ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ศูนย์ความเป็นเลิศด้านการแพทย์บูรณาการและสาธารณสุข และที่ปรึกษาวิทยาลัยการแพทย์แผนตะวันออก มหาวิทยาลัยรังสิต โพสต์เฟซบุ๊ก “ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา Thiravat Hemachudha” ระบุว่า ระบบสาธารณสุขที่ต้องยอมรับความจริง
จุดแข็งของระบบบัตรทองต้องยอมรับก่อนว่า ระบบนี้มีข้อดีที่ชัดเจน
• ประชาชนกว่า 45–50 ล้านคนเข้าถึงบริการได้
• ลดการล้มละลายจากค่ารักษา
• ลดความเหลื่อมล้ำ
• โรคร้ายแรงจำนวนมากได้รับการรักษาโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายสูง
จนได้รับการยอมรับจากองค์การระหว่างประเทศหลายแห่งว่าเป็นหนึ่งในตัวอย่างของ Universal Health Coverage ในประเทศรายได้ปานกลาง (ด้วยความเสียสละของบุคลากรสาธารณสุขทุกระดับอย่างไม่เป็นธรรม)
ดังนั้น ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ “หลักการ” ของระบบ แต่ปัญหาอยู่ที่ “กลไกการเงินและการบริหาร” ปัญหาหลักที่กำลังเกิดขึ้น คือ
• งบเหมาจ่ายรายหัว (Capitation) เพิ่มไม่ทันต้นทุน
ต้นทุนจริงของโรงพยาบาลเพิ่มขึ้นจาก
• ผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น
• โรคเรื้อรังเพิ่มขึ้น
• ยาใหม่ราคาแพง
• เครื่องมือแพทย์แพงขึ้น
• เงินเดือนบุคลากร
• ค่าไฟ ค่าอุปกรณ์
แต่การเพิ่มงบรายหัวมักไม่ทันต้นทุนจริง ผลคือยิ่งรักษามาก ยิ่งขาดทุน โรงพยาบาลขนาดใหญ่จึงได้รับผลกระทบมากที่สุด
• โรคของผู้ป่วยมีความ ซับซ้อนขึ้น มีมากกว่าหนึ่งอวัยวะที่เสียหาย แต่ละคนมีหลายโรค เช่น
โรคไตวาย
โรคเส้นเลือดสมอง
โรคสมองเสื่อม
มะเร็ง
ผู้ป่วยที่ต้องได้รับการรักษาระยะยาว ต้องมีผู้ดูแล คนไข้หนึ่งคนใช้ทรัพยากร มากกว่าเดิมหลายเท่าแต่การชดเชยหลายรายการยังอิงสูตรเดิม
สิ่งที่ควรจะเป็น ไม่ใช่เพียงแต่การจัดการเรื่องบัตรทองอย่างเดียว
1.ยอมรับความจริง สถานการณ์อมโรคและโรคเต็มขั้นทวีคูณขึ้นมากมาย ในช่วง 25 ปีที่ผ่านมา และใช้วิธีคิดดั้งเดิมเหมาจ่ายไม่ได้
2.ยอมรับความจริง ประกาศให้คนไทยรับทราบ งบในระบบสาธารณสุขร่อแร่ และจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องร่วมกันดูแลตนเองให้ดีที่สุด การรักษาถ้าไม่ถึงที่สุดเนื่องจากบัตรทองไม่สามารถครอบคลุม เป็นผลสะสมหลาย 10 ปีของการเพาะบ่มโรคที่ไม่ได้รับความสนใจ
3.ยอมรับความจริงขั้นตอนการรักษาซับซ้อนต้องการ เวลา ร่วมกับเครื่องมือในการวินิจฉัย และ ความร่วมมือเป็นทีม ความรู้และประสบการณ์ ซึ่งทำได้ยากถ้าไม่ใช่อยู่ในโรงเรียนแพทย์
4.ยอมรับความจริง ระบบต้องแก้ไข ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นเป็นการง่ายที่บอกว่าบุคลากรทำผิด แต่การปฏิบัติพลาดเช่นนั้นในสถานการณ์นั้น ของมนุษย์คนหนึ่งที่ทำงานติดต่อกันสัปดาห์เกิน 100 ชั่วโมง รับมือกับผู้ป่วยวันละ 100 รวมทั้งยังมีผู้ป่วยใน ผู้ป่วยอาการหนัก การด่า ทำได้ง่าย เพราะโกรธแค้น แต่พิจารณาย้อนกลับไปบ้าง ว่าเกิดจากอะไร มีบุคลากรคนไหนที่อยากเสียคนป่วย หรืออยากทำร้ายคนป่วย ความผิดพลาดเกิดจากอะไรช่วยแก้ไขที่ระบุ
5.ยอมรับความจริง มีบุคลากรที่มีทั้งดีและไม่ดี แต่การเหมารวมโดยไม่พิจารณาให้ถ่องแท้ ถึงสาเหตุ ปัจจัย ท้ายที่สุดแล้ว เป็นการกรองคนดีออกจากระบบ ผลกระทบร้ายแรงที่เกิดขึ้นคือต่อประชาชน
6.การเพิ่มจำนวนแพทย์และบุคลากรสาธารณสุข ตั้งคณะแพทย์ใหม่ ทั่วประเทศ ต้องคำนึงถึงคุณภาพ มีความตระหนัก มีความพร้อมจริง ตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อชีวิตมนุษย์ ความรู้ และมีระบบช่วยเหลือตลอดชีวิตการทำงาน จำนวนไม่ใช่ทางออกสุดท้าย การเพิ่มจำนวน จากสถาบันที่ชัดเจนว่าต้องมีความพร้อม ตั้งแต่ต้นและมีการติดตามตลอดระยะเวลาจนกระทั่งเมื่อจบแล้ว เป็นสิ่งสำคัญ “ความพร้อมไม่ใช่รายละเอียดในกระดาษ” การประเมินตอนจบ หลังจากผ่านไปหกปีว่าไม่ผ่านเป็นสิ่งที่ไม่น่ายอมรับ ต้องทำตั้งแต่ต้น
7.การกำหนดให้มีความรู้ต่อเนื่อง (CME) เป็นสิ่งที่ดี แต่มนุษย์คนหนึ่ง รับผิดชอบงาน เวลากินข้าวเวลานอนไม่มี ยังต้องทำงานกระดาษหรือ รายงาน อิเล็กทรอนิกส์ งานบริหาร ที่ไม่เคยเรียนมา และต้องตามวิชาการซึ่งแน่นอนออกมาทุกวัน ความคาดหวังของผู้ป่วยและครอบครัว มาตรฐานที่ต้องทำตาม เวชปฏิบัติ ทำตาม AI แต่คนทำไม่ไหว และแม้แต่คนมีความรู้ แต่ไม่มีอุปกรณ์ หรือมีอุปกรณ์ แต่ก็ต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญ อยู่ดี
CME เป็นสิ่งที่ดี แต่ต้องมีการระบุเจาะจงถึงความสามารถที่พึงปฏิบัติได้หรือไม่ ในแพทย์ทุกคน หรือจำกัดในแพทย์ที่ต้องอยู่ในสาขาเฉพาะทางที่มีความเสี่ยงสูงสุดเป็นสำคัญ ก่อน มีความจำเป็นที่ต้องพิจารณา การทำตามประเทศที่มีระบบที่ดี ตรวจผู้ป่วยหนึ่งราย รายละครึ่งชั่วโมงถึง 1 ชั่วโมง กับหมอไทยด่านหน้ามีเวลาเพียง 3 นาทีเพราะคนไข้เป็นร้อย
8.ยอมรับความจริงว่าถึงจะพยายามกลับตัวเน้นการป้องกัน แต่สถานพยาบาลตั้งแต่ระดับชุมชน คนที่มาหานั้นมี ความผิดปกติที่อวัยวะเริ่มล่มสลาย และเป็นการรักษาเฉพาะหน้า ทั้งสิ้น ดังนั้นคนรักษาต้องเก่งเทพ รอบรู้ไปทั้งหมด และในที่สุดส่งต่อไปยังโรงพยาบาลระดับสูงขึ้น เพิ่มความแออัดไม่รู้จบ
ดังนั้นการป้องกัน อยู่ที่ระบบการศึกษาตั้งแต่เด็ก ความรู้ของพ่อแม่ ความตระหนักรู้เรื่องสุขภาพ ซึ่งถ้าเริ่มวันนี้ อาจต้องรออีกประมาณ 15 ถึง 20 ปีถึงจะเห็นผลถ้าทำจริง นั่นคือการยอมรับว่าระบบการศึกษาของประเทศไทยอาจไม่มีความก้าวหน้ามาตลอดหลาย 10 ปีนี้
9.ยอมรับความจริงสถานพยาบาลบัตรทองในแต่ละพื้นที่เต็มจำนวน ต้องส่งต่อไปพื้นที่อื่นที่ไม่ใช่พื้นที่อาศัยของผู้ป่วย การเดินทาง การทำเอกสารส่งตัว และถ้าไม่ได้มีโรคเดี่ยว เป็นสิ่งที่ทำให้คนป่วยท้อ และปล่อยเลยตามเลย อายุประชากรที่เคยภูมิใจว่าเป็นตัวชี้วัดระบบสาธารณสุขอาจ ต้องประเมินใหม่ ต้องดูในพื้นที่แต่ละแห่งไปว่าอายุสั้นลงแค่ไหน
“สรุปสั้น วิกฤตเกิดขึ้นแล้ว รอเวลาล่มสลาย”







