ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เปิดเผยตัวเลขล่าสุดจากรายงาน ชี้ว่า ‘ตลาดการกุศล’ ของไทยยังมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง และคาดว่าภายในปี 2568 ตลาดจะมีมูลค่าสูงถึง 150,000 ล้านบาท
แม้จะฟังดูย้อนแย้ง แต่วงการ “การกุศล” คือหนึ่งในตลาดที่โตต่อเนื่องเฉลี่ยปีละ 2% นับตั้งแต่ปี 2560 ที่มีมูลค่าประมาณ 129,000 ล้านบาท จนคาดว่าปี 2568 จะพุ่งแตะ 150,000 ล้านบาท
แหล่งเงินเหล่านี้ ไม่ได้มาจากรัฐ แต่มาจาก “ความศรัทธา” ที่คนไทยพร้อมเปิดกระเป๋าให้กับการทำบุญ การบริจาค และการช่วยเหลือสังคมในหลากหลายรูปแบบ โดยตัวเลขเหล่านี้ครอบคลุมรายรับขององค์กรไม่แสวงหาผลกำไร ทั้งด้านศาสนา การแพทย์ สังคมสงเคราะห์ ไปจนถึงมูลนิธิและสมาคมต่างๆ
อะไรดึงดูดคนไทยยัง “ให้” ต่อเนื่อง?
ทั้งนี้มีปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญของพฤติกรรมการทำบุญและบริจาคของคนไทยประกอบด้วย 4 แรงจูงใจหลัก ที่ผลักให้ตลาดการกุศลยังเติบโต ได้แก่
1.ทำบุญตามความเชื่อทางศาสนา ซึ่งพบว่าราว 1% ของค่าใช้จ่ายครัวเรือนไทยต่อเดือนถูกใช้ในกิจกรรมทางศาสนา
2.การบริจาคช่วยเหลือผ่านโครงการเพื่อสังคมของภาคธุรกิจ (CSR)
3.การระดมความช่วยเหลือการบริจาคในช่วงเหตุการณ์ฉุกเฉิน ภัยธรรมชาติ เช่น แผ่นดินไหว น้ำท่วม
4.แรงจูงใจด้านสิทธิประโยชน์ทางภาษี การนำไปลดหย่อนภาษี โดยข้อมูลพบว่าคนไทยบริจาคเพื่อลดหย่อนภาษีรวมกว่า 55,000 ล้านบาทต่อปี
นอกจากนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยยังแนะนำให้เกาะติด 3 เทรนด์ใหม่ที่ต้องจับตา ได้แก่
1.แรงจูงใจใหม่ เช่น บริจาคเพื่อช่วยเหลือสัตว์/บรรเทาสาธารณภัย และ Online Donation
2.กลุ่มผู้บริจาคใหม่ โดยเฉพาะ GEN Z
3.การเกิดความร่วมมือใหม่ที่ทำให้การบริจาคสะดวกขึ้น
รวมถึง 4 ประเด็นสำคัญ ที่มีผลต่อการทำการกุศลของไทย ได้แก่ การสร้างความน่าเชื่อถือ โดยเฉพาะเส้นทางการใช้เงิน วัตถุประสงค์ของการใช้เงินที่เน้นผลลัพธ์ระยะยาว การเพิ่มสิทธิประโยชน์ที่จูงใจ รวมถึงการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี
เจาะเทรนด์ใหม่มาแรง ไม่ใช่แค่ทำบุญเข้าวัดอีกต่อไป
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ยังชี้ว่า ตลาดการกุศลของไทยกำลังถูกขับเคลื่อนด้วย 3 เทรนด์สำคัญ ดังนี้
New Motivation : การช่วยเหลือสัตว์ สาธารณภัย และการบริจาคผ่านช่องทางออนไลน์
New Target : กลุ่ม Gen Z เริ่มเข้ามามีบทบาท โดยเน้นการให้ที่ตรงเป้าหมายและโปร่งใส
New Collaboration : การจับมือระหว่าง Tech Startups และองค์กรไม่แสวงหากำไร กำลังสร้างประสบการณ์การกุศลแบบใหม่ เช่น ระบบ Tracking เงินบริจาค หรือ NFT การกุศล

ขณะที่บทวิเคราะห์เศรษฐกิจอีสานจาก ISAN Outlook คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) ประจำไตรมาส 1/2566 เผยความเชื่อ ทั้งด้านสายมู รวมถึงความนับถือในด้านสิ่งศักดิ์สิทธิ์ สร้างรายได้เฉลี่ยรวมของประเทศกว่า 50,000 ล้านบาทต่อปี นอกจากนี้ยังมีเงินบริจาคเฉลี่ยรวมประเทศอีกกว่า 35,000 ล้านบาทต่อปี
อีกทั้งภาคอีสานยังมีค่าใช้จ่ายในครัวเรือนด้านกิจกรรมทางศาสนา เฉลี่ย เดือนละ 566 บาท และยังมีค่าใช้จ่ายในครัวเรือนเงินที่ใช้ในการทำบุญ ช่วยเหลืออื่นๆ เฉลี่ยเดือนละ 450 บาท ซึ่งถือว่ามีค่าเฉลี่ยสูงสุดในไทย
ส่วนการใช้จ่ายในครัวเรือนด้านกิจกรรมทางศาสนา และ เงินที่ใช้ในการทำบุญ ช่วยเหลืออื่นๆ นั้นจะแปรผันตรงตามกลุ่มอาชีพที่มีรายได้สูง หมายความว่า ยิ่งอาชีพที่มีรายได้สูงมากเท่าไหร่ ก็จะมีแนวโน้มในการใช้จ่ายเงินกับกิจกรรมทางศาสนามากขึ้นเท่านั้น โดยเรียงตามอาชีพ ตั้งแต่
1) ผู้จัดการ นักวิชาการ และ ผู้ปฏิบัติงานวิชาชีพ
2) คนงานเกษตร ป่าไม้ และประมง
3) คนงาน ด้านการขนส่ง และงานพื้นฐาน
4) เสมียน พนักงานขาย
5) ผู้ปฏิบัติงานในกระบวนการผลิตก่อสร้างและเหมืองแร่
จุดสังเกต ที่น่าสนใจคือ ค่าใช้จ่ายครัวเรือน / เดือน ในด้านกิจกรรมทางศาสนาจาก 5 กลุ่มอาชีพข้างต้น จะพบว่าคนอีสานจะมีค่าใช้จ่ายกับกิจกรรมทางศาสนา/เดือน มากกว่า คนภาคเหนือ เกือบทุกกลุ่มอาชีพ (ยกเว้น เสมียน และพนักงานขาย ภาคเหนือ ที่ใช้เงินทางกิจกรรมทางศาสนา เดือนละ 259 บาท ที่มากกว่าภาคอีสานที่ใช้ 244 บาท
จากข้อมูลข้างต้น ก็จะพอเห็นแนวโน้มว่าคนอีสาน มีค่าใช้จ่ายครัวเรือนในด้านความเชื่อมากกว่า คนในภาคเหนือ ซึ่งอาจมีจากหลายปัจจัย ทั้ง ปัจจัยด้านรายได้ / ครัวเรือน, ความยินดีที่จะจ่ายเพื่อความเชื่อ ความสบายใจ ที่แตกต่างกัน
อ้างอิง :
- ศูนย์วิจัยกสิกรไทย, ตลาดการกุศลไทย ยังโตเฉลี่ยปีละ 2%
- บทวิเคราะห์เศรษฐกิจอีสานจาก ISAN Outlook คณะเศรษฐศาสตร์ ม.ขอนแก่น ประจำไตรมาส 1/2566




