ถอดรหัสวิกฤต Biodiversity Collapse ธรรมชาติเสื่อมกับความเสี่ยงและการปรับตัว

8 มิ.ย. 2569 - 10:21

  • Biodiversity Collapse ถูกยกเป็น “คลื่นความเสี่ยงลูกใหญ่” ที่อาจสร้างผลกระทบกว้างไกลและฟื้นกลับได้ยากกว่าโลกร้อน

  • ผู้เชี่ยวชาญชี้การลงทุนปกป้องธรรมชาติวันนี้คุ้มค่ากว่าการฟื้นฟูหลังระบบนิเวศเสียหาย

  • ไทย-อาเซียน-ยุโรป เดินหน้ากลไก Nature Positive และ OECM เพื่อหยุดการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพภายในปี 2030

ถอดรหัสวิกฤต Biodiversity Collapse ธรรมชาติเสื่อมกับความเสี่ยงและการปรับตัว

ท่ามกลางวิกฤตโลกเดือดที่ผู้คนตื่นตัว เรื่องที่เราอาจยังไม่รู้คือ มีคลื่นใต้น้ำลูกใหญ่ที่กำลังก่อตัวขึ้นเงียบๆ และพร้อมจะซัดทำลายล้างทุกสิ่งอย่างรุนแรงยิ่งกว่า นั่นคือ “การล่มสลายของความหลากหลายทางชีวภาพ” (Biodiversity Collapse) สัญญาณเตือนภัยครั้งสำคัญที่สะท้อนว่า ธรรมชาติกำลังเสื่อมโทรมขั้นสุด และมันไม่ใช่แค่เรื่องของสัตว์ป่าหรือต้นไม้ แต่คือวิกฤตที่กระทบต่อความมั่นคงทางอาหาร น้ำ สุขภาพ พลังงาน และระบบเศรษฐกิจของมนุษยชาติโดยตรง

สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) เปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนมุมมองต่อความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมที่โลกกำลังเผชิญ โดยหนึ่งในประเด็นสำคัญ คือ เวที “Biodiversity Collapse: ธรรมชาติเสื่อมกับความเสี่ยงและการปรับตัว” ในงานสัมมนาวิชาการครบรอบ 33 ปี สิ่งแวดล้อมโลก สิ่งแวดล้อมไทย : ปรับเพื่ออยู่ รู้เพื่อรอด ซึ่งมุ่งสะท้อนทิศทางการปรับตัวของประเทศต่างๆ ต่อวิกฤตธรรมชาติ พร้อมผลักดันแนวทางการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพสู่ทั้งระดับนโยบายและภาคปฏิบัติ

ดร.เบญจมาส โชติทอง ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาโครงงานและแผนงาน สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย
ดร.เบญจมาส โชติทอง ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาโครงงานและแผนงาน สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย

ดร.เบญจมาส โชติทอง ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาโครงงานและแผนงาน สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ได้สรุปภาพความเสี่ยงระดับโลกที่น่าสนใจไว้ 7 ประเด็น อาทิ วิกฤตดินเสื่อมโทรม เป็นเรื่องด่วนที่ต้องให้ความสำคัญเพิ่มขึ้น ภูมิปัญญาท้องถิ่น = ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ คือ สะพานเชื่อมความสมดุลระหว่างคนกับธรรมชาติ Nature is Stakeholder ต้องมองว่าธรรมชาติคือหนึ่งในผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในธุรกิจและชีวิตของเรา การลงทุนเพื่อปกป้องธรรมชาตินั้น "ถูกและคุ้มค่า" กว่าการฟื้นฟูภายหลังเมื่อเสียหายไปแล้วและไม่สามารถฟื้นกลับให้เหมือนเดิมได้ทั้งหมด  พร้อมเน้นย้ำสถานการณ์สิ่งแวดล้อมของโลกยังไม่เลยจุดแก้ไข แต่โอกาสจะน้อยลงไปเรื่อยๆ จึงต้องรีบดำเนินการโดยเร็ว เพราะ "ธรรมชาติเป็นหนึ่งในผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของเราเช่นกัน

“แม้ปัจจุบันความเสี่ยงด้าน Biodiversity Collapse อาจจะยังไม่ใช่คลื่นลูกแรกๆ ที่คนทั่วไปนึกถึง เมื่อเทียบกับโรคระบาด เศรษฐกิจ หรือวิกฤตโลกร้อน แต่หากคลื่น Biodiversity Collapse ซัดมาถึง จะสร้างความเสียหายที่รุนแรงและหนักหนายิ่งกว่า รวมทั้งมีผลกระทบวงกว้างอย่างมหาศาล และที่สำคัญโลกจะไม่สามารถหาสิ่งใดมาทดแทนให้เหมือนเดิมได้ เพราะธรรมชาติและระบบนิเวศ เปรียบเสมือนรั้วบ้าน รั้วโรงงาน ที่ทำหน้าที่คอยดูแลความปลอดภัยของผู้คนและทรัพย์สินภายใน หากรั้วหายไป บ้านหรือโรงงานก็จะไม่มีความปลอดภัย”

ดร.วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ ประธานที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวปาฐกถาที่เปรียบเทียบให้เห็นภาพความรุนแรงของปัญหานี้ไว้อย่างน่าสนใจ

คุณพรฤทัย โชติวิจิตร เจ้าหน้าที่ติดตามและประเมินผลโครงการ IUCN ได้อธิบายถึงทิศทางการปรับตัวของธุรกิจว่า การสูญเสียระบบนิเวศมาจาก 5 ปัจจัยสำคัญ ประกอบด้วย

  1. การเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินและมหาสมุทร
  2. การใช้ทรัพยากรเกินขีดจำกัด
  3. การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ
  4. การก่อมลพิษ
  5. การแพร่กระจายของชนิดพันธุ์ต่างถิ่นรุกราน

จึงจำเป็นต้องส่งเสริมการขับเคลื่อน Nature Positive เพื่อหยุดยั้งการสูญเสียและพลิกฟื้นธรรมชาติ ภายในปี 2030 รวมทั้งการฟื้นฟูอย่างสมบูรณ์ได้ ภายในปี 2050

สำหรับนโยบายสิ่งแวดล้อมสีเขียวของอาเซียน ปัจจุบันมีการปรับสู่การสร้างความร่วมมือระดับภูมิภาคเพื่อรับมือความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมร่วมกัน โดย คุณนิภัสสร คำภา ผู้อำนวยการกองสังคมและวัฒนธรรม กรมอาเซียน ขยายความว่า “การขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจสีเขียว เป็นหนึ่งในโจทย์สำคัญที่ต้องสร้างความร่วมมือกันในระดับภูมิภาค ผู้นำของแต่ละประเทศในภูมิภาคจึงให้ความสำคัญกับประเด็นการอนุรักษ์และจัดการความหลากหลายทางชีวภาพและทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน ผ่าน 3 แนวทางการดำเนินงานที่สำคัญ ได้แก่ คณะทำงานอาเซียนด้านการอนุรักษ์ธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ (AWGNCB), ศูนย์อาเซียนว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ (ACB) และอุทยานมรดกอาเซียน (AHPs)”

สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย เปิดเวทีสัมมนาวิชาการ “Biodiversity Collapse: ธรรมชาติเสื่อมกับความเสี่ยงและการปรับตัว”
สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย เปิดเวทีสัมมนาวิชาการ “Biodiversity Collapse: ธรรมชาติเสื่อมกับความเสี่ยงและการปรับตัว”

เครื่องมือฟื้นฟูระบบนิเวศ

ขณะที่สหภาพยุโรปได้ริเริ่มกลไก EU Nature Credits เป็นเครื่องมือทางเศรษฐกิจเพื่อจูงใจให้เกิดการฟื้นฟูระบบนิเวศอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่ง คุณสาโรช ศรีใส ผู้จัดการโครงการ คณะผู้แทนสหภาพยุโรป ประจำประเทศไทย ให้รายละเอียดเครื่องมือนี้ว่า “การขับเคลื่อน Nature Credit ประกอบด้วย 6 ส่วนสำคัญ ได้แก่ ต้องสอดคล้องกับนโยบายของ EU (EU Aligned), ขับเคลื่อนตามแนวทาง Nature Positive (Nature Positive Action), วัดผลความสำเร็จได้ (Verified Outcomes), อยู่บนพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ (Science-based), มาตรฐานด้านความโปร่งใส (High Integrity) และการเป็นเครื่องมือใหม่ทางการเงิน ด้วยรูปแบบการลงทุนที่ส่งเสริมการอนุรักษ์ฟื้นฟูธรรมชาติ”

คุณวัชรินทร์ เศรษฐกุดั่น ผู้อำนวยการฝ่ายข่าวต่างประเทศ MCOT ได้เล่าถึงประเทศจีนซึ่งมีพื้นที่มหาศาลและมีความหลากหลายของชนิดพันธุ์สูงในลำดับต้นของโลก ได้มีทิศทาง Green Transition ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจสู่การเติบโตสีเขียว ซึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญว่า “ประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ส่งเสริมนโยบายภูเขาสองลูก คือ ภูเขาเขียว น้ำใส และ ภูเขาเงิน ภูเขาทอง การเชิญชวนประชาชนเป็นจิตอาสาปลูกป่าช่วยชาติ ทำให้สามารถปลูกป่าได้มากกว่า 7.8 หมื่นล้านต้น ปรับการผลิตและการบริโภค เพื่อขับเคลื่อนสู่เศรษฐกิจสีเขียวได้สำเร็จ”

ย้อนกลับมาที่ประเทศไทย คุณธนิรัตน์ ธนวัฒน์ นักวิจัยอาวุโส สถาบันสิ่งแวดล้อมไทยมีการนำเสนอโอกาสใหม่ในการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพนอกเขตพื้นที่คุ้มครอง หรือ OECMs ที่เปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนดำเนินการได้เอง หรือร่วมมือดำเนินการ โดยเน้นย้ำความสำคัญว่า “การพัฒนาพื้นที่ OECM เป็นทางเลือกใหม่ในการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพของพื้นที่ ภายใต้การมีส่วนร่วมจากภาคส่วนต่างๆ ในการร่วมกันดูแลพื้นที่ โดยขับเคลื่อนผ่าน 3 รูปแบบ ทั้งการอนุรักษ์หลัก การอนุรักษ์รอง และการอนุรักษ์เสริม ซึ่งการขับเคลื่อน OECM จะช่วยเพิ่มอัตราเร่งในการบรรลุเป้าหมายการพื้นที่อนุรักษ์ 30x30 ที่มุ่งรักษาระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพให้คงอยู่”

เวทีนี้ได้สะท้อนให้เห็นว่าหลายประเทศกำลังเร่ง “เปลี่ยนผ่าน” แนวทางการพัฒนาไปสู่เศรษฐกิจและสังคมที่ให้คุณค่ากับธรรมชาติมากขึ้น โดยเริ่มมีแนวโน้มการใช้ “Nature-Positive” และการฟื้นฟูธรรมชาติที่ภาคธุรกิจและภาคการเงินทั่วโลกเริ่มให้ความสำคัญกับ “ทุนทางธรรมชาติ” มากขึ้น ผ่านมุมมองจากวิทยากรและผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้อง

ทั้งนี้ จำเป็นต้องสร้างความเข้าใจว่าความล่มสลายของความหลากหลายทางชีวภาพ ไม่ใช่เพียงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็น “ความเสี่ยงเชิงระบบ” ที่เชื่อมโยงกับอนาคตของการพัฒนาและคุณภาพชีวิตของผู้คน การสูญเสียธรรมชาติในวันนี้กำลังลดทอนความสามารถในการปรับตัวของเมือง ชุมชน และภาคเศรษฐกิจในอนาคต

การเปลี่ยนผ่านเพื่อลดความเสี่ยงและการปรับตัว ประเทศไทยต้องเร่งฟื้นฟูและปกป้องระบบนิเวศสำคัญของประเทศ ขยายการอนุรักษ์ผ่าน OECM และการมีส่วนร่วมของชุมชน ปรับระบบการพัฒนาให้สอดคล้องกับธรรมชาติ และพัฒนาระบบข้อมูล แรงจูงใจ และธรรมาภิบาล เพื่อสร้างความยืดหยุ่น จึงจะสามารถ “ปรับเพื่ออยู่ รู้เพื่อรอด” ได้ในยุคที่ธรรมชาติกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญของความมั่นคงและการพัฒนาที่ยั่งยืน

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์