'มูลนิธิสืบนาคะเสถียร' และพันธมิตรด้านสิ่งแวดล้อม ร่วมเดินทางไปยังรัฐสภา เข้ายื่นหนังสือต่อ ‘พูนศักดิ์ จันทร์จำปี’ สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อพิจารณาตรวจสอบและทบทวนขั้นตอนการเพิกถอนพื้นที่กรณีพิพาท ‘อุทยานแห่งชาติทับลาน’ จำนวน 265,000 ไร่
สืบเนื่องจากการประชุมคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2567 ได้บรรจุหัวข้อการปรับปรุงแนวเขตอุทยานแห่งชาติทับลาน เป็นวาระเรื่องเพื่อทราบ ซึ่งถือเป็นการข้ามขั้นตอนการให้ข้อเสนอแนะอย่างละเอียดรอบคอบของคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ และประเด็นการเพิกถอนพื้นที่ดังกล่าว ได้มีการนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติมาแล้วถึง 2 ครั้ง โดยที่ประชุมได้มีข้อเสนอแนะให้มีการใช้แนวทางการแก้ไขปัญหาที่ดินของราษฎรในเขตป่าอนุรักษ์ ตามมาตรา 64 พ.ร.บ. อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2562 ซึ่งแนวทางการแก้ไขปัญหาที่ดินในมาตรานี้ เป็นการแก้ไขปัญหาที่ดินของราษฎรที่มีอยู่ก่อนแล้ว ภายในเขตป่าอนุรักษ์ให้มีการจัดการได้อย่างเหมาะสมและการเปิดรับฟังและการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการปรับปรุงแนวเขตนี้
มูลนิธิสืบนาคะเสถียรพร้อมกับเครือข่ายและพันธมิตรด้านสิ่งแวดล้อม มีความกังวลอย่างยิ่ง เกี่ยวกับการเพิกถอนพื้นที่อุทยานแห่งชาติทับลาน กว่า 265,000 ไร่ เนื่องจากการเพิกถอนเปลี่ยนแปลงแนวเขตดังกล่าว กระเทือนต่อความเป็นธรรมในการแก้ไขปัญหาให้แก่ราษฎรในป่าอนุรักษ์ ตามมาตรา 64 พ.ร.บ. อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2562 ที่ดำเนินการมาก่อนหน้านี้ รวมถึงอาจเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มทุนและอาจก่อให้เกิดบรรทัดฐานการแก้ปัญหาพื้นที่ซ้อนทับในเขตอนุรักษ์อื่น ต่อเนื่องกันไปทั่วประเทศ การเพิกถอนพื้นที่ป่าอนุรักษ์เพื่อแก้ไขปัญหาจะไม่ใช่ข้อยุติ แต่กลับส่งผลให้มีการบุกรุกที่ดินของรัฐต่อไปในพื้นที่อื่น ๆ ตามมา
ทั้งนี้ มูลนิธิสืบนาคะเสถียรจึงขอให้เกิดการทบทวนการแก้ไขปัญหาการใช้ที่ดินเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชน ทรัพยากรป่าไม้ และสัตว์ป่าของประเทศชาติต่อไป
‘ภาณุเดช เกิดมะลิ’ ประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร กล่าวว่า ในประเด็นที่ทางเครือข่ายอนุรักษ์ เป็นกังวลอยู่ ณ ขณะนี้ 1) กลไกในการแก้การพิจารหราปัญหาในพื้นที่ ไม่ได้ใช้วิธีที่ถูกต้อง จึงอยากให้ทางกรรมาธิการที่ดิน ช่วยตรวจสอบในประเด็นดังกล่าว 2) ในส่วนพื้นที่ 2.6 แสนไร่ ทางมูลนิธิสืบฯ พบว่ามีความหลากหลายทางด้านประชากร ซึ่งแต่ละกลุ่มก็มีความหลากหลายทางด้านปัญหา ดังนั้นจึงไม่ควรเหมาเข่งในการแก้ไขปัญหา โดยใช้วิธีการเพิกถอนให้เป็นพื้นที่ส.ป.ก. ในลักษณะเดียว เนื่องจากกลุ่มราษฎรที่ได้รับผลกระทบจากการประกาศอุทยานแห่งชาติฯ ทับที่ดิน ควรได้รับการแก้ไขเป็นอันดับแรก โดยการหาแนวทางที่เหมาะสมในการดำเนินการ
ส่วนกลุ่มที่ 2 ที่อยู่มาก่อนปี 2557 ก็มีการผ่อนปรนให้สามารถอยู่ในพื้นที่ได้ แต่สำหรับกลุ่มที่ 3 ซึ่งมีพื้นที่ราวแสนกว่าไร่ เป็นพื้นที่ที่อยู่ระหว่างการติดตามดำเนินคดี มีหลายแปลงอยู่ในระหว่างคำพิพากษาของศาล
"ประเด็นนี้ทำให้รู้สึกว่าถ้าเราเหมาเข่งประเด็นปัญหาทั้ง 3 พื้นที่ มารวมกันแล้วเพิกถอนจากพื้นที่อุทยานแห่งชาติทับลาน จะเป็นลักษณะของการนิรโทษกรรมผู้ที่กระทำผิดในพื้นที่ และทำให้กระบวนการการดูแลจัดการพื้นที่อนุรักษ์จะได้รับผลกระทบทั่วประเทศ"
— ภาณุเดช กล่าว
ข้อกังวลสุดท้าย คือพื้นที่อุทยานแห่งชาติทับลานเป็นพื้นที่มรดกโลกทางธรรมชาติ ในกลุ่มป่าดงพญาเย็นและเขาใหญ่ ซึ่งหากมีกิจกรรมที่เกิดขึ้นในพื้นที่ เฉพาะการเพิกถอนที่ดินอนุรักษ์ จะส่งผลกระทบต่อผืนป่าสัตว์ป่า และคุณค่าความสำคัญของการเป็นมรดกโลกอย่างแน่นอน ดังนั้นหากกลไกในการดำเนินเรื่องเหล่านี้ไม่เป็นไปอย่างชอบธรรม ส่วนตัวมองว่าจะเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีก่อให้เกิดผลกระทบกับพื้นที่อื่นต่อไป
ด้าน ‘พูนศักดิ์ จันทร์จำปี’ ในฐานะกมธ.ที่ดินกล่าวในนามคณะกรรมาธิการ ว่าทุกคนในคณะทำงาน เล็งเห็นถึงความสำคัญของปัญหาที่เกิดขึ้น ทั้งเรื่องการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและปัญหาที่ดิน ซึ่ง กมธ.จะรับเรื่องนี้ไว้เพื่อร่วมกันพิจารณา โดยตั้งเป้าหมายไว้วันที่ 17 กรกฎาคมนี้ โดยจะเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้ามาชี้แจงเพื่อให้ข้อมูล ซึ่งจะประกอบไปด้วยหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องทั้งภาคอนุรักษ์สัตว์ป่าและที่ดิน ซึ่งจะมีการชี้แจงข้อมูลจากภาคประชาสังคม ซึ่งประกอบไปด้วยข้อเท็จจริงและข้อกังขา โดยร่วมกันตรวจสอบและหาข้อสรุปเพื่อแก้ไขปัญหาต่อไป
"เราหวังว่าวันที่ 17 นี้เราตะได้ข้อมูลข้อเท็จจริง หรือข้อสรุปออกมาเพื่อเสนอแนวทางแก้ไขให้กับฝ่ายบริหาร อย่าง รัฐบาล หากมีเรื่องที่เกี่ยวข้องกับมติครม.ที่เคยประกาศไว้ เมื่อปี 2566" พูนศักดิ์ กล่าว




