



15 ตุลาคม 2566 ภายหลังจากที่สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟ ได้จัดเที่ยวบินอพยพคนไทยครั้งที่ 3 โดยสายการบิน Fly Dubai เที่ยวบิน FZ1550 ออกเดินทางจากอิสราเอลในวันที่ 14 ตุลาคมที่ผ่านมา ‘แรงงานไทย’ จำนวน 90 คน ที่ได้รับผลกระทบจากความไม่สงบในสงครามระหว่าง ‘อิสราเอล’ และ ‘ปาเลสไตน์’ ได้เดินทางมาถึงประเทศไทย ณ สนามบินอู่ตะเภา และได้เข้าพักเพื่อรอเดินทางกลับภูมิลำเนาที่ โรงแรมเอสซี ปาร์ค ถนนประดิษฐ์มนูธรรม
บางครอบครัวมารอต้อนรับที่โรงแรม มีการสวมกอดญาติพี่น้องและคนในครอบครัวอย่างปิติยินดี พร้อมทั้งมีแรงงานบางส่วนให้ข้อมูลกับสื่อมวลชน เกี่ยวกับกรณีความไม่สงบที่เกิดขึ้นในดินแดนอิสราเอลด้วย ทั้งนี้ทางกระทรวงแรงงานนำโดย ‘พิพัฒน์ รัชกิจประการ’ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้เปิดเผยว่า ในวันนี้ส่วนตัวพร้อมและผู้บริหารกระทรวง ได้มารับแรงงานไทย ซึ่งในส่วนของกระทรวงแรงงาน ได้จัดเจ้าหน้าที่ตั้งโต๊ะดูแลเรื่องสิทธิประโยชน์ พร้อมประสานญาติอำนวยความสะดวกในการเดินทางกลับภูมิลำเนา โดยกระทรวงเชื่อมั่นว่า จะสามารถพาแรงงานไทยที่เหลือทั้งหมดกลับมาได้อย่างปลอดภัย
“อย่างไรก็ดี มีเพื่อนๆ พี่น้องแรงงานไทยบางส่วนแจ้งความจำนงว่า ขออยู่ทำงานที่อิสราเอลต่อ ในส่วนนี้หากเกิดภาวะวิกฤตจริงๆ คงต้องพากลับมาทั้งหมด ส่วนการกลับไปทำงานใหม่อีกครั้งนึง กระทรวงแรงงานได้แจ้งท่านนายกฯ ไปแล้วว่า ในส่วนผู้ที่ยังไม่หมดสัญญากระทรวงแรงงาน จะพยายามติดต่องานให้ จึงขอให้สบายใจได้ว่า กระทรวงแรงงานจะทำหน้าที่ประสานงานให้และเมื่อเหตุการณ์สงบจะพาทุกท่านกลับไปทำงาน หากมีความประสงค์ที่จะกลับไปทำงานที่อิสราเอลอีกครั้งหนึ่ง หรือท่านที่ไม่ประสงค์กลับไป สามารถแจ้งความประสงค์มายังกระทรวงแรงงานๆ”
พิพัฒน์ ระบุต่อว่า หากแรงงานคนไหนไม่ประสงค์กลับอิสราเอล ขอให้แจ้งมาที่กรมการจัดหางาน และขอให้ทุกท่านเก็บตั๋วเดินทางในวันนี้ไว้ เพื่อเบิกค่าใช้จ่ายเดินทางกับกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งทางรัฐบาลจะดูแลรับผิดชอบในการเดินทางกลับมายังประเทศไทย และขอให้ช่วยกันสื่อสารไปยังแรงงานไทยที่อยู่ในอิสราเอล ที่ยังไม่ได้เดินทางกลับมา ว่าสามารถแจ้งมายังกระทรวงแรงงานได้ทันที
สำหรับแรงงานไทยที่เป็นสมาชิกกองทุนเพื่อช่วยเหลือคนหางานไปทำงานต่างประเทศ และอยู่ในความคุ้มครอง เมื่อกลับมาถึงประเทศไทย ทางกระทรวงแรงงานมีการดูแลเรื่องสิทธิประโยชน์ทันที รายละ 15,000 บาท ซึ่งเป็นเงินสงเคราะห์ กรณีประสบปัญหาต้องเดินทางกลับประเทศไทยก่อนครบสัญญาจ้างจากเหตุสงคราม หรือ กรณีทุพพลภาพ จะได้รับการสงเคราะห์ คนละ 30,000 บาท กรณีเสียชีวิตในต่างประเทศ สงเคราะห์จำนวน 40,000 บาท และค่าใช้จ่ายในการจัดการศพในต่าง ประเทศเท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน 40,000 บาท นอกจากนี้ยังได้รับสวัสดิการตามกฎหมายของประเทศอิสราเอล (ประกันการทำงาน + นายจ้างจ่าย) กรณีบาดเจ็บ - พิการตามการรับรองของแพทย์
แบ่งเป็น บาดเจ็บ 10-19% ได้รับเงินก้อนเดียว ประมาณ 1,440,000 บาท บาดเจ็บเกิน 20% ได้รับเงินเดือนทุกเดือน จนกว่าจะเสียชีวิต โดยประเมินจากความสูญเสีย กรณีเสียชีวิตภรรยาและบุตร ได้รับเงินเดือนทุกเดือน จนกว่าภรรยาจะแต่งงานใหม่ และบุตรอายุครบ 18 ปีบริบูรณ์ (ภรรยาเป็นเงิน 34,560 บาทต่อเดือน /บุตร เป็นเงิน 5,760-11,520 บาทต่อเดือน)
ส่วนความคืบหน้าของสถานการณ์การให้ความช่วยเหลือแรงงานไทยในประเทศอิสราเอล จากรายงานของอัครราชทูตที่ปรึกษา ฝ่ายแรงงาน ประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟ ล่าสุดได้รับรายงานว่า มีแรงงานไทยที่ถูกจับไปเป็นตัวประกัน จำนวน 17 ราย เสียชีวิต จำนวน 28 ราย (รอยืนยัน) บาดเจ็บ 16 ราย (ยังไม่สามารถระบุชื่อได้ 1 ราย) กรอกแบบฟอร์มแจ้งความประสงค์การเดินทางกับทางสถานทูตฯ จำนวน 7,540 ราย จำแนกเป็น ผู้ที่ขอเดินทางกลับประเทศไทย จำนวน 7,446 ราย และ แจ้งความประสงค์ไม่ขอกลับ จำนวน 94 ราย และขณะนี้ได้เดินทางกลับถึงประเทศไทยแล้ว จำนวน 187 ราย







