หมดเวลาตั้งรับ! วิจัยใหม่เผยน้ำท่วมชายฝั่งรุนแรงเกิดบ่อยขึ้น 12 เท่า เพราะฝีมือมนุษย์

15 มิ.ย. 2569 - 13:53

  • น้ำท่วมชายฝั่งที่เคยมีโอกาสเกิดเพียง 1% ต่อปี ปัจจุบันเกิดบ่อยขึ้นเฉลี่ย 12 เท่า

  • นักวิทยาศาสตร์พบตั้งแต่ทศวรรษ 1960 เป็นต้นมา “ภาวะโลกร้อนจากฝีมือมนุษย์” คือสาเหตุหลักของระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น

  • บทวิเคราะห์ สัญญาณเตือนถึงเมืองชายฝั่งทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย

หมดเวลาตั้งรับ! วิจัยใหม่เผยน้ำท่วมชายฝั่งรุนแรงเกิดบ่อยขึ้น 12 เท่า เพราะฝีมือมนุษย์

ผลวิจัยใหม่เผยการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มนุษย์ก่อขึ้น กลายเป็นปัจจัยหลักที่ผลักดันอุทกภัยชายฝั่งรุนแรงทั่วโลก ขณะที่นักวิทยาศาสตร์เตือนเมืองชายฝั่งและโครงสร้างพื้นฐานต้องเร่งปรับตัวก่อนความเสี่ยงจะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น

จาก 1% ต่อปี น้ำท่วมรอบ 100 ปี มีแนวโน้มเกิดขึ้นบ่อยขึ้นเฉลี่ยถึง 12 เท่า

เหตุการณ์น้ำท่วมชายฝั่งรุนแรงที่ครั้งหนึ่งเคยถูกจัดให้เป็นภัยพิบัติซึ่งเกิดขึ้นได้ยาก กำลังกลายเป็นความเสี่ยงที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งกว่าเดิมอย่างมีนัยสำคัญ ท่ามกลางวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่กำลังเร่งให้ระดับน้ำทะเลทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้น 

งานวิจัยใหม่ล่าสุดพบว่า อุทกภัยชายฝั่งระดับรุนแรงซึ่งในอดีตมีโอกาสเกิดเพียง 1% ต่อปี หรือที่มักเรียกว่า “น้ำท่วมรอบ 100 ปี” ปัจจุบันมีแนวโน้มเกิดขึ้นบ่อยขึ้นเฉลี่ยถึง 12 เท่า เมื่อเทียบกับอดีต

นักวิจัยระบุว่า เฉพาะผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์เพียงอย่างเดียว ก็ทำให้โอกาสเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมรุนแรงเหล่านี้เพิ่มขึ้นประมาณ 4 เท่าแล้ว

ผลการศึกษาดังกล่าวซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Nature Climate Change สะท้อนให้เห็นว่า ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นได้กลายเป็นตัวแปรสำคัญที่เพิ่มความเปราะบางให้กับชุมชนชายฝั่งทั่วโลก โดยเฉพาะเมื่อเกิดน้ำขึ้นสูงและคลื่นพายุซัดฝั่งพร้อมกัน

สนทช. เตือนน้ำทะเลหนุนสูง 4 วันรวด ห่วง 7 จังหวัดลุ่มเจ้าพระยาจับตาน้ำท่วม-น้ำเค็มรุกล้ำ
สนทช. เตือนน้ำทะเลหนุนสูง 4 วันรวด ห่วง 7 จังหวัดลุ่มเจ้าพระยาจับตาน้ำท่วม-น้ำเค็มรุกล้ำ

ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นจากฝีมือมนุษย์

ทีมนักวิทยาศาสตร์ศึกษาข้อมูลจากสถานีวัดระดับน้ำทะเลมากกว่า 100 แห่งทั่วโลก ร่วมกับแบบจำลองสภาพภูมิอากาศ เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ระดับน้ำทะเลสูงผิดปกติ

ผลการศึกษาพบว่า แม้ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 การเปลี่ยนแปลงระดับน้ำทะเลส่วนใหญ่ยังเป็นผลจากความแปรปรวนตามธรรมชาติ แต่ตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1960 เป็นต้นมา การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกจากกิจกรรมของมนุษย์ได้กลายเป็นสาเหตุหลักของการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล

นักวิจัยยังระบุด้วยว่า ตัวเลขความเสี่ยงที่รายงานอาจต่ำกว่าความเป็นจริงในปัจจุบัน เนื่องจากการศึกษาครอบคลุมข้อมูลถึงปี 2005 ขณะที่ปัจจัยจากมนุษย์ที่ส่งผลต่อระดับน้ำทะเลและความรุนแรงของอุทกภัยชายฝั่งยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องหลังจากนั้น

วิเคราะห์ ทำไม ‘น้ำทะเลหนุนสูง’ และน้ำท่วมเมืองชายฝั่งจึงฉายภาพซ้ำและเกิดบ่อยขึ้น?
วิเคราะห์ ทำไม ‘น้ำทะเลหนุนสูง’ และน้ำท่วมเมืองชายฝั่งจึงฉายภาพซ้ำและเกิดบ่อยขึ้น?

ทุกน้ำท่วมชายฝั่งวันนี้...มีรอยนิ้วมือของมนุษย์

ข้อค้นพบดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจากอีกหนึ่งงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Science Advances ซึ่งพบว่า ระหว่างปี 2000-2018 ประมาณ 58% ของวันที่เกิดน้ำท่วมชายฝั่งขนาดใหญ่ทั่วโลก มีความเชื่อมโยงโดยตรงกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

งานวิจัยยังพบว่า จำนวนวันที่ระดับน้ำทะเลสูงเกินเกณฑ์อุทกภัยรุนแรงเพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่า เมื่อเทียบกับช่วงทศวรรษ 1970

“ในทางปฏิบัติแล้ว อุทกภัยชายฝั่งแทบทุกเหตุการณ์ในปัจจุบันล้วนได้รับอิทธิพลจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หากไม่มีระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้นจากภาวะโลกร้อน เหตุการณ์สภาพอากาศจำนวนมากอาจไม่รุนแรงพอที่จะพัฒนาไปสู่การเป็นอุทกภัยได้”

เบน สเตราส์ หัวหน้านักวิทยาศาสตร์จาก Climate Central และผู้ร่วมเขียนงานวิจัย ระบุ

energy-crisis-methane-emissions-reduction-1.jpeg
The fossil fuel sector -- oil, gas and coal -- accounts for 35 percent of methane emissions from human activity, the IEA said in a report

เชื้อเพลิงฟอสซิลยังเป็นตัวการสำคัญ

เซินเกอ ดันเกนดอร์ฟ ผู้เขียนหลักของงานวิจัยใน Nature Climate Change ระบุว่า แม้งานวิจัยจะไม่ได้แยกวิเคราะห์ทุกปัจจัยจากกิจกรรมมนุษย์ แต่ก๊าซเรือนกระจกจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล ไม่ว่าจะเป็นน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ หรือถ่านหิน ยังคงเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลมากที่สุดต่อการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล

“ภัยคุกคามดังกล่าวกำลังขยายตัวต่อเนื่อง และชุมชนชายฝั่งจำเป็นต้องยกระดับการเตรียมพร้อมรับมือมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน”

  เซินเกอ ดันเกนดอร์ฟ เตือน

ในขณะเดียวกัน ผู้เชี่ยวชาญด้านสมุทรศาสตร์ยังชี้ว่า รัฐบาลและนักวางผังเมืองจำเป็นต้องคำนึงถึงต้นทุนมหาศาลในการยกระดับระบบป้องกันชายฝั่ง รวมถึงการกำหนดความรับผิดชอบด้านงบประมาณในอนาคต เนื่องจากโครงสร้างป้องกันน้ำท่วมหลายแห่งอาจไม่เพียงพอต่อสภาพความเสี่ยงใหม่ที่กำลังเกิดขึ้น

โลกยังมีทางเลือก แต่เวลาที่เหลือไม่มาก

แม้ว่าหลายประเทศจะเร่งขยายการใช้พลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม จนสัดส่วนพลังงานสะอาดทั่วโลกเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แต่โลกยังไม่ได้อยู่บนเส้นทางที่จะจำกัดภาวะโลกร้อนให้อยู่ในระดับดีที่สุด

นักวิทยาศาสตร์มองว่า สถานการณ์ในปัจจุบันอาจไม่ได้นำโลกไปสู่ฉากทัศน์เลวร้ายที่สุดเหมือนที่เคยกังวล แต่ก็ยังห่างไกลจากเส้นทางที่ปลอดภัย

green-space-high-tide-warning-7-chao-phraya-provinces-flood-saltwater-intrusion-SPACEBAR-Photo01.jpg

บทวิเคราะห์: สัญญาณเตือนถึงเมืองชายฝั่งทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย

สาระสำคัญของงานวิจัยครั้งนี้ไม่ได้อยู่ที่ตัวเลข “12 เท่า” เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การเปลี่ยนแปลงความหมายของคำว่า “เหตุการณ์สุดขั้ว” เมื่อภัยที่เคยเกิดขึ้นนานหลายสิบปีครั้ง กำลังกลายเป็นความเสี่ยงที่เกิดซ้ำได้ภายในช่วงชีวิตคนหนึ่งรุ่น

การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลเพียงไม่กี่เซนติเมตรอาจดูเป็นตัวเลขเล็กน้อย แต่เมื่อรวมกับคลื่นพายุ น้ำขึ้นสูง และสภาพอากาศสุดขั้ว ผลกระทบสามารถขยายตัวเป็นความเสียหายทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างมหาศาล

สำหรับประเทศที่มีพื้นที่ชายฝั่งยาวและมีประชากรอาศัยอยู่หนาแน่นในพื้นที่ลุ่มต่ำ ความท้าทายไม่ได้จำกัดอยู่แค่การป้องกันน้ำท่วมอีกต่อไป แต่รวมถึงการออกแบบเมืองใหม่ การวางผังโครงสร้างพื้นฐาน การบริหารจัดการน้ำ และการประเมินความเสี่ยงทางเศรษฐกิจระยะยาว

งานวิจัยทั้งสองฉบับยังตอกย้ำข้อสรุปสำคัญว่า วิกฤตน้ำทะเลหนุนและอุทกภัยชายฝั่งไม่ใช่เพียงผลลัพธ์ของธรรมชาติ แต่เป็นผลสะสมจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของมนุษย์ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา และยิ่งการลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลล่าช้าเท่าใด ต้นทุนของการปรับตัวและความเสียหายจากอุทกภัยชายฝั่งก็จะยิ่งสูงขึ้นเท่านั้นในอนาคต

อ้างอิง

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์