นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ในฐานะประธานคณะอนุกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาศึกษาสาเหตุและแนวทางการแก้ไขปัญหารวมถึงผลกระทบจากการนำเข้าปลาหมอคางดำ สภาผู้แทนราษฎร เผยผลการประชุม ซึ่งมีการเชิญหน่วยงานต่าง ๆ มาหาารือถึงข้อกฎหมายเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ที่จะสามารถดำเนินการได้ ว่า ได้ข้อสรุปหลังการประชุมกับหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องในการฟ้องร้องคดีต่าง ๆ แบ่งเป็น คดีอาญา คดีแพ่ง และคดีการปกครอง
โดยคดีการปกครอง มีบางภาคส่วนที่ดำเนินคดีกับกรมประมงไปแล้ว โดยเปรียบเทียบตัวกฎหมายในปี 2490 ที่ใช้บังคับในปี 2553-2554 และกฎหมายพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ประมง ที่ใช้บังคับในปี 2558 ในมาตรา 36 ที่ระบุว่า หากอนุญาตไปแล้ว ไม่ทำตามเงื่อนไขจะถูกเพิกถอนใบอนุญาต แต่ใบอนุญาตนั้น เป็นคนละส่วนกันกับใบที่เขียนเงื่อนไขในการนำเข้าปลาหมอคางดำ
สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ระบุว่า ถ้ากระดาษอยู่คนละแผ่น แต่เป็นเรื่องเดียวกัน เนื้อหาเหมือนกัน ต้องพิจารณาร่วมกัน จึงเกิดประเด็นว่า กรมประมงได้ปฏิบัติตามมาตรา 36 ตาม พ.ร.ก.ประมง 2490 หรือไม่ ในเรื่องที่บริษัทเอกชนไม่ได้เก็บครีบและส่งขวดโหลปลา คืนให้กับกรมประมง อาจต้องดำเนินกระบวนการต่าง ๆ ต่อไป เพราะไม่แน่ใจว่า ในเงื่อนไขได้กำหนดเวลาไว้หรือไม่
ส่วนคดีทางอาญา ทุกภาคส่วนลงความเห็นว่า อาจจะยากที่จะเอาผิดในทางอาญาได้
แต่คดีความทางแพ่ง สามารถเอาผิดได้ โดยแบ่งเป็น 2 ส่วน ซึ่งกรมการปกครองส่วนท้องถิ่นก็สามารถฟ้องร้องเอาผิดกับบริษัทเอกชน ในฐานละเมิด ก่อให้เกิดความเสียหายได้
และอีกส่วนเป็นการฟ้องร้องของรัฐโดยตรง ตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมสิ่งแวดล้อม ปี พ.ศ.2535 มาตรา 97 ที่ระบุว่า ถ้าหากผู้ใดทำให้สิ่งแวดล้อมหรือทรัพยากรธรรมชาติเสียหาย ต้องจ่ายค่าชดเชยให้รัฐทั้งหมดได้
กรมทรัพยากรชายฝั่ง ได้ร่วมดำเนินการสำรวจความเสียหายและจะดำเนินการทางกฎหมายต่อไป
นพ.วาโย ระบุด้วยว่า คณะอนุ กมธ.ได้เชิญบริษัทเอกชนเข้ามาชี้แจงเป็นครั้งที่ 3 แล้ว ครั้งนี้ได้ให้คณะกรรมาธิการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม ออกหนังสือเชิญด้วยตัวเอง และยังไม่มีหนังสือลาการประชุม คาดว่า บริษัทเอกชนดังกล่าวได้เข้ามาชี้แจงในที่ประชุมแล้ว




