ทำไมคนไทยมักมองหาคำทำนายเมื่อเกิดภัยพิบัติจนมองข้ามความปลอดภัย

14 ก.ค. 2569 - 13:00

  • เมื่อเหตุการณ์ไม่คาดคิดเกิดขึ้นซ้ำๆ คำทำนายจึงกลายเป็นที่พึ่งทางใจของคนจำนวนไม่น้อย สะท้อนถึงวัฒนธรรมความเชื่อ ความไม่แน่นอน และช่องว่างของการสื่อสารในภาวะวิกฤต

ทำไมคนไทยมักมองหาคำทำนายเมื่อเกิดภัยพิบัติจนมองข้ามความปลอดภัย

ทุกครั้งที่เกิดเหตุการณ์ใหญ่ในบ้านเมืองไม่ว่าจะเป็นไฟไหม้ น้ำท่วม แผ่นดินไหว อุบัติเหตุ หรือสถานการณ์ที่ทำให้ผู้คนรู้สึกไม่มั่นคง สิ่งหนึ่งที่มักเกิดขึ้นตามมาเสมอคือการย้อนกลับไปดูว่า “มีใครเคยทำนายไว้ไหม” คำทำนายเก่าๆ จึงมักถูกนำกลับมาแชร์ใหม่อีกครั้งพร้อมความรู้สึกว่าเรื่องที่เกิดขึ้นอาจเคยมีสัญญาณเตือนมาก่อนหน้านี้

คำถามที่น่าสนใจจึงไม่ใช่แค่ว่าคำทำนายนั้นจริงหรือไม่จริง แต่คือทำไมเวลาเกิดภัยพิบัติหรือเหตุการณ์ไม่คาดคิด ผู้คนจำนวนไม่น้อยถึงรู้สึกอยากฟังคำทำนายมากกว่าฟังคำอธิบายจากระบบหรือผู้เชี่ยวชาญ คำตอบหนึ่งอาจอยู่ที่ความรู้สึกพื้นฐานของมนุษย์ เพราะเมื่อเกิดเหตุร้ายสิ่งที่เรากลัวไม่ใช่แค่เหตุการณ์ตรงหน้าแต่คือความไม่แน่นอนว่าอะไรจะเกิดขึ้นตามมาและเราจะรับมือกับมันได้แค่ไหน

ในวันที่ข่าวยังสับสน ข้อมูลยังไม่ครบ หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังสื่อสารไม่ทันใจ คำทำนายจึงเข้ามาเติมเต็มช่องว่างทางความรู้สึกได้เร็วมาก มันให้ทั้งคำตอบ คำเตือน และความรู้สึกว่า ‘อย่างน้อยก็มีอะไรบางอย่างให้ยึดไว้’ ต่อให้พิสูจน์ไม่ได้แบบวิทยาศาสตร์แต่สำหรับคนที่กำลังตกอยู่ในความกลัวคำพูดเหล่านี้อาจทำให้โลกที่วุ่นวายดูมีทิศทางขึ้นมาบ้าง

อีกเหตุผลคือมนุษย์มักจำ ‘ส่วนที่ตรง’ ได้ชัดกว่าส่วนที่ไม่ตรงไม่แม่น หากมีคำทำนายหลายเรื่องแล้วเกิดเหตุการณ์บางอย่างที่ดูคล้ายกับคำพูดเดิมคนก็มักหยิบส่วนนั้นมาพูดซ้ำจนภาพจำของความแม่นชัดขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่เรื่องที่ไม่เกิดขึ้นจริงมักค่อยๆ ถูกลืมเลือนไป โดยเฉพาะในยุคโซเชียลที่คลิปสั้น ข้อความสั้น และประโยคชวนขนลุกถูกแชร์ต่อได้ง่ายมาก

แต่การที่คนเชื่อคำทำนายไม่ได้แปลว่าทุกคนไม่มีเหตุผลเสมอไป หลายครั้งมันคือวิธีรับมือกับความกังวลในแบบที่คนทั่วไปทำกัน เมื่อชีวิตดูควบคุมอะไรไม่ได้การได้ฟังใครสักคนพูดอย่างมั่นใจว่า “ให้ระวังเรื่องนี้” หรือ “ช่วงนี้อาจมีเหตุใหญ่” อาจช่วยให้บางคนรู้สึกว่าอย่างน้อยตัวเองได้เตรียมใจไว้บ้างแล้ว

ยิ่งในสังคมไทยที่เรื่องดวง ฤกษ์ยาม ลางบอกเหตุ เคราะห์ กรรม หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์อยู่ใกล้กับชีวิตประจำวันมาก ตั้งแต่แต่งงาน ขึ้นบ้านใหม่ ซื้อรถ เปิดร้าน ไปจนถึงการมองสถานการณ์บ้านเมืองผ่านความเชื่อ การที่คนจะหันไปฟังคำทำนายในวันที่เกิดเรื่องใหญ่จึงไม่ใช่เรื่องแปลกแต่คือสิ่งที่สะท้อนวัฒนธรรมความเชื่อที่อยู่กับเรามานาน

อย่างไรก็ตามสิ่งที่น่าคิดคือ ทำไมบางครั้งคำทำนายถึงดูเข้าถึงใจคนได้มากกว่าข้อมูลจริงจากระบบ ทั้งที่เวลาเกิดภัยพิบัติสิ่งสำคัญที่สุดควรเป็นข้อมูลที่ชัดเจน เช่น พื้นที่เสี่ยงอยู่ตรงไหน ต้องอพยพไหม ทางออกฉุกเฉินอยู่ที่ไหน เบอร์ฉุกเฉินคืออะไร หรือควรเอาตัวรอดอย่างไรให้ปลอดภัย หากข้อมูลเหล่านี้มาช้า เข้าใจยาก หรือกระจัดกระจาย ผู้คนก็ย่อมหันไปหาเสียงอื่นที่พูดง่ายกว่า เร็วกว่า และแตะความกลัวในใจได้มากกว่า

ท้ายที่สุดคำถามสำคัญอาจไม่ใช่ ‘ใครทำนายไว้ก่อน’ แต่อาจเป็น ‘ทำไมระบบเตือนภัยและการสื่อสารเรื่องความปลอดภัยของเรายังไม่ทำให้คนรู้สึกมั่นใจพอ’ เพราะคำทำนายอาจช่วยให้บางคนตื่นตัว แต่ระบบที่ดีต่างหากที่จะช่วยให้คนรอดชีวิต และตราบใดที่คนยังรู้สึกว่าคำทำนายให้คำตอบได้เร็วกว่า เข้าใจง่ายกว่า และพูดตรงกับความกลัวได้มากกว่าเสียงจากระบบความเชื่อแบบนี้ก็จะยังมีพื้นที่ในสังคมไทยต่อไป

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์