอบรมผู้มีวุฒิ ทางด้านนิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ เพื่อบรรจุแต่งตั้งเป็นข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตร (กอต.) รุ่นที่ 4 เกษียณฯ ปี67
เรื่องลำดับ ‘อาวุโส’ ถูกนำมาพิจารณาอย่างมาก เพราะเป็นการประเดิมใช้ พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2565 ในการแต่งตั้ง ผบ.ตร. ในหมวด 1 การจัดระเบียบราชการข้าราชการตำรวจ มาตรา 60 การจัดระเบียบข้าราชการตำรวจตามพระราชบัญญัตินี้ ให้คำนึงถึงระบบคุณธรรม
ที่ใน (3) การพิจารณาความดีความชอบ การเลื่อนตำแหน่ง และการให้ประโยชน์อื่น แก่ข้าราชการตำรวจ ต้องเป็นไปอย่างเป็นธรรม โดยพิจารณาจาก อาวุโส ผลงาน ศักยภาพ และความประพฤติ ประกอบกัน และจะนำความคิดเห็นทางการเมือง หรือสังกัดพรรคการเมืองมาประกอบการพิจารณามิได้
ทำให้เกณฑ์การเลือก ผบ.ตร. เปลี่ยนไป คือ ‘อาวุโส-ความรู้’ อย่างละ 50 % ที่ต่างจากอดีตที่ ‘อาวุโส’ 33 % ความรู้-ความสามารถ 67 % ซึ่งการปรับเกณฑ์ดังกล่าว คล้ายกับเกณฑ์ของ ‘ศาล-อัยการ’ ที่เน้นเรื่อง ‘อาวุโส’ ที่จับต้องได้เป็น ‘ตัวเลข’ เพราะในเรื่อง ‘ความรู้-ความสามารถ’ ดูเป็น ‘นามธรรม’ มากกว่า
ทำให้ชื่อ ‘บิ๊กรอย’ มาเต็งหนึ่ง แต่กลับมีข่าวทำนองว่าจะโยก ‘บิ๊กรอย’ ไปเป็น เลขาธิการ สมช. สวมเครื่องแบบ ขรก.พลเรือน ก่อนเกษียณฯ ปี67 แต่ก็มีกระแสข่าวตีคู่มาว่า ‘บิ๊กรอย’ อาจไม่ยอม แล้วนำมาสู่เรื่อง ‘ฟ้องร้อง’ ตามมาได้ เช่น ไปร้องศาลปกครอง เป็นต้น
ส่วน ‘บิ๊กโจ๊ก’ แม้จะยังไม่มีความผิดใดๆ ในแง่ทางกฎหมาย แต่กลายเป็น ‘โดนมลทิน’ ติดตัว เพราะตกเป็นข่าวไปแล้ว ส่งผลต่อการหยิบชื่อขึ้นมาพิจารณา แต่ในแวดวง ตร. ก็ว่ากันว่า ‘บิ๊กโจ๊ก’ ยังรอได้อีกหลายปี ถ้า ‘เอาตัวรอด’ มรสุมครั้งนี้ไปได้ ซึ่งท่าที ‘บิ๊กโจ๊ก’ ก็ไม่ยอมง่ายๆ เดินเกม ‘ฟ้องกลับ’ เช่นกัน ในเรื่อง ‘หลอกศาล’ ให้ออกหมายค้น เพราะในหมายไม่มีชื่อ ‘บิ๊กโจ๊ก’ พร้อมทิ้งบอมบ์สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเรื่อง ‘การเมือง’ ในวงการ ตร.
ส่วน ‘บิ๊กต่อ’ เรียกว่ามา ‘เต็งหนึ่ง’ ลุ้นนั่ง ผบ.ตร. คนที่ 14 ที่เรียกว่า ‘นอนมา’ ในช่วง 2-3 ปีมานี้ จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ ‘บิ๊กเด่น’พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ได้เป็น ผบ.ตร. เพราะเกษียณฯ ก.ย.66 แค่คนเดียว หากเทียบจากแคนดิเดต ผบ.ตร. คนอื่นๆ เมื่อปีที่แล้ว ล้วนแต่ วาระ 2 ปีเกษียณฯ ทำให้ ‘บิ๊กเด่น’ กลายเป็น ‘ผบ.ตร.ส้มหล่น’ เป็นเรื่อง ‘จังหวะชีวิต’ เพื่อเปิดทางให้ ‘บิ๊กต่อ’ ได้ขึ้นเป็น ผบ.ตร. คนต่อไป
ในซีกรัฐบาลก็มีการขยับ ‘รับลูก’ ภายหลัง ‘เศรษฐา’ ลงนามตั้ง ‘คณะกรรมการ’ ตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย กรณีการเข้าค้นบ้านพักของข้าราชการตำรวจชั้นผู้ใหญ่และเคหสถานอื่นหลายแห่งทั่วประเทศ ที่มี ‘ฉัตรชัย พรหมเลิศ’ อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย ประธานกรรมการ ‘ชาติพงษ์ จีระพันธุ’ อดีตรองอัยการสูงสุด กรรมการ และ พล.ต.อ.วินัย ทองสอง อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจเเห่งชาติ กรรมการเเละเลขานุการ
สำหรับ ‘ฉัตรชัย’ ได้รับเลือกให้เป็นประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เมื่อช่วง มี.ค.66
‘ชาติพงษ์’ เคยนั่งรองอธิบดีอัยการคดีพิเศษ อดีตอธิบดีอัยการสำนักงานคดีเศรษฐกิจ หัวหน้าคณะทำงานที่คุมคดีสำคัญ เช่น คดีนิติบุคคล ฟิลิป มอร์ริส , คดีทุจริตสหกรณ์เครดิต ยูเนี่ยนคลองจั่น , คดีธนาคารกรุงไทยปล่อยกู้กลุ่มบริษัทกฤษดามหานคร , อดีตกรรมการสอบวินัยร้ายแรง ‘เนตร นาคสุข’ เป็นต้น
ส่วน พล.ต.อ.วินัย เป็น ก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิ ที่มาจากอดีตข้าราชการตำรวจ เเละนายกสมาคมตำรวจ อดีตผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เป็นผู้สนับสนุนให้มีการเลือกตั้ง ก.ตร. จากข้าราชการตำรวจ เเบบศาลกับอัยการ
จากรายชื่อ 3 อรหันต์ ดังกล่าว ถือเป็น ‘แอคชั่นแรก’ จาก ‘เศรษฐา’ ต่อวงการ ตร. ในฐานะประธาน ก.ตร. ที่เคยเป็น ‘บิ๊กบอสอสังหาฯ’ สู่การคุมแถวตำรวจ งานนี้ ‘เศรษฐา’ จะมี ‘อิสระ’ แค่ไหน ? และจะ ‘คุม ตร.’ อยู่หรือไม่ ?
ในเวลานี้ ‘คลื่นใต้น้ำ’ หรือ ‘สงครามตัวแทน’ ในวงการ ตร. กำลังระอุ อยู่ที่ว่าจะ ‘เคลียร์กัน’ ได้ในระดับใด ?




