สุทิน คลังแสง รมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงเหตุกราดยิงที่สยามพารากอน โดยคนร้ายใช้สิ่งเทียมอาวุธปืน เมื่อเย็นวันที่ 3 ตุลาคมที่ผ่านมา ว่า เรื่องการขึ้นทะเบียนปืน เป็นเรื่องของกระทรวงมหาดไทย กระทรวงกลาโหมจะดูแลในเรื่องของอาวุธสงคราม ทราบว่า กระทรวงมหาดไทยกำลังทบทวนกันอยู่
“อย่างไรก็ตาม อาวุธที่อยู่กับประชาชน ต้องยอมรับว่ามีอยู่ไม่น้อย และถูกต้องตามกฎหมายก็เยอะ แต่สิ่งที่ถูกต้องตามกฎหมายก็อาจจะนำมาใช้ผิดกฎหมายได้ ดังนั้น หน่วยงานที่มีการเก็บอาวุธไว้ ทั้งตำรวจ และทหาร จึงต้องกวดขัน อย่าให้หลุดรอดไปได้” สุทิน กล่าาว
สุทิน มองด้วยว่า เหตุการณ์เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2566 กับเหตุการณ์กราดยิงที่ จ.นครราชสีมา เมื่อปี 2563 มีความต่างกันอยู่ เพราะเหตุการณ์ที่ จ.นครราชสีมา เป็นเรื่องของกำลังพลที่อยู่กับอาวุธโดยตรง แต่เหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น เป็นเรื่องของเด็ก ซึ่งผู้ปกครองต้องสอดส่องดูแลคนในครอบครัว หากมีความสุ่มเสี่ยงผู้ปกครองต้องดูแลเป็นพิเศษ
ส่วนการดูแลรักษาอาวุธในคลังของทหาร ต้องเข้มงวดขึ้นหรือไม่นั้น สุทิน ชี้แจงว่า เราดูแลกันอยู่ เรื่องนี้ทหารมีการกำชับกันมาหลายปีแล้ว ตั้งแต่เคยเกิดเหตุเมื่อหลายปีก่อน และในขณะนี้ มีจเรทหารคอยตรวจสอบเรื่องเหล่านี้โดยตลอด ทั้งเรื่องอาวุธ, น้ำมัน และยิ่งเกิดเหตุเหมือนเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม กองทัพยิ่งตระหนัก
“เพราะเราเป็นหน่วยงานที่เก็บอาวุธเยอะ จึงต้องไม่ให้รั่วไหลออกไป แม้แต่กำลังพลที่จะใช้อาวุธ ก็ต้องทำระเบียบกติกาอย่างเคร่งครัด” สุทิน กล่าาว
เมื่อถามว่า ในการประชุมสภากลาโหม จะมีการกำชับเรื่องอาวุธหรือไม่ สุทิน กล่าวว่า “เรามีการกำชับอยู่แล้ว”
ทั้งนี้ รมว.กลาโหม ยังตอบคำถามถึงการประชุมงบบูรณาการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่มี สมศักดิ์ เทพสุทิน รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ที่ตึกบัญชาการ 1 จะมีประเด็นการต่ออายุ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ในจังหวัดชายแดนภาคใต้หรือไม่ โดยทาง รมว.กลาโหม ชี้แจงว่า เป็นการมาคุยเรื่องงบประมาณ การของบประมาณบูรณาการในพื้นที่ชายแดนจะทำอย่างไร ส่วนจะขอลดหรือเพิ่ม ต้องดูก่อนว่าแต่ละหน่วยงานเสนอขึ้นมาอย่างไร แต่ต้องสอดคล้องกับสถานการณ์
“หากไม่จำเป็นก็นำไปใช้ทางอื่น ทั้งเรื่องกระตุ้นเศรษฐกิจ หรือการแก้ปัญหาให้กับประชาชน แต่หากจำเป็นจริงๆ ถือว่าโอเค เราเน้นย้ำคำว่าจำเป็น” สุทิน กล่าาว
เมื่อถามถึงความเห็นที่ว่าจำเป็นต้องมีงบประมาณพัฒนากองทัพอยู่ด้วยหรือไม่ หรือจะให้ใช้งบฯ เดิม สุทิน กล่าวว่า “เราต้องดู เพราะนโยบายยังต้องคงความเข้มแข็งของกองทัพไว้ และต้องดูงบประมาณ หากส่วนไหนมีอยู่แล้ว ให้ใช้ส่วนนั้นไป หากมีความจำเป็นจริงๆ และอธิบายสภาฯ ได้ เราเชื่อว่ามีระบบกลั่นกรองที่ดี ผมจะกลั่นกรองให้ดีที่สุด และทั้งสองสภาต้องช่วยกัน”




