‘บิ๊กโจ๊ก’ จ่อฟ้อง ‘นายกฯ-ก.ตร.’ ปมสั่งปลด ติง ‘เศรษฐา’ อย่าสร้างวาทกรรม

27 มิ.ย. 2567 - 15:36

  • ‘บิ๊กโจ๊ก’ จ่อฟ้อง‘นายกฯ-ก.ตร.’ ปมเห็นชอบคำสั่งให้ออกจากราชการถูกต้อง

  • ย้อน ‘เศรษฐา’ บอกจะให้ความเป็นธรรม แต่การกระทำไม่ใช่ เตือนอย่าสร้างวาทกรรม เห็นใจ ‘นายกฯ’ มาจากภาคธุรกิจอาจไม่เข้าใจกฎหมาย สอนมวยเป็นนายกฯ ต้องชัดเจน

  • ท้า ‘วินัย’ แฉข้อมูลให้ครบทุกด้าน

suracheat_srettha_wissanu_27_june_2024_SPACEBAR_Hero_1aceaca11c.jpg

หลังที่ประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานเมื่อวานนี้ (26 มิ.ย.) มีมติเห็นชอบว่าคำสั่งให้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล ออกจากราชการไว้ก่อน ชอบด้วยกฎหมาย 

ล่าสุดวันนี้ (27 มิ.ย.) พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล ออกมาเคลื่อนไหวให้สัมภาษณ์สื่อต่อเรื่องดังกล่าวว่า ผลที่ออกมาไม่ใช่เรื่องที่ผิดความคาดหมาย และรู้อยู่แล้วว่าต้องเป็นแบบนี้ เพราะตัวเองเป็นรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และเป็นตำรวจ ย่อมรู้วิธีการดำเนินการของตำรวจดี 

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ พยายามชี้ให้เห็นว่า ผลการประชุม ก.ตร. ที่ พล.ต.ท.อนุชา รมยะนันทน์ เลขานุการ ก.ตร. แถลงเมื่อวานนี้ คือการเน้นย้ำว่า ก.ตร. ไม่มีอำนาจพิจารณา ต้องรอให้คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมข้าราชการตำรวจ (ก.พ.ค.ตร.) เป็นผู้ชี้ขาดเท่านั้น

พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า วันนี้ ก.พ.ค.ตร. ยังอยู่ระหว่างการพิจารณา แต่กลับมีความพยายามที่จะไปเอามติของคณะอนุวินัยฯ ที่มีมติเห็นชอบว่าการดำเนินการของ พล.ต.อ. กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รักษาร ผบ.ตร. ในขณะนั้นชอบด้วยกฎหมาย นำมาเข้า ก.ตร. เพื่อให้มีมติเห็นชอบ 

ทั้งที่ คณะอนุวินัยฯ ไม่มีอำนาจในการพิจารณาเรื่องร้องทุกข์ มีอำนาจอย่างเดียวคือการพิจารณาว่า ผบ.ตร. มีอำนาจทำอะไรได้ไม่ได้ อีกทั้งยังพยายามพูดแค่มาตรา 131 (1) ที่ว่าด้วยอำนาจตามกฎหมายในการให้ออกหรือพักราชการ แต่ไม่ได้ไปดูมาตรา 131 (6) ที่พูดถึงหลักเกณฑ์การใช้ว่าการให้ออกจากราชการหรือพักราชการต้องรอผลการสอบสวนก่อน

“เพียงแต่ว่าท่านลักไก่ คือพูดไม่ครบ พูดง่ายๆ ว่าเร่งรีบจนดูไม่ครบ ไปดูแค่ข้อหนึ่งว่ามีอำนาจ แต่ท่านลืมดูวงเล็บหก”

เมื่อถามว่าการที่ นายกรัฐมนตรี เป็นหนึ่งใน ก.ตร. และเห็นด้วยว่าคำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนชอบด้วยกฎหมายมีนัยยะอะไรหรือไม่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เชื่อว่ามีนัยยะ พร้อมพยายามชี้ให้เห็นว่า ตอนแรกที่ทำหนังสือทักท้วงนายกรัฐมนตรีไปว่าคำสั่งให้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนและคำสั่งในออกจากราชการไว้ก่อนไม่ถูกต้อง และขอให้นายกรัฐมนตรีมีคำสั่งให้ ผบ.ตร. ยกเลิกคำสั่งดังกล่าว 

ต่อมานายกรัฐมนตรีมีหนังสื่อที่ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีลงนามมาชี้แจงว่า คำสั่งทั้ง 2 คำสั่ง ชอบด้วยกฎหมาย แต่เมื่อกฤษฎีกามีข้อสังเกตว่าคำสั่งดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่เป็นไปตาม พ.ร.บ.ตำรวจ 2565 มาตรา 120 นายกฯ ก็ออกมาพูดใหม่ว่าคำสั่งไม่สมบูรณ์ ไม่สามารถนำความขึ้นกราบบังคมทูลได้ และได้ส่งหนังสือที่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขอให้นายกฯ นำความขึ้นกราบบังคมทูลกลับมาที่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ จุดนี้เป็นสิ่งที่บ่งบอกว่า นายกรัฐมนตรียืนยันว่าคำสั่งไม่ถูกต้อง ถ้าถูกต้องต้องนำความกราบบังคมทูลแล้ว ถ้าไม่ทำก็มีความผิดตามมาตรา 114

“นายกฯ ก็เซฟตัว ส่งให้กฤษีกาตีความ มีกฤษฎีกาเป็นหลังพิง นายกฯ ก็ส่งกลับไปเลย ก็โยนไปให้ ผบ.ตร. คุณทำเอง คุณต้องไปแก้เอง นายกฯ ก็นึกว่าพ้นตัว ต่อมา นายกฯ ไปนั่งเป็นประธาน ก.ตร. เมื่อวาน นายกฯ ไปนั่งเป็นประธาน แล้วไม่คัดค้านได้อย่างไร ว่าคำสั่งไม่ถูกต้อง และยังไปรับรองอีกว่าคำสั่งถูกต้อง อย่างนี้เขาเรียกว่าความผิดสำเร็จแล้ว ความผิดมันสำเร็จนายกฯ ไม่นำความขึ้นกราบบังคมทูล ไปรับรองว่าคำสั่งถูกต้องจะตกหลุมพรางหรือเปล่า ผมไม่รู้ แต่เมื่อท่านไปรับรอง ความผิดมันสำเร็จ”

หลังจากนี้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ บอกว่าจะเดินหน้ายื่นฟ้อง นายกรัฐมนตรี เศรษฐา ทวีสิน และคณะกรรมการ ก.ตร. รวม 12 คน ที่รับรองว่าคำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนชอบด้วยกฎหมาย เพราะเรื่องนี้ ก.ตร. ไม่มีอำนาจพิจารณา ย้ำว่าสิ่งที่ตัวเองทำ ไม่ได้ต้องการเป็นศัตรูกับใคร เพียงแค่ต้องการทำในสิ่งที่ถูกต้อง ยันไม่ได้ท้ารบตำรวจทั้งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แต่ต่อสู้เพื่อความเป็นธรรม เชื่อว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคงเป็นเพราะไม่มีผู้ใต้บังคับบัญชาคนไหน กล้าบอกว่าคำสั่งผู้บังคับบัญชาไม่ถูกต้อง และการฟ้องครั้งนี้ไม่ใช่ ไม่เชื่อคำแนะนำของอาจารย์วิษณุ เพียงแต่จำเป็นต้องรักษาสิทธของตัวเอง

พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ยังมองว่า วันนี้ไม่มีใครอยากกลืนน้ำลายตัวเอง ขณะที่นายกฯ ท่านก็ไม่เข้าใจข้อกฎหมาย ท่านก็งง แต่เข้าใจว่าท่านมาจากภาคธุรกิจ และท่านมาใหม่อาจไม่รู้เรื่อง ลืมไปว่าคำสั่งมันไม่ชอบ 

ส่วนการที่นายกฯ ให้สัมภาษณ์สื่อวันนี้ว่าจะคืนความเป็นธรรมให้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ มองว่าเป็นแค่วาทกรรมที่สวยหรู แต่ทำไม่ได้จริง และหากจะพูดอะไรก็พูดได้ บอกจะปราบหนี้นอกระบบ แต่ทุกวันนี้ยังมีชาวบ้านผูกคอตายอยู่ ใครพูดก็พูดได้แต่ต้องทำจริงด้วย

“มันเป็นแค่วลี เป็นวาทกรรมเฉยๆ ถ้าท่านบอกว่าให้ความเป็นธรรมกับผม ท่านไปนั่งเป็นประธาน ก.ตร. ทำไมท่านไม่คัดค้าน ทำไมท่านไม่พูดในที่ประชุมว่าคำสั่งมันไม่สมบูรณ์ ทำไมท่านไปรับรองมติ”

ย้ำว่าไม่ได้ไม่เชื่อนายกฯ แต่ท่านพูดว่าให้ความเป็นธรรม แต่การปฏิบัติมันไม่ใช่ มันเป็นวาทกรรม และถ้าผมเป็นนายกรัฐมนตรี ผมต้องทำความชัดเจน ในเมื่อคำสั่งไม่สมบูรณ์ผมต้องบอกแล้วว่าวาระนี้ผมไม่นำเข้า ไปรอคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมฯ จะนำเข้าทำไมในเมื่อไม่มีอำนาจพิจารณา 

นอกจากนี้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ยังมองว่า ก่อนนายกฯ มีคำสั่งให้ตัวเองกลับมาสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และถูกปลดในวันเดียวกัน พล.ต.อ. กิตติ์รัฐ ได้เข้าไปพบนายกฯ ก่อนมีคำสั่งออกมา จึงตั้งข้อสังเกตว่าแบบนี้นายกฯ จะเข้าข่ายสนับสนุนหรือไม่

แต่ยอมรับว่า ณ เวลานี้ ยังคงมีความหวังที่จะได้รับความเป็นธรรมจาก คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมข้าราชการตำรวจ (ก.พ.ค.ตร.) แต่หากผลออกมาเป็นลบก็จะสู้ต่อ โดยยื่นคำร้องให้ศาลปกครองสูงสุดเป็นผู้พิจารณา เมื่อผลออกมาไม่ว่าจะคุณหรือโทษก็พร้อมน้อมรับ

ส่วนประเด็นที่ พล.ต.อ.วินัย ทองสอง หนึ่งในคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงระหว่าง พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุวิมล และ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ บอกว่าจะแฉผลสอบว่าใครทำอะไรผิดบ้าง พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ มองว่า หากจะแฉก็ควรแฉให้ครบทั้ง 2 ฝ่าย อย่าแฉแค่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่อย่าลืมว่าท่านไม่ใช่ศาลที่จะมาตัดสินว่าใครผิด

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์