หรือจริงๆ เราไม่ได้ผิด? รู้จัก ‘Gaslighting’ การปั่นหัวให้รู้สึกผิดจนต้องโทษตัวเองเสมอ

26 ส.ค. 2569 - 13:55

  • Gaslighting คือการบิดเบือนหรือปฏิเสธความจริงจนอีกฝ่ายเริ่มไม่เชื่อการรับรู้ของตัวเอง

  • การบันทึกเหตุการณ์ ปรึกษาคนที่ไว้ใจ และถอยออกมาตั้งหลัก ช่วยให้เรากลับมามองความจริงได้ชัดขึ้น

  • สัญญาณที่ควรสังเกตคือ การที่ต้องขอโทษอยู่เสมอ ถูกบอกว่า ‘คิดไปเอง’ และไม่กล้าตัดสินใจเพราะกลัวทำผิด

หรือจริงๆ เราไม่ได้ผิด? รู้จัก ‘Gaslighting’ การปั่นหัวให้รู้สึกผิดจนต้องโทษตัวเองเสมอ

เคยไหม? เมื่อเกิดปัญหาในความสัมพันธ์เรากลับเป็นฝ่ายที่ต้องขอโทษอยู่ตลอด ไม่ว่าจะพยายามอธิบายอย่างไรอีกฝ่ายก็ยังมีเหตุผลมาทำให้รู้สึกว่าเราเป็นคนผิด จนวันหนึ่งต้องย้อนกลับมาถามตัวเองว่า “หรือจริงๆ แล้วเราผิดจริง?”

ความรู้สึกแบบนี้ถูกพูดถึงอีกครั้ง หลัง ‘ต้า เฟ็ดเฟ่’ หรือลิขิต สิทธิพันธุ์ มาเปิดใจในรายการ โหนกระแส วันที่ 25 สิงหาคม 2569 ถึงความขัดแย้งกับอดีตเพื่อนรักและเพื่อนร่วมงาน ‘ยัต ชัยโสโร’ (กิตติศักดิ์ เวชประสาร) หลังรู้จักและทำงานร่วมกันมานานกว่า 20 ปีก่อนความสัมพันธ์จะเดินมาถึงจุดแตกหัก

ต้าเล่าจากมุมของตัวเองว่า ที่ผ่านมาเขาเคยเชื่อว่าปัญหาหลายอย่างเกิดจากตนเอง ทั้งเรื่องการทำงาน ความรับผิดชอบ และความรู้สึกว่าตัวเองเป็นภาระ จึงยอมรับว่าตัวเองผิดและเลือกที่จะถอยออกมา แต่เมื่อเวลาผ่านไปได้กลับมาทบทวนเหตุการณ์และพูดคุยกับคนรอบตัว เขาจึงเริ่มตั้งคำถามว่า สิ่งที่ถูกทำให้เชื่อมาตลอดนั้นเป็นความจริงทั้งหมดหรือไม่

ประสบการณ์ที่ต้าเล่าทำให้คำว่า Gaslighting ถูกนำมาพูดถึง เพราะมีบางแง่มุมคล้ายกับการทำให้ใครคนหนึ่งค่อยๆ สงสัยในความคิด ความทรงจำ และการรับรู้ของตัวเอง จนเชื่อว่าไม่ว่าเกิดอะไรขึ้นตนก็คือคนที่ผิดเสมอ

อย่างไรก็ตามเรื่องราวระหว่างต้ากับยัตยังเป็นข้อพิพาทที่แต่ละฝ่ายต่างมีคำอธิบายของตัวเอง การพูดถึง Gaslighting ในบทความนี้จึงไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อวินิจฉัยหรือตัดสินว่าใครเป็นผู้กระทำ แต่ต้องการชวนให้กลับมาสังเกตความสัมพันธ์ของตัวเองว่าเรากำลังถูกทำให้สูญเสียความเชื่อมั่นในสิ่งที่รับรู้หรือไม่

Gaslighting คืออะไร?

คำว่า Gaslighting มีที่มาจากบทละครอังกฤษเรื่อง Gas Light ในปี 1938 ซึ่งต่อมาถูกสร้างเป็นภาพยนตร์ในปี 1940 และฉบับฮอลลีวูดที่โด่งดังในปี 1944 เนื้อเรื่องกล่าวถึงชายคนหนึ่งที่พยายามทำให้ภรรยาเชื่อว่าเธอกำลังเสียสติเพื่อหวังครอบครองทรัพย์สินของเธอ

หนึ่งในวิธีที่เขาใช้คือการหรี่แสงตะเกียงแก๊สภายในบ้าน เมื่อภรรยาสังเกตเห็นและถามว่าแสงไฟมืดลงหรือไม่เขากลับยืนยันว่าทุกอย่างเป็นปกติและบอกว่าเธอคิดไปเอง เมื่อเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นซ้ำๆ ภรรยาจึงเริ่มไม่เชื่อในสิ่งที่ตัวเองเห็น และสงสัยว่าความทรงจำกับการรับรู้ของตัวเองอาจมีปัญหาจริงๆ

คำว่า Gaslighting จึงถูกนำมาใช้อธิบายพฤติกรรมที่คนคนหนึ่ง บิดเบือน ปฏิเสธ หรือเปลี่ยนแปลงเรื่องราวที่เกิดขึ้น เพื่อให้อีกฝ่ายเกิดความสับสน ไม่แน่ใจในตัวเอง และอาจยอมอยู่ภายใต้การควบคุมในที่สุด

Gaslighting ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในความสัมพันธ์แบบคู่รัก แต่อาจพบได้ระหว่างเพื่อน คนในครอบครัว เพื่อนร่วมงาน หรือผู้มีอำนาจเหนือกว่า และมักสังเกตได้ยากเป็นพิเศษเมื่อผู้กระทำเป็นคนที่ได้รับความไว้วางใจมานาน

สัญญาณว่าเราอาจกำลังถูก Gaslight

สัญญาณแรกที่สังเกตได้คือ เราต้องเป็นฝ่ายขอโทษอยู่เสมอ ไม่ว่าปัญหาจะเริ่มต้นจากใครสุดท้ายเรื่องราวกลับจบลงที่เราต้องยอมรับผิด หรือรู้สึกว่าตัวเองเป็นต้นเหตุของทุกอย่าง

อีกสัญญาณคือ เมื่อเราพยายามพูดถึงเหตุการณ์ที่ทำให้ไม่สบายใจอีกฝ่ายกลับตอบว่า “คิดมากไปเอง” “จำผิดแล้ว” “เรื่องแค่นี้เอง” หรือกล่าวหาว่าเราอ่อนไหวเกินไป แทนที่จะรับฟังและพูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างตรงไปตรงมา

บางคนอาจเริ่มไม่กล้าตัดสินใจเพราะกลัวว่าทำอะไรไปแล้วจะผิดอีก ต้องคอยถามความเห็นหรือรอการยืนยันจากอีกฝ่ายตลอดเวลา ขณะที่ความมั่นใจและความเป็นตัวเองก็ค่อยๆ ลดลง

เมื่อเกิดการโต้เถียงอีกฝ่ายอาจเปลี่ยนประเด็น หยิบความผิดเก่าๆ ขึ้นมา หรือใช้เหตุผลจำนวนมากมาทำให้เราลืมว่าจุดเริ่มต้นของบทสนทนาคืออะไร สุดท้ายจากคนที่เข้าไปถามหาคำอธิบายกลับกลายเป็นฝ่ายรู้สึกผิดและต้องขอโทษเสียเอง

หากเกิดขึ้นซ้ำๆ เราอาจเริ่มปิดบังปัญหาจากคนรอบตัว แยกตัวออกจากเพื่อนหรือครอบครัว และรู้สึกว่าไม่มีใครเข้าใจ จนเชื่อว่าการอยู่เงียบๆ หรืออยู่คนเดียวน่าจะดีกว่าการทำให้อีกฝ่ายไม่พอใจ

รับมืออย่างไรเมื่อเริ่มรู้สึกว่าตัวเองกำลังถูกปั่นความคิด

สิ่งแรกคือ ตั้งสติและกลับมามองเหตุการณ์ตามข้อเท็จจริง แยกสิ่งที่เกิดขึ้นจริงออกจากคำอธิบายของอีกฝ่าย หากเป็นไปได้อาจจดบันทึกวัน เวลา บทสนทนา หรือเก็บข้อความที่เกี่ยวข้องไว้เพื่อช่วยยืนยันกับตัวเองว่าเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นอย่างไร

จากนั้นลองพูดคุยกับคนที่ไว้ใจ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนสนิท คนในครอบครัว หรือผู้เชี่ยวชาญ เพื่อรับฟังมุมมองจากคนนอกความสัมพันธ์ เพราะเมื่ออยู่ในสถานการณ์เดิมเป็นเวลานานเราอาจแยกได้ยากว่าสิ่งใดคือความขัดแย้งทั่วไป และสิ่งใดกำลังบั่นทอนการรับรู้ของเรา

เรามีสิทธิปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ไม่เป็นจริง และสามารถบอกได้อย่างชัดเจนว่า “ฉันจำเหตุการณ์ไม่เหมือนคุณ” “ฉันไม่เห็นด้วย” หรือ “ขอหยุดการสนทนานี้ก่อน” โดยไม่จำเป็นต้องเถียงจนอีกฝ่ายยอมรับ เพราะเป้าหมายสำคัญไม่ใช่การเอาชนะ แต่คือการรักษาขอบเขตและความมั่นคงทางความคิดของตัวเอง

หากสถานการณ์ยังไม่ดีขึ้นการถอยออกมาสร้างระยะห่างอาจช่วยให้มีพื้นที่ทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้น แต่ถ้าความสัมพันธ์ทำให้สูญเสียความมั่นใจ กระทบสุขภาพจิต หรือมีการข่มขู่และใช้ความรุนแรง การยุติความสัมพันธ์และขอความช่วยเหลือจากคนรอบตัวอาจเป็นทางเลือกที่จำเป็น

เพราะความสัมพันธ์ที่ดีอาจมีความเห็นไม่ตรงกัน มีการทำผิด และมีวันที่ต้องขอโทษกันได้ แต่ไม่ควรทำให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งรู้สึกว่า ตัวเองผิดอยู่ตลอดเวลาจนไม่กล้าเชื่อแม้กระทั่งสิ่งที่ตัวเองเห็นและรู้สึก

บางครั้งคำถามว่า “หรือจริงๆ เราไม่ได้ผิด?” อาจไม่ใช่การปฏิเสธความรับผิดชอบ แต่อาจเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เราได้กลับมาทบทวนข้อเท็จจริงและเชื่อเสียงของตัวเองอีกครั้ง

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์