‘บิ๊กโจ๊ก’ เข้าทำเนียบฯ รายงานค้ามนุษย์ หลังสหรัฐฯ ชมไทยปราบปรามได้ดี ยันคดีทุนจีนสีเทาไม่มีมวยล้ม

1 ธ.ค. 2565 - 15:00

  • ‘บิ๊กโจ๊ก’ บุกทำเนียบฯ รายงานค้ามนุษย์ หลังสหรัฐอเมริกาชมไทยปราบปรามได้ดี

  • เผยคดีทุนจีนสีเทาคืบหน้ากว่า 90% ยันไม่มีมวยล้ม ทุกอย่างตรงไปตรงมา

Surachet_enters_the_report_on_the_situation_of_human_trafficking_SPACEBAR_Hero_2c818a0127.jpeg
พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รองผบ.ตร.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังเดินทางมาที่ทำเนียบรัฐบาล (1 ธันวาคม 2565) ว่า ไม่ได้มาพบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม แต่มาพบประสานในระดับเจ้าหน้าที่ เป็นเรื่องความคืบหน้าปราบปรามการค้ามนุษย์ เพราะการปราบปรามการค้ามนุษย์ประเทศสหรัฐอเมริกาชมเชยประเทศไทยในขณะที่ประเทศไทยได้รับการจัดลำดับตามรายงานสถานการณ์การต่อต้านการค้ามนุษย์ อยู่ในสถานะเทียร์ 2 จึงได้เร่งรัดปราบปรามและบังคับใช้กฎหมายในภาพรวม 

รองผบ.ตร. กล่าวว่า วันนี้รัฐบาลไทย ตั้งคณะทำงานประสานและติดตามงานด้านการป้องกันและปราบปราม การค้ามนุษย์ โดย นายกฯ และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ได้ตั้งให้ตนเป็นประธาน ซึ่งพูดง่ายๆ ว่าเป็นคณะทำงานฯ ที่นำเหยื่อเข้ามาเป็นคณะทำงานฯ  โดยจะให้เหยื่อเป็นศูนย์กลาง ดังนั้นตนจึงต้องขับเคลื่อนคณะกรรมการชุดนี้ต่อไป และในช่วงบ่ายวันนี้จะเดินไปทางไปจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อไปดูเรื่องการค้ามนุษย์  

รองผบ.ตร. ยังให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการดำเนินคดีกลุ่มทุนจีนผิดกฎหมาย ว่า เรื่องดังกล่าวตนรายงานพล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ซึ่งท่านจะเป็นผู้รายงานนายกรัฐมนตรี โดยเรื่องนี้ นายกฯ ได้กำชับครั้งล่าสุดในที่ประชุม ก.ตร. ว่าให้ดำเนินคดีอย่างตรงไปตรงมา “ยืนยันเราทำงานยึดหลักกฎหมายตรงไปตรงมาสาวถึงใครก็ว่าไปตามนั้น ถ้าไม่ถึงก็ต้องให้ความเป็นธรรม”  

เมื่อถามว่า ปัจจุบันยังมีกลุ่มทุนผิดกฎหมายอยู่ในเมืองไทยอีกหรือไม่ รองผบ.ตร.กล่าวว่า คิดว่าวันนี้หนีออกไปเยอะแล้ว กลุ่มเหล่านี้หลบหนีจากจีนมาอยู่กัมพูชา เมื่อถูกกวาดล้างหนักก็หนีมาอยู่ไทยและลาว เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ตนได้คุยกับ ผบ.ตร.สปป.ลาว เมื่อเราจับมือกันแบบนี้คนสองสัญชาติก็ต้องไม่มีแผ่นดินอยู่ ไปอยู่ที่อื่น  

“วันนี้กลุ่มคนที่อยู่แบบผิดกฎหมายที่ไม่ใช่กลุ่มทุนจีนที่มีปัญหา เขาก็หนีไปเป็นร้อยคนแล้ว เพราะเขาก็กลัวจึงออกไปก่อนดีกว่า แต่หลังจากนี้เราต้องเข้มงวดตั้งแต่กองบังคับการตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) และการให้วีซ่า อย่างกรณีการจับกุม โทนี่ หรือ เฉิน จ้าวฮุ้ย ที่ถือวีซ่าธุรกิจ ก็ต้องตรวจสอบว่าออกได้อย่างไร ถูกต้องหรือไม่ ถ้าไม่ถูกก็ต้องเพิกถอน หากใครเกี่ยวข้องกับการให้วีซ่าทีไม่ถูกกฎหมายต้องถูกดำเนินคดีหมด เช่นวีซ่านักเรียนที่ให้กับคนอายุ 57 ปี แบบนี้ออกมาได้อย่างไร ต้องถูกดำเนินคดีแน่ไม่ปล่อยไว้ เพราะบุคคลเหล่านี้ไม่ได้เข้ามาเพื่อลงทุน แต่มาก่ออาชญากรรม” 

เมื่อถามว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้น มีการเชื่อมโยงนักการเมืองหรือไม่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า ยังไม่พบการเชื่อมโยง ตอนนี้เรารวบรวมพยานหลักฐานและมาวิเคราะห์ ร่วมกับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(ปปง.) และสำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) หากถึงใครก็ว่าไปตามนั้น ซึ่งปัจจุบันการสืบสวนถือว่าไปได้ประมาณ 90% แล้ว แต่ต้องทำอย่างรอบคอบเพราะบุคคลนี้มีทนายความ มีนักกฎหมายที่เก่ง มีเงินเยอะ เรากำลังสู้กับคนมีฐานะการเงินที่สูง จึงต้องทำอย่างรอบคอบ แต่ไมได้หมายความเราจะกลัว วันนี้เราต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างรวดเร็วและและเป็นธรรม 

เมื่อถามว่า ที่ระบุว่ากลุ่มทุนจีนมีทั้งอำนาจและเงิน จะไม่เกิดมวยล้มใช่หรือไม่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า “ไม่มีๆ ถ้าผมทำ ไม่มีมวยล้มแน่ ถ้าเราไม่มีผลประโยชน์เราตัดสินใจง่าย เรื่องนี้ผมทำสบายใจมาก เพราะทำอย่างตรงไปตรงมา แต่อาจจะเหนื่อย เพราะเอกสารเยอะ เนื้อหาเยอะเราก็ต้องกรองให้ดีจะออกหมายจับหมายค้นก็ต้องอธิบายศาล แม้เป็นคดีที่ต้องใช้คนเยอะ แต่เราเป็นตำรวจก็ต้องทำ เมื่อไม่มีผลประโยชน์มันตัดใจง่าย รับเรื่องนี้ไม่มีมวยล้ม”

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์