เป็นเวลากว่า 4 เดือนแล้ว ที่ พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ หักพาล ได้ยื่นเรื่องอุทธรณ์ต่อ ก.พ.ค.ตร. เพื่อขอให้พิจารณาว่าคำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน ที่ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รองผบ.ตร.เป็นผู้ลงนาม ขณะดำรงตำแหน่งรักษาการผบ.ตร. ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ล่าสุดวันนี้ (1 ส.ค.) พล.ต.ท.อนุชา รมยะนันทน์ ผู้บัญชาการสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ในฐานะผู้ช่วยเลขานุการคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมข้าราชการตำรวจ (ก.พ.ค.ตร.) เปิดเผยว่า วันนี้คณะกรรมการ ก.พ.ค.ตร. อยู่ระหว่างการพิจารณาข้อมูลต่างๆ อย่างรอบด้าน เนื่องจากมีข้อมูลค่อนข้างเยอะ ซึ่งการพิจารณาวันนี้ เป็นการพิจารณาต่อเนื่องจากวันอังคารที่ผ่านมา (30 ก.ค.) หลังคณะกรรมการฯ ได้เชิญ พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ และ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ มาให้ถ้อยคำด้วยวาจา

และจากการสอบถามในที่ประชุม เชื่อว่าวันนี้คณะกรรมการฯ น่าจะยังไม่ได้ข้อสรุป ต้องนำไปพิจารณาต่อในนอังคารหน้า (6 ส.ค.) หรือช้าสุดคือวันพฤหัส ( 15 ส.ค.) และแม้คณะกรรมการฯ จะมีคำวินิจฉัยออกมาแล้ว ก็ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ เพราะต้องส่งคำวินิจฉัยไปให้ผู้ยื่นคำอุทธรณ์และคู่กรณีได้รับทราบก่อน และเมื่อชัดเจนว่าได้รับคำวินิจฉัยแล้ว ในส่วนของตำรวจถึงจะเปิดเผยต่อสาธารณะได้ แต่มั่นใจว่าคณะกรรมการฯ จะมีคำวินิจฉัยเรื่องนี้ออกมาภายในสัปดาห์หน้า
ส่วนที่มีข่าวลือว่าคณะกรรมการฯ มีมติ 6 ต่อ 0 ว่าคำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนชอบด้วยกฎหมาย พล.ต.ท.อนุชา ตอบว่า ไม่ทราบรายละเอียด ย้ำว่าตอนนี้คณะกรรมการฯ ยังไม่มีมติอะไรออกมา พร้อมยืนยันว่า การลงมติของ ก.พ.ค.ตร. ครั้งนี้ ปราศจากการแทรกแซงทางการเมือง เพราะคณะกรรมการแต่ละท่านเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ และอดีตข้าราชการระดับสูง ไม่ได้กำหนดตัวมาว่าจะให้ใครเข้ามาเป็นคณะกรรมการ

เมื่อถามว่าเมื่อคณะกรรมการฯ ได้ข้อสรุปเรื่องคำวินิจฉัยแล้ว ต้องส่งเรื่องไปยังสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อให้นายกรัฐมนตรีนำเรื่องขึ้นทูลเกล้าฯ ได้เลยหรือไม่ พล.ต.ท.อนุชา อธิบายว่า หน้าที่หลักของคณะกรรมการฯ คือส่งคำวินิจฉัยให้คู่กรณีได้รับทราบ แต่หากสำนักนายกรัฐมนตรี หรือ สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ต้องการทราบผลคำวินิจฉัย เพื่อนำไปดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมายต่อ แจ้งมาว่ารอผลส่วนนี้อยู่เราก็จะแจ้งผลไปให้รับทราบ หมายความว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องทำเรื่องร้องขอมาก่อนทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ถึงจะส่งผลคำวินิจฉัยกลับไปให้
ส่วนนายกรัฐมนตรีสามารถนำเรื่องขึ้นทูลเกล้าฯ ได้ทันทีหรือไม่ เมื่อทราบผลคำวินิจฉัยแล้ว พล.ต.ท.อนุชา ระบุว่า ตามกฎหมายคำวินิจฉัยของ ก.พ.ค.ตร. ถือเป็นที่สุด หมายความว่าหน้าที่ของฝ่ายบริหารจบแล้ว ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของหน่วยงานที่มีอำนาจพิจารณาดำเนินการต่อ แต่หาก พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ รู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม สามารถไปยื่นเรื่องต่อศาลปกครองสูงสุดให้พิจารณาต่อคำร้องใหม่ได้
“ผู้ที่รู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรมสามารถไปใช้สิทธิทางศาลได้อีกอำนาจหนึ่ง คืออำนาจตุลาการ ในส่วนของอำนาจบริหารจบแล้ว อำนาจบริหารคือฝ่ายรัฐบาล คณะรัฐมนตรี รวมถึงส่วนราชการ วันนี้องค์กรที่ทำหน้าที่วินิจฉัยคำอุทธรณ์ ก็คือองค์กรในส่วนบริหารท่านวินิจฉัยแล้วว่าถูกต้องหรือไม่ถูกต้อง เมื่อถูกต้องก็สามารถดำเนินการในฝ่ายบริหารได้เลยครับ”
แต่หากคำวินิจฉัยออกมาว่าคำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้ที่ลงนามในคำสั่งนั้นจะต้องรับผิดชอบอย่างไร พล.ต.ท.อนุชา ตอบว่า เป็นเรื่องทางปกครอง เป็นเรื่องเกี่ยวกับการใช้ดุลพินิจไม่ชอบ ที่จะต้องมีการเพิกถอนคำสั่ง แต่ความผิดทางอาญาต้องตรวจสอบอีกครั้งหรือต้องให้ศาลเป็นผู้พิจารณา
“ในทางปกครองแล้ว มีหน้าที่วินิจฉัยแค่ว่าคำสั่งดังกล่าวชอบหรือไม่ชอบ ถูกต้องหรือไม่ถูกต้อง ถ้าไม่ถูกต้อง ต้องทำอย่างไร ไม่ได้วินิจฉัยถึงผู้ที่ออกคำสั่ง”

ส่วนประเด็นที่ ธวัชชัย ไทยเขียว หนึ่งใน ก.พ.ค.ตร. ออกมาให้ข้อมูลว่าหากคะแนนเสียงของคณะกรรมการฯ พิจารณาคำอุทธรณ์มีคะแนนเท่ากัน ประธานคณะกรรมการฯ สามารถออกเสียงเพิ่มเพื่อชี้ขาดผลคำวินิจฉัยได้ พล.ต.ท.อนุชา ยืนยันว่าตามระเบียบและกฎหมายเป็นเช่นนั้น




