ผลวิจัยใหม่เผยการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มนุษย์ก่อขึ้น กลายเป็นปัจจัยหลักที่ผลักดันอุทกภัยชายฝั่งรุนแรงทั่วโลก ขณะที่นักวิทยาศาสตร์เตือนเมืองชายฝั่งและโครงสร้างพื้นฐานต้องเร่งปรับตัวก่อนความเสี่ยงจะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น
จาก 1% ต่อปี น้ำท่วมรอบ 100 ปี มีแนวโน้มเกิดขึ้นบ่อยขึ้นเฉลี่ยถึง 12 เท่า
เหตุการณ์น้ำท่วมชายฝั่งรุนแรงที่ครั้งหนึ่งเคยถูกจัดให้เป็นภัยพิบัติซึ่งเกิดขึ้นได้ยาก กำลังกลายเป็นความเสี่ยงที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งกว่าเดิมอย่างมีนัยสำคัญ ท่ามกลางวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่กำลังเร่งให้ระดับน้ำทะเลทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้น
งานวิจัยใหม่ล่าสุดพบว่า อุทกภัยชายฝั่งระดับรุนแรงซึ่งในอดีตมีโอกาสเกิดเพียง 1% ต่อปี หรือที่มักเรียกว่า “น้ำท่วมรอบ 100 ปี” ปัจจุบันมีแนวโน้มเกิดขึ้นบ่อยขึ้นเฉลี่ยถึง 12 เท่า เมื่อเทียบกับอดีต
นักวิจัยระบุว่า เฉพาะผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์เพียงอย่างเดียว ก็ทำให้โอกาสเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมรุนแรงเหล่านี้เพิ่มขึ้นประมาณ 4 เท่าแล้ว
ผลการศึกษาดังกล่าวซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Nature Climate Change สะท้อนให้เห็นว่า ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นได้กลายเป็นตัวแปรสำคัญที่เพิ่มความเปราะบางให้กับชุมชนชายฝั่งทั่วโลก โดยเฉพาะเมื่อเกิดน้ำขึ้นสูงและคลื่นพายุซัดฝั่งพร้อมกัน

ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นจากฝีมือมนุษย์
ทีมนักวิทยาศาสตร์ศึกษาข้อมูลจากสถานีวัดระดับน้ำทะเลมากกว่า 100 แห่งทั่วโลก ร่วมกับแบบจำลองสภาพภูมิอากาศ เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ระดับน้ำทะเลสูงผิดปกติ
ผลการศึกษาพบว่า แม้ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 การเปลี่ยนแปลงระดับน้ำทะเลส่วนใหญ่ยังเป็นผลจากความแปรปรวนตามธรรมชาติ แต่ตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1960 เป็นต้นมา การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกจากกิจกรรมของมนุษย์ได้กลายเป็นสาเหตุหลักของการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล
นักวิจัยยังระบุด้วยว่า ตัวเลขความเสี่ยงที่รายงานอาจต่ำกว่าความเป็นจริงในปัจจุบัน เนื่องจากการศึกษาครอบคลุมข้อมูลถึงปี 2005 ขณะที่ปัจจัยจากมนุษย์ที่ส่งผลต่อระดับน้ำทะเลและความรุนแรงของอุทกภัยชายฝั่งยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องหลังจากนั้น

ทุกน้ำท่วมชายฝั่งวันนี้...มีรอยนิ้วมือของมนุษย์
ข้อค้นพบดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจากอีกหนึ่งงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Science Advances ซึ่งพบว่า ระหว่างปี 2000-2018 ประมาณ 58% ของวันที่เกิดน้ำท่วมชายฝั่งขนาดใหญ่ทั่วโลก มีความเชื่อมโยงโดยตรงกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
งานวิจัยยังพบว่า จำนวนวันที่ระดับน้ำทะเลสูงเกินเกณฑ์อุทกภัยรุนแรงเพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่า เมื่อเทียบกับช่วงทศวรรษ 1970
“ในทางปฏิบัติแล้ว อุทกภัยชายฝั่งแทบทุกเหตุการณ์ในปัจจุบันล้วนได้รับอิทธิพลจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หากไม่มีระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้นจากภาวะโลกร้อน เหตุการณ์สภาพอากาศจำนวนมากอาจไม่รุนแรงพอที่จะพัฒนาไปสู่การเป็นอุทกภัยได้”
— เบน สเตราส์ หัวหน้านักวิทยาศาสตร์จาก Climate Central และผู้ร่วมเขียนงานวิจัย ระบุ

เชื้อเพลิงฟอสซิลยังเป็นตัวการสำคัญ
เซินเกอ ดันเกนดอร์ฟ ผู้เขียนหลักของงานวิจัยใน Nature Climate Change ระบุว่า แม้งานวิจัยจะไม่ได้แยกวิเคราะห์ทุกปัจจัยจากกิจกรรมมนุษย์ แต่ก๊าซเรือนกระจกจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล ไม่ว่าจะเป็นน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ หรือถ่านหิน ยังคงเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลมากที่สุดต่อการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล
“ภัยคุกคามดังกล่าวกำลังขยายตัวต่อเนื่อง และชุมชนชายฝั่งจำเป็นต้องยกระดับการเตรียมพร้อมรับมือมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน”
— เซินเกอ ดันเกนดอร์ฟ เตือน
ในขณะเดียวกัน ผู้เชี่ยวชาญด้านสมุทรศาสตร์ยังชี้ว่า รัฐบาลและนักวางผังเมืองจำเป็นต้องคำนึงถึงต้นทุนมหาศาลในการยกระดับระบบป้องกันชายฝั่ง รวมถึงการกำหนดความรับผิดชอบด้านงบประมาณในอนาคต เนื่องจากโครงสร้างป้องกันน้ำท่วมหลายแห่งอาจไม่เพียงพอต่อสภาพความเสี่ยงใหม่ที่กำลังเกิดขึ้น
โลกยังมีทางเลือก แต่เวลาที่เหลือไม่มาก
แม้ว่าหลายประเทศจะเร่งขยายการใช้พลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม จนสัดส่วนพลังงานสะอาดทั่วโลกเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แต่โลกยังไม่ได้อยู่บนเส้นทางที่จะจำกัดภาวะโลกร้อนให้อยู่ในระดับดีที่สุด
นักวิทยาศาสตร์มองว่า สถานการณ์ในปัจจุบันอาจไม่ได้นำโลกไปสู่ฉากทัศน์เลวร้ายที่สุดเหมือนที่เคยกังวล แต่ก็ยังห่างไกลจากเส้นทางที่ปลอดภัย

บทวิเคราะห์: สัญญาณเตือนถึงเมืองชายฝั่งทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย
สาระสำคัญของงานวิจัยครั้งนี้ไม่ได้อยู่ที่ตัวเลข “12 เท่า” เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การเปลี่ยนแปลงความหมายของคำว่า “เหตุการณ์สุดขั้ว” เมื่อภัยที่เคยเกิดขึ้นนานหลายสิบปีครั้ง กำลังกลายเป็นความเสี่ยงที่เกิดซ้ำได้ภายในช่วงชีวิตคนหนึ่งรุ่น
การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลเพียงไม่กี่เซนติเมตรอาจดูเป็นตัวเลขเล็กน้อย แต่เมื่อรวมกับคลื่นพายุ น้ำขึ้นสูง และสภาพอากาศสุดขั้ว ผลกระทบสามารถขยายตัวเป็นความเสียหายทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างมหาศาล
สำหรับประเทศที่มีพื้นที่ชายฝั่งยาวและมีประชากรอาศัยอยู่หนาแน่นในพื้นที่ลุ่มต่ำ ความท้าทายไม่ได้จำกัดอยู่แค่การป้องกันน้ำท่วมอีกต่อไป แต่รวมถึงการออกแบบเมืองใหม่ การวางผังโครงสร้างพื้นฐาน การบริหารจัดการน้ำ และการประเมินความเสี่ยงทางเศรษฐกิจระยะยาว
งานวิจัยทั้งสองฉบับยังตอกย้ำข้อสรุปสำคัญว่า วิกฤตน้ำทะเลหนุนและอุทกภัยชายฝั่งไม่ใช่เพียงผลลัพธ์ของธรรมชาติ แต่เป็นผลสะสมจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของมนุษย์ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา และยิ่งการลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลล่าช้าเท่าใด ต้นทุนของการปรับตัวและความเสียหายจากอุทกภัยชายฝั่งก็จะยิ่งสูงขึ้นเท่านั้นในอนาคต





