‘กัญชาไทย’ จะไปทางไหน? จากสีเขียวที่ข้ามแดนไม่ได้ ถึงปัญหาหลังยุค ‘ปลดล็อก’

8 ก.ค. 2569 - 12:23

  • กัญชาที่เชื่อมโยงกับไทยถูกตรวจยึดครั้งใหญ่ในหลายประเทศ

  • รัฐบาลเร่งผลักดันกฎหมายกำกับดูแลตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยยึดหลัก “กัญชาเพื่อการแพทย์”

  • สะท้อนจุดเปลี่ยนจากยุค “ปลดล็อก” สู่ยุค “กำกับควบคุม”

‘กัญชาไทย’ จะไปทางไหน? จากสีเขียวที่ข้ามแดนไม่ได้ ถึงปัญหาหลังยุค ‘ปลดล็อก’

กระแสข่าวลักลอบส่งออกกัญชาจากไทยถูกพูดถึงอย่างร้อนแรงในช่วงที่ผ่านมา หลังหลายประเทศทั้งในยุโรปและเอเชียแปซิฟิกตรวจยึดกัญชาล็อตใหญ่ที่มีต้นทางหรือเชื่อมโยงกับประเทศไทย

ไม่ว่าจะเป็นกรณีเจ้าหน้าที่โปแลนด์และเยอรมนีร่วมกันตรวจยึดกัญชากว่า 1.2 ตันที่ซุกซ่อนมาในตู้คอนเทนเนอร์ส่งออกจากไทย การยึดกัญชาดอกกว่า 3.37 ตันในอินโดนีเซีย รวมถึงการจับกุมผู้ลักลอบนำกัญชาเข้าฮ่องกงผ่านเที่ยวบินที่ออกเดินทางจากกรุงเทพฯ และภูเก็ต ส่วนภายในประเทศ หน่วยงานความมั่นคงและศุลกากรได้เพิ่มความเข้มงวดในการสกัดกั้นการลักลอบส่งออก และมีการจับกุมผู้ต้องหา เช่น ชาวเบลเยียมที่ซุกกัญชากว่า 30 กิโลกรัมในกระเป๋าเดินทางที่สนามบินภูเก็ต

คดีเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาข้ามพรมแดนของ “กัญชาไทย” ท่ามกลางข้อเท็จจริงที่ว่าหลายประเทศยังคงจัดกัญชาเป็นยาเสพติดผิดกฎหมายและมีบทลงโทษที่เข้มงวด

หลังปัญหาลักลอบขนกัญชาจากไทยผุดขึ้นหลายเคส อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ชี้แจงวันนี้ (8 ก.ค.) ว่า การลักลอบขนกัญชาออกนอกประเทศถือเป็นการจงใจฝ่าฝืนกฎหมายอย่างชัดเจน เนื่องจากกัญชาเป็นสินค้าควบคุมที่ไม่สามารถนำเข้าหรือส่งออกได้อย่างเสรี ผู้ที่ลักลอบกระทำความผิดจึงต้องถูกจับกุมและดำเนินคดีตามกฎหมายทั้งในไทยและประเทศปลายทาง พร้อมย้ำรัฐบาลสนับสนุนให้มีการเร่งผลักดันกฎหมายควบคุมกัญชาให้เกิดความชัดเจน หลังที่ผ่านมาเกิดช่องว่างด้านการกำกับดูแล จากการที่กฎหมายเฉพาะยังไม่สามารถผลักดันออกมาได้ทันเวลา

ส่วนเมื่อย้อนไป 3 ก.ค.ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีระบุว่าได้มอบหมายให้กระทรวงสาธารณสุข สำนักงาน ป.ป.ส. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องศึกษาผลกระทบของนโยบายกัญชาอย่างรอบด้าน โดยไม่ต้องทำเป็นนโยบายเพื่อเอาใจรัฐมนตรี ผู้มีอำนาจ หรือรัฐบาล

“ไม่ใช่พอผมไม่ได้เป็นรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขก็บอกไม่ดี แต่พอผมเป็นก็บอกว่าดี แบบนี้ไม่เอาแล้วไม่ได้ ข้อมูลทั้งหลายที่นำมาดำเนินนโยบายก็เป็นข้อมูลที่นำมาจากส่วนราชการ วันนี้ผมก็พูดในที่ประชุม ป.ป.ส.ว่าผมเอามาดูเอง เป็นประธาน ป.ป.ส.เอง ซึ่งเป็นการประชุมครั้งแรกของผม และพูดชัดเจนว่านโยบายต้องเป็นอย่างไร วันนี้ผมมาเป็น ป.ป.ส. กัญชาดีหรือเปล่า ถ้าบอกว่าดีอีก ก็ต้องมาดู ทำไมตอนท่านสมศักดิ์ (นายสมศักดิ์ เทพสุทิน อดีต รมว.สาธารณสุข) ดูอยู่ถึงบอกว่าไม่ดี และก่อนท่านสมศักดิ์จะมา ผมก็อยู่ถึงบอกว่าดี มันคืออะไร ผมก็ขับเคลื่อนนโยบายต่างๆได้ จากส่วนราชการที่ให้ข้อมูลและทำภายใต้กฎหมาย ภายใต้รัฐธรรมนูญ ผมก็พูดกับ ป.ป.ส.แบบนี้ ถ้าไม่ดีผมก็พร้อมปิด แต่ต้องดูให้ครบทุกมิติ”

อนุทิน ชาญวีรกูล (3 ก.ค. 2569)

ปรากฏการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นบนฉากหลังของพัฒนาการทาง “กฎหมายกัญชาของไทย” ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จากเดิมที่กัญชาถูกจัดเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 5 มาตั้งแต่ปี 2522 ก่อนที่ประเทศไทยจะเริ่มเปิดทางให้ใช้กัญชาเพื่อการแพทย์และการวิจัยในปี 2561 และก้าวสู่จุดเปลี่ยนสำคัญในปี 2565 เมื่อกระทรวงสาธารณสุขประกาศ “ปลดกัญชาและกัญชงออกจากบัญชียาเสพติด” ส่งผลให้เกิดการขยายตัวของธุรกิจกัญชาและร้านจำหน่ายทั่วประเทศ อย่างไรก็ตาม การปลดล็อกดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่กฎหมายควบคุมเฉพาะยังไม่แล้วเสร็จ ทำให้เกิดข้อถกเถียงทั้งในด้านสาธารณสุข การเข้าถึงของเยาวชน การใช้ในเชิงสันทนาการ และลักลอบส่งออก

‘พัฒนา’ ยัน ‘นโยบายรัฐ-ภูมิใจไทย’ เดินหน้า ‘กัญชาทางการแพทย์’ เท่านั้น

ขณะที่วานนี้ (7 ก.ค.) พัฒนา พร้อมพัฒน์ รมว.สาธารณสุข ยืนยันชัดเจนว่า นโยบายของพรรคภูมิใจไทยและรัฐบาลยังคงยึดหลัก “กัญชาทางการแพทย์เท่านั้น” โดยร่าง พ.ร.บ.ควบคุมกัญชาและกัญชง ซึ่งผ่านการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะแล้ว จะเป็นกฎหมายที่เข้ามากำกับดูแลกัญชาครอบคลุมตั้งแต่การปลูก การจำหน่าย การส่งต่อ ไปจนถึงการใช้ประโยชน์ พร้อมกำหนดบทลงโทษที่เข้มงวดมากขึ้น เนื่องจากกฎหมายปัจจุบันยังควบคุมได้เพียงบางส่วนผ่าน พ.ร.บ.คุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยและกฎกระทรวงต่าง ๆ

สำหรับประเด็นการ “นำกัญชากลับไปเป็นยาเสพติด” พัฒนาระบุว่า ขณะนี้ต้องเร่งผลักดันกฎหมายควบคุมให้แล้วเสร็จก่อน ส่วนการจัดให้กัญชากลับเป็นยาเสพติดเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายยาเสพติดซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงยุติธรรม พร้อมย้ำแม้กัญชาไม่เป็นยาเสพติดในไทย แต่หลายประเทศปลายทางยังถือเป็นยาเสพติด ผู้ที่ลักลอบนำออกนอกประเทศจึงมีความผิดตามกฎหมายของประเทศนั้น ๆ โดยกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกได้ประสานงานกับกรมศุลกากรและท่าอากาศยานอย่างต่อเนื่อง รวมถึงปรับมาใช้ระบบใบอนุญาตอิเล็กทรอนิกส์เพื่อลดปัญหาการปลอมแปลงเอกสาร

สำหรับสถานการณ์ของผู้ประกอบการร้านกัญชาทั่วประเทศ รมว.สาธารณสุขให้ข้อมูลว่า เดิมในปี 2568 มีร้านกัญชาที่ได้รับอนุญาตราว 18,000 แห่ง แต่ใบอนุญาตหมดอายุไปแล้วประมาณ 6,000 แห่ง และมีการต่ออายุเพียงราว 1,500 แห่ง โดยใบอนุญาตมีอายุคราวละ 3 ปี ขณะที่กระทรวงสาธารณสุขได้เพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่จากหลายหน่วยงานเพื่อร่วมตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมาย พร้อมจัดทำฐานข้อมูลร้านค้าที่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องบนเว็บไซต์ของกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก รวมถึงระบุพิกัด GPS และสถานะใบอนุญาต หากร้านใดไม่มีรายชื่อหรือไม่ได้รับอนุญาต สามารถดำเนินคดีได้ทันที

ส่วนร้านที่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้อง จะต้องปรับตัวตามกฎกระทรวงใหม่ โดยมีบุคลากรทางการแพทย์กำกับดูแลการจ่ายกัญชา เพื่อให้ใช้เฉพาะในทางการแพทย์และป้องกันการสั่งจ่ายซ้ำผิดปกติ ขณะที่ร้านที่ลักลอบจำหน่ายกัญชาเพื่อสันทนาการหรือเปิดดำเนินการโดยไม่ได้รับอนุญาต จะถูกดำเนินคดีตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด

thai-canabis-update-SPACEBAR-Photo01.jpg

ซัด ‘อนุทิน-ภูมิใจไทย’ ปลดล็อก ‘กัญชา’ แต่เกียร์ว่างไม่ควบคุม ทำประเทศกลายเป็น ‘ฮับยาเสพติด-อาชญากรข้ามชาติ’

ขณะที่ประเด็นกัญชาไทยกำลังถูกจับตาจากนานาชาติ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน มองว่าประเทศไทยกำลังเสี่ยงถูกมองเป็น “ฮับส่งออกกัญชา” และถูกมองจากรัฐบาลทั่วโลกว่าเป็นฐานปฏิบัติการให้กับแก๊งอาชญากรข้ามชาติ หลังเกิดคดีลักลอบขนกัญชาไปต่างประเทศหลายกรณี ทั้งในฮ่องกง โปแลนด์ เยอรมนี และอินโดนีเซีย โดยอ้างข้อมูลกรมศุลกากรที่ระบุว่า ระหว่างเดือนตุลาคม 2568 ถึงพฤษภาคม 2569 มีการจับกุมคดีลักลอบขนกัญชาเกือบ 3,000 คดี น้ำหนักรวมกว่า 300,000 กิโลกรัม มูลค่ากว่า 4,000 ล้านบาท พร้อมมองว่าปัญหาดังกล่าวเป็นผลจากการปลดกัญชาออกจากบัญชียาเสพติดในปี 2565 ขณะที่หลายประเทศปลายทางยังคงถือว่ากัญชาเป็นยาเสพติดผิดกฎหมาย

ณัฐพงษ์ยังกล่าวถึงผลกระทบภายในประเทศ โดยอ้างข้อมูลจากหน่วยงานรัฐว่า จำนวนผู้ป่วยจิตเวชจากการใช้กัญชาเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากปี 2562 ที่มีประมาณ 6,500 ราย หลังการปลดล็อกกัญชาออกจากบัญชียาเสพติด ตัวเลขในปี 2566 เพิ่มขึ้นเป็นกว่า 20,000 ราย หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 3 เท่าตัว โดยมองว่าสะท้อนถึงปัญหาจากการเปิดเสรีกัญชาในช่วงที่กฎหมายควบคุมยังไม่รัดกุมเพียงพอ ทั้งด้านผู้ใช้และการออกใบอนุญาต

พรรคประชาชนไม่ได้เห็นค้านในการใช้กัญชาทางการแพทย์ แต่การมีกฎหมายกำกับควบคุมดูแลที่เข้มงวดและดีเพียงพอเป็นสิ่งที่ อนุทิน และพรรคภูมิใจไทยมีการละเลยใน 4 ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่ปี 2565 – 2569

ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (8 ก.ค. 2569)

หัวหน้าพรรคประชาชนยังชี้ให้เห็นว่า กฎหมายควบคุมกัญชาปัจจุบันยังมีช่องว่าง โดยเฉพาะการไม่มีการกำหนดอายุขั้นต่ำของผู้ซื้อผลิตภัณฑ์กัญชาเหมือนกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ บุหรี่ หรือสลากกินแบ่งรัฐบาล ขณะที่บทลงโทษจากการฝ่าฝืนยังไม่เข้มงวดเพียงพอ รวมถึงยังไม่มีระบบใบอนุญาตสำหรับการผลิต ทำให้ภาครัฐไม่สามารถติดตามปริมาณการผลิตและสต๊อกกัญชาในประเทศได้อย่างชัดเจน

พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งกำกับดูแลหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้ง ป.ป.ส. หน่วยงานความมั่นคง และกรมศุลกากร เพื่อสกัดกั้นการลักลอบส่งออกกัญชาและยาเสพติด พร้อมผลักดันกฎหมายควบคุมกัญชาให้ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อป้องกันผลกระทบต่อประชาชนและภาพลักษณ์ของประเทศ

ผมเชื่อว่า 4 ปีที่ผ่านมาเป็นช่วงที่พรรคภูมิใจไทยอาจจะเกียร์ว่างไปหน่อย ทำให้เกิดช่องว่างทางกฎหมายจนทำให้ปัญหาลุกลามบานปลายมาถึงปัจจุบัน

ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (8 ก.ค. 2569)

จากภาพรวมทั้งหมด สะท้อนว่านโยบายกัญชาของไทยกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญ จากยุคแห่งการปลดล็อกและส่งเสริมการใช้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ไปสู่ยุคของการกำกับดูแลที่เข้มงวดมากขึ้น ภายใต้แรงกดดันทั้งจากปัญหาภายในประเทศและผลกระทบในระดับนานาชาติจนส่งผลต่อภาพลักษณ์ของประเทศ ขณะที่ความท้าทายสำคัญของรัฐบาลในเวลานี้ คือการสร้างสมดุลระหว่างการใช้กัญชาเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์กับการป้องกันการนำไปใช้ในทางที่ผิด ท่ามกลางโลกที่ยังมีมุมมองและกฎหมายเกี่ยวกับกัญชาที่แตกต่างจากประเทศไทยอย่างมาก

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์


‘กัญชาไทย’ จะไปทางไหน? จากสีเขียวที่ข้ามแดนไม่ได้ ถึงปัญหาหลังยุค ‘ปลดล็อก’