กระแสข่าวลักลอบส่งออกกัญชาจากไทยถูกพูดถึงอย่างร้อนแรงในช่วงที่ผ่านมา หลังหลายประเทศทั้งในยุโรปและเอเชียแปซิฟิกตรวจยึดกัญชาล็อตใหญ่ที่มีต้นทางหรือเชื่อมโยงกับประเทศไทย
ไม่ว่าจะเป็นกรณีเจ้าหน้าที่โปแลนด์และเยอรมนีร่วมกันตรวจยึดกัญชากว่า 1.2 ตันที่ซุกซ่อนมาในตู้คอนเทนเนอร์ส่งออกจากไทย การยึดกัญชาดอกกว่า 3.37 ตันในอินโดนีเซีย รวมถึงการจับกุมผู้ลักลอบนำกัญชาเข้าฮ่องกงผ่านเที่ยวบินที่ออกเดินทางจากกรุงเทพฯ และภูเก็ต ส่วนภายในประเทศ หน่วยงานความมั่นคงและศุลกากรได้เพิ่มความเข้มงวดในการสกัดกั้นการลักลอบส่งออก และมีการจับกุมผู้ต้องหา เช่น ชาวเบลเยียมที่ซุกกัญชากว่า 30 กิโลกรัมในกระเป๋าเดินทางที่สนามบินภูเก็ต
คดีเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาข้ามพรมแดนของ “กัญชาไทย” ท่ามกลางข้อเท็จจริงที่ว่าหลายประเทศยังคงจัดกัญชาเป็นยาเสพติดผิดกฎหมายและมีบทลงโทษที่เข้มงวด
หลังปัญหาลักลอบขนกัญชาจากไทยผุดขึ้นหลายเคส อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ชี้แจงวันนี้ (8 ก.ค.) ว่า การลักลอบขนกัญชาออกนอกประเทศถือเป็นการจงใจฝ่าฝืนกฎหมายอย่างชัดเจน เนื่องจากกัญชาเป็นสินค้าควบคุมที่ไม่สามารถนำเข้าหรือส่งออกได้อย่างเสรี ผู้ที่ลักลอบกระทำความผิดจึงต้องถูกจับกุมและดำเนินคดีตามกฎหมายทั้งในไทยและประเทศปลายทาง พร้อมย้ำรัฐบาลสนับสนุนให้มีการเร่งผลักดันกฎหมายควบคุมกัญชาให้เกิดความชัดเจน หลังที่ผ่านมาเกิดช่องว่างด้านการกำกับดูแล จากการที่กฎหมายเฉพาะยังไม่สามารถผลักดันออกมาได้ทันเวลา
ส่วนเมื่อย้อนไป 3 ก.ค.ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีระบุว่าได้มอบหมายให้กระทรวงสาธารณสุข สำนักงาน ป.ป.ส. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องศึกษาผลกระทบของนโยบายกัญชาอย่างรอบด้าน โดยไม่ต้องทำเป็นนโยบายเพื่อเอาใจรัฐมนตรี ผู้มีอำนาจ หรือรัฐบาล
“ไม่ใช่พอผมไม่ได้เป็นรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขก็บอกไม่ดี แต่พอผมเป็นก็บอกว่าดี แบบนี้ไม่เอาแล้วไม่ได้ ข้อมูลทั้งหลายที่นำมาดำเนินนโยบายก็เป็นข้อมูลที่นำมาจากส่วนราชการ วันนี้ผมก็พูดในที่ประชุม ป.ป.ส.ว่าผมเอามาดูเอง เป็นประธาน ป.ป.ส.เอง ซึ่งเป็นการประชุมครั้งแรกของผม และพูดชัดเจนว่านโยบายต้องเป็นอย่างไร วันนี้ผมมาเป็น ป.ป.ส. กัญชาดีหรือเปล่า ถ้าบอกว่าดีอีก ก็ต้องมาดู ทำไมตอนท่านสมศักดิ์ (นายสมศักดิ์ เทพสุทิน อดีต รมว.สาธารณสุข) ดูอยู่ถึงบอกว่าไม่ดี และก่อนท่านสมศักดิ์จะมา ผมก็อยู่ถึงบอกว่าดี มันคืออะไร ผมก็ขับเคลื่อนนโยบายต่างๆได้ จากส่วนราชการที่ให้ข้อมูลและทำภายใต้กฎหมาย ภายใต้รัฐธรรมนูญ ผมก็พูดกับ ป.ป.ส.แบบนี้ ถ้าไม่ดีผมก็พร้อมปิด แต่ต้องดูให้ครบทุกมิติ”
— อนุทิน ชาญวีรกูล (3 ก.ค. 2569)
ปรากฏการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นบนฉากหลังของพัฒนาการทาง “กฎหมายกัญชาของไทย” ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จากเดิมที่กัญชาถูกจัดเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 5 มาตั้งแต่ปี 2522 ก่อนที่ประเทศไทยจะเริ่มเปิดทางให้ใช้กัญชาเพื่อการแพทย์และการวิจัยในปี 2561 และก้าวสู่จุดเปลี่ยนสำคัญในปี 2565 เมื่อกระทรวงสาธารณสุขประกาศ “ปลดกัญชาและกัญชงออกจากบัญชียาเสพติด” ส่งผลให้เกิดการขยายตัวของธุรกิจกัญชาและร้านจำหน่ายทั่วประเทศ อย่างไรก็ตาม การปลดล็อกดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่กฎหมายควบคุมเฉพาะยังไม่แล้วเสร็จ ทำให้เกิดข้อถกเถียงทั้งในด้านสาธารณสุข การเข้าถึงของเยาวชน การใช้ในเชิงสันทนาการ และลักลอบส่งออก
‘พัฒนา’ ยัน ‘นโยบายรัฐ-ภูมิใจไทย’ เดินหน้า ‘กัญชาทางการแพทย์’ เท่านั้น
ขณะที่วานนี้ (7 ก.ค.) พัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข ยืนยันชัดเจนว่า นโยบายของพรรคภูมิใจไทยและรัฐบาลยังคงยึดหลัก “กัญชาทางการแพทย์เท่านั้น” โดยร่าง พ.ร.บ.ควบคุมกัญชาและกัญชง ซึ่งผ่านการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะแล้ว จะเป็นกฎหมายที่เข้ามากำกับดูแลกัญชาครอบคลุมตั้งแต่การปลูก การจำหน่าย การส่งต่อ ไปจนถึงการใช้ประโยชน์ พร้อมกำหนดบทลงโทษที่เข้มงวดมากขึ้น เนื่องจากกฎหมายปัจจุบันยังควบคุมได้เพียงบางส่วนผ่าน พ.ร.บ.คุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยและกฎกระทรวงต่าง ๆ
สำหรับประเด็นการ “นำกัญชากลับไปเป็นยาเสพติด” พัฒนาระบุว่า ขณะนี้ต้องเร่งผลักดันกฎหมายควบคุมให้แล้วเสร็จก่อน ส่วนการจัดให้กัญชากลับเป็นยาเสพติดเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายยาเสพติดซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงยุติธรรม พร้อมย้ำแม้กัญชาไม่เป็นยาเสพติดในไทย แต่หลายประเทศปลายทางยังถือเป็นยาเสพติด ผู้ที่ลักลอบนำออกนอกประเทศจึงมีความผิดตามกฎหมายของประเทศนั้น ๆ โดยกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกได้ประสานงานกับกรมศุลกากรและท่าอากาศยานอย่างต่อเนื่อง รวมถึงปรับมาใช้ระบบใบอนุญาตอิเล็กทรอนิกส์เพื่อลดปัญหาการปลอมแปลงเอกสาร
สำหรับสถานการณ์ของผู้ประกอบการร้านกัญชาทั่วประเทศ รมว.สาธารณสุขให้ข้อมูลว่า เดิมในปี 2568 มีร้านกัญชาที่ได้รับอนุญาตราว 18,000 แห่ง แต่ใบอนุญาตหมดอายุไปแล้วประมาณ 6,000 แห่ง และมีการต่ออายุเพียงราว 1,500 แห่ง โดยใบอนุญาตมีอายุคราวละ 3 ปี ขณะที่กระทรวงสาธารณสุขได้เพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่จากหลายหน่วยงานเพื่อร่วมตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมาย พร้อมจัดทำฐานข้อมูลร้านค้าที่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องบนเว็บไซต์ของกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก รวมถึงระบุพิกัด GPS และสถานะใบอนุญาต หากร้านใดไม่มีรายชื่อหรือไม่ได้รับอนุญาต สามารถดำเนินคดีได้ทันที
ส่วนร้านที่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้อง จะต้องปรับตัวตามกฎกระทรวงใหม่ โดยมีบุคลากรทางการแพทย์กำกับดูแลการจ่ายกัญชา เพื่อให้ใช้เฉพาะในทางการแพทย์และป้องกันการสั่งจ่ายซ้ำผิดปกติ ขณะที่ร้านที่ลักลอบจำหน่ายกัญชาเพื่อสันทนาการหรือเปิดดำเนินการโดยไม่ได้รับอนุญาต จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด

ซัด ‘อนุทิน-ภูมิใจไทย’ ปลดล็อก ‘กัญชา’ แต่เกียร์ว่างไม่ควบคุม ทำประเทศกลายเป็น ‘ฮับยาเสพติด-อาชญากรข้ามชาติ’
ขณะที่ประเด็นกัญชาไทยกำลังถูกจับตาจากนานาชาติ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน มองว่าประเทศไทยกำลังเสี่ยงถูกมองเป็น “ฮับส่งออกกัญชา” และถูกมองจากรัฐบาลทั่วโลกว่าเป็นฐานปฏิบัติการให้กับแก๊งอาชญากรข้ามชาติ หลังเกิดคดีลักลอบขนกัญชาไปต่างประเทศหลายกรณี ทั้งในฮ่องกง โปแลนด์ เยอรมนี และอินโดนีเซีย โดยอ้างข้อมูลกรมศุลกากรที่ระบุว่า ระหว่างเดือนตุลาคม 2568 ถึงพฤษภาคม 2569 มีการจับกุมคดีลักลอบขนกัญชาเกือบ 3,000 คดี น้ำหนักรวมกว่า 300,000 กิโลกรัม มูลค่ากว่า 4,000 ล้านบาท พร้อมมองว่าปัญหาดังกล่าวเป็นผลจากการปลดกัญชาออกจากบัญชียาเสพติดในปี 2565 ขณะที่หลายประเทศปลายทางยังคงถือว่ากัญชาเป็นยาเสพติดผิดกฎหมาย
ณัฐพงษ์ยังกล่าวถึงผลกระทบภายในประเทศ โดยอ้างข้อมูลจากหน่วยงานรัฐว่า จำนวนผู้ป่วยจิตเวชจากการใช้กัญชาเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากปี 2562 ที่มีประมาณ 6,500 ราย หลังการปลดล็อกกัญชาออกจากบัญชียาเสพติด ตัวเลขในปี 2566 เพิ่มขึ้นเป็นกว่า 20,000 ราย หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 3 เท่าตัว โดยมองว่าสะท้อนถึงปัญหาจากการเปิดเสรีกัญชาในช่วงที่กฎหมายควบคุมยังไม่รัดกุมเพียงพอ ทั้งด้านผู้ใช้และการออกใบอนุญาต
พรรคประชาชนไม่ได้เห็นค้านในการใช้กัญชาทางการแพทย์ แต่การมีกฎหมายกำกับควบคุมดูแลที่เข้มงวดและดีเพียงพอเป็นสิ่งที่ อนุทิน และพรรคภูมิใจไทยมีการละเลยใน 4 ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่ปี 2565 – 2569
— ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (8 ก.ค. 2569)
หัวหน้าพรรคประชาชนยังชี้ให้เห็นว่า กฎหมายควบคุมกัญชาปัจจุบันยังมีช่องว่าง โดยเฉพาะการไม่มีการกำหนดอายุขั้นต่ำของผู้ซื้อผลิตภัณฑ์กัญชาเหมือนกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ บุหรี่ หรือสลากกินแบ่งรัฐบาล ขณะที่บทลงโทษจากการฝ่าฝืนยังไม่เข้มงวดเพียงพอ รวมถึงยังไม่มีระบบใบอนุญาตสำหรับการผลิต ทำให้ภาครัฐไม่สามารถติดตามปริมาณการผลิตและสต๊อกกัญชาในประเทศได้อย่างชัดเจน
พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งกำกับดูแลหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้ง ป.ป.ส. หน่วยงานความมั่นคง และกรมศุลกากร เพื่อสกัดกั้นการลักลอบส่งออกกัญชาและยาเสพติด พร้อมผลักดันกฎหมายควบคุมกัญชาให้ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อป้องกันผลกระทบต่อประชาชนและภาพลักษณ์ของประเทศ
ผมเชื่อว่า 4 ปีที่ผ่านมาเป็นช่วงที่พรรคภูมิใจไทยอาจจะเกียร์ว่างไปหน่อย ทำให้เกิดช่องว่างทางกฎหมายจนทำให้ปัญหาลุกลามบานปลายมาถึงปัจจุบัน
— ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (8 ก.ค. 2569)
จากภาพรวมทั้งหมด สะท้อนว่านโยบายกัญชาของไทยกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญ จากยุคแห่งการปลดล็อกและส่งเสริมการใช้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ไปสู่ยุคของการกำกับดูแลที่เข้มงวดมากขึ้น ภายใต้แรงกดดันทั้งจากปัญหาภายในประเทศและผลกระทบในระดับนานาชาติจนส่งผลต่อภาพลักษณ์ของประเทศ ขณะที่ความท้าทายสำคัญของรัฐบาลในเวลานี้ คือการสร้างสมดุลระหว่างการใช้กัญชาเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์กับการป้องกันการนำไปใช้ในทางที่ผิด ท่ามกลางโลกที่ยังมีมุมมองและกฎหมายเกี่ยวกับกัญชาที่แตกต่างจากประเทศไทยอย่างมาก




