ของขึ้น! ‘บิ๊กโจ๊ก’ โต้เดือด ‘อาจารย์จุฬาฯ’ ยันไม่เคยโกงข้อสอบ

6 พ.ย. 2568 - 19:38

  • ‘บิ๊กโจ๊ก’ ของขึ้น! โต้ ‘อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์จุฬาฯ’ ปมคดี ‘โกงข้อสอบ’

  • ปะทะคารมเดือดกลางห้องประชุม กมธ.ความมั่นคงฯ ถึงขั้นชี้นิ้วขึ้นเสียง

  • ‘คณาจารย์จุฬาฯ’ ยืนยันทำตามขั้นตอน ยึดหลักนิติศาสตร์ตรวจสอบโปร่งใส

ของขึ้น! ‘บิ๊กโจ๊ก’ โต้เดือด ‘อาจารย์จุฬาฯ’ ยันไม่เคยโกงข้อสอบ

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร ในวาระพิจารณาศึกษาปัญหาและแนวทางการปฏิรูประบบราชการตำรวจในด้านการบริหารงานบุคคลและการดำเนินการทางวินัยของข้าราชการตำรวจ กรณีศึกษา พล.ต.อ.กิตติรัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) มีคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) เรื่องตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรอง ผบ.ตร. ทุจริตข้อสอบของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

โดย พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ และตัวแทนจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประกอบด้วย ศาสตราจารย์ทัชมัย ฤกษะสุต ประธานสภาคณาจารย์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปารีณา ศรีวนิชย์ อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เข้าชี้แจงต่อกรรมาธิการฯ ซึ่งใช้เวลาถึง 3 ชั่วโมง

ในการชี้แจงบางช่วง พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวหาว่า ผู้ช่วยศาสตราจารย์ปารีณา ปฏิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบ มีผลประโยชน์ทับซ้อน และไม่มีพยานหลักฐานชัดเจนว่าตนคือคนโกงสอบ แต่ยอมรับว่า “ได้ซองเอกสารจากลูกน้องที่ตกเป็นผู้ต้องหา” แต่ไม่ทราบว่าในซองเอกสารดังกล่าวคืออะไร จึงมองว่าการตั้งคณะกรรมการสอบสวนดังกล่าวเป็นไปโดยไม่ชอบ

อีกทั้งยังมองว่าอดีตคณบดีฯ มีผลประโยชน์ทับซ้อนกับการตั้งคณะกรรมการสอบสวนกรณีการสอบ เพราะมีสามีเป็นอดีตผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 4 ซึ่งได้รับการแต่งตั้งในสมัยของ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา เป็น ผบ.ตร.ในขณะนั้น ซึ่งมองว่า “พล.ต.อ.จักรทิพย์ เป็นคู่กรณีของตัวเอง” และเชื่อว่าอดีตคณบดีฯ อาจจงใจกลั่นแกล้งเพราะมีผลประโยชน์ทับซ้อนในเรื่องนี้

ด้านอดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ โต้กลับว่า “การตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีเรื่องการโกงข้อสอบเป็นไปโดยถูกต้องตามกระบวนการ และไม่ได้กลั่นแกล้งบุคคลใด ที่ผ่านมายังได้อำนวยความสะดวกให้กับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ในหลายเรื่อง ทั้งเรื่องการนำรถเข้ามาจอดภายในคณะ เพราะโดยปกติแล้วไม่มีนิสิตคนใดสามารถนำรถเข้ามาจอดได้ รวมถึงการเลื่อนสอบในกรณีต่างๆ จนถูกครหานินทาจากนิสิตและอาจารย์คนอื่นๆ ด้วยซ้ำ”

ส่วนกรณีที่มีการพาดพิงว่า “เป็นภรรยาของอดีตผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 4 ในสมัยของ พล.ต.อ.จักรทิพย์” ก็ยืนยันว่า “สามีสังกัดกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 4 มาตั้งแต่ยศนายร้อย จนขึ้นมาดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 4 ได้เพราะเหลืออายุราชการเพียง 1 ปี ซึ่งเป็นไปตามระเบียบของ สตช.”

ขอเอาเกียรติภูมิของความเป็นอาจารย์ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมาเป็นประกัน หากดิฉันตั้งใจจะกลั่นแกล้ง คงไม่เชิญบุคคลภายนอกเข้ามาเป็นคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ด้วย เพราะดิฉันยึดหลักนิติศาสตร์ คือการหาความจริงให้ได้ ส่วนการแจ้งความเอาผิดที่ใช้เวลานานเพราะทางคณะไม่ทราบมาก่อน จนกระทั่งมีข่าวออกมาจึงต้องแจ้งความ หากปล่อยนิ่งเฉยไว้ก็อาจเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ได้

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปารีณา ศรีวนิชย์

ในช่วงท้ายของการชี้แจง พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ถึงกับขึ้นเสียงและชี้นิ้วไปทางอาจารย์จุฬาฯ ระหว่างตั้งคำถามกับผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปารีณา ว่า “ที่บอกว่าสามีของผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปารีณา ไม่ได้ถูกแต่งตั้งโดย พล.ต.อ.จักรทิพย์ นั้นไม่เป็นความจริง เพราะสามีท่าน 33% ขึ้นโดยลำดับอาวุโส ซึ่งตำรวจรู้กันว่าต้องขึ้นผู้บัญชาการประจำ แต่สามีท่านขึ้นผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 4 ถ้าไม่ใช่คนของ ผบ.ตร. ไม่มีทางขึ้นผู้บัญชาการหลักได้ ตำรวจรู้ดี ท่านอย่าบิดเบือนข้อเท็จจริง”

อยากฝากถึงอาจารย์จุฬาฯ ว่าต่อให้ผมได้ข้อสอบมา และต่อให้ผมเปิดอ่าน ถ้าเป็นข้อสอบที่สอบไปแล้วก็คือข้อสอบเก่าใช้ไม่ได้ ขอให้อาจารย์ให้ความเป็นธรรม และผมมองว่าอาจารย์ยังไม่ควรที่จะมาในวันนี้ เพราะถือว่าเป็นเหยื่อที่ถูกใครให้มาก็ไม่รู้ ขอย้ำว่าต่อให้ผมได้ข้อสอบวันนี้แล้วเปิดอ่านและลอกมาเลย ข้อสอบนั้นก็ใช้ไม่ได้ เขาเรียกว่าแนวข้อสอบ ซึ่งข้อเท็จจริงก็ไม่ใช่ความจริง ส่วนข้อสอบ นางสาวทัช ก็ให้กับตำรวจชั้นประทวน ซึ่งเป็นลูกน้องของผม ต้องแจ้งข้อหากับตำรวจชั้นประทวน แต่สุดท้ายก็ไม่ได้แจ้งความ ผมอยากจะถามว่าอาจารย์ในฐานะเป็นนักกฎหมาย เหตุใดจึงฟังความข้างเดียว เหตุใดจึงไม่สอบถามให้รอบด้าน

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล

ขณะที่ ปิยรัฐ จงเทพ สส.กทม.พรรคประชาชน ในฐานะรองประธาน กมธ. ซึ่งทำหน้าที่ประธานแทน รังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ประธาน กมธ. ได้เตือน พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ให้ใจเย็นๆ ทางด้าน พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ จึงกล่าวว่า “ของขึ้นครับ”

นอกจากนี้ในช่วงหนึ่ง ศาสตราจารย์ทัชมัย ชี้แจงตอบโต้ว่า “เราไม่ได้เป็นเหยื่อ แต่อธิการบดีสั่งการให้มาชี้แจงต่อ กมธ.”

ทำให้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ พยายามที่จะตอบโต้อีกครั้ง แต่ ปิยรัฐ ได้ปรามขอให้ใจเย็นๆ ก่อนที่ศาสตราจารย์ทัชมัย จะชี้แจงว่า พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ พูดเป็นเรื่องที่ถูกต้องเรื่องแนวข้อสอบ และหากใครอยากได้แนวข้อสอบก็มีอยู่ในเว็บไซต์ เพราะแนววิชาการก็จะออกอยู่ในประเด็นเดิม ซึ่งสิ่งที่คนที่เป็นบัณฑิตควรจะต้องรู้ ข้อสอบอาจจะออกใหม่ แต่ประเด็นจะซ้ำเดิมซึ่งเป็นแกนของวิชานั้นๆ เพราะฉะนั้นการมีแนวข้อสอบไม่ใช่เรื่องผิดปกติ ส่วนในซองนั้นเป็นข้อสอบหรือไม่เราก็ยังไม่เชื่อ แต่เรารู้ว่ามันสำคัญ ไม่เช่นนั้นจะไม่มีการทักท้วงกัน และสิ่งที่กรรมการพิจารณาไม่ใช่พิจารณาเฉพาะจากคำพูดของพยาน แต่พิจารณาจากหลักฐาน อะไรที่ไม่มีเอกสารหลักฐานเราก็ไม่ตัดสิน

ก่อนจะปิดการประชุม พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ ผู้บังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 1 หรือ “ตำรวจไซเบอร์ 1” หนึ่งในหน่วยงานที่ กมธ. เชิญมาชี้แจง ได้เดินทางมาจากทำเนียบรัฐบาลหลังการแถลงข่าว MOU ปราบสแกมเมอร์ ร่วมนายกรัฐมนตรี เพื่อร่วมประชุมและชี้แจงในประเด็นเกี่ยวข้องกับอำนาจหน้าที่ในการสืบสวนสอบสวนคดีดังกล่าว โดยชี้แจงว่า “ตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยีหรือตำรวจไซเบอร์ ให้อำนาจหน้าที่ในการสืบสวนคดีในลักษณะดังกล่าว อีกทั้งการสืบสวนในคดีนี้เป็นการขยายผลจากอุปกรณ์โทรศัพท์มือถือและอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ในคดีเว็บพนันออนไลน์ของมินนี่ ซึ่งมีพยานหลักฐานเป็นจำนวนมาก โดยต่อมาพบข้อมูลการพูดคุยสนทนาในเชิงลักษณะการนำข้อสอบออกจากห้องสอบ เข้าข่ายความผิดตามกฎหมายอาญา จึงเข้าข่ายขอบเขตอำนาจที่สามารถดำเนินการได้

ยืนยันว่า พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ไม่ได้เป็นผู้ต้องหาในคดีดังกล่าว เนื่องจากไม่มีพยานหลักฐานไปถึง อีกทั้งในการให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนและการออกทีวีหลายครั้งก็ยืนยันว่า พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ไม่ใช่ผู้ต้องหา และให้เกียรติมาโดยตลอด ส่วนเรื่องคำสั่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง เป็นอำนาจหน้าที่ของ ผบ.ตร. ที่ดำเนินการ ผมไม่ทราบในส่วนนี้

พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ

พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ กล่าวอีกว่า ส่วนคดีที่เกี่ยวข้องกับการ “โกงข้อสอบ” ขณะนี้ทราบว่าอัยการได้ส่งสำนวนกลับมาให้ตรวจสอบเพิ่มเติมใน 5 ประเด็น ซึ่งขณะนี้ทราบว่าตำรวจเจ้าของคดีอยู่ระหว่างการดำเนินการสืบสวนสอบสวนตามประเด็นที่อัยการส่งสำนวนกลับมา

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์