พี่จะจำกันกี่โมง! คนไทยกับไม้กั้นรถไฟ แม้ผ่านเรื่องเลวร้ายมาแต่ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะเรียนรู้

11 ส.ค. 2569 - 14:01

  • ต้องบอกว่ายังคงเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นอยู่เหมือนเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า แม้จะเพิ่งผ่านเหตุการณ์สุดสลดที่เลวร้ายมากๆ มาไม่นาน สำหรับเรื่องของ ‘ไม้กั้นทางรถไฟ’ กับคนไทย

พี่จะจำกันกี่โมง! คนไทยกับไม้กั้นรถไฟ แม้ผ่านเรื่องเลวร้ายมาแต่ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะเรียนรู้

ต้องบอกว่ายังคงเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นอยู่เหมือนเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า แม้จะเพิ่งผ่านเหตุการณ์สุดสลดที่เลวร้ายมากๆ มาไม่นาน แต่เหมือนกับว่าสุดท้ายก็ไม่ได้เกิดกระบวนการเรียนรู้ใดๆ ขึ้นมาเลยสำหรับเรื่องของ ‘ไม้กั้นทางรถไฟ’ กับคนไทย ที่ในปัจจุบันก็ยังขยันขับหรือขี่ฝ่ากันปกติเหมือนไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น  

โดยเมื่อวานนี้ทางเพจ ‘เฮียขับรถ’ ได้ลงคลิปวิดีโอที่รถจักรยานยนต์คันหนึ่งขี่ฝ่าไม้กั้นทางรถไฟในวินาทีสุดท้าย ซึ่งก็แน่นอนว่า ‘ไม่รอด’ เพราะไม้ลงมาขวางหน้า รับ ‘เฮดช็อต’ ไปแบบเต็มๆ จนสุดท้ายรถเสียหลักตะแคงข้างแอ้งแม้งไปกองกับพื้นถนน 

View post on Facebook

สำหรับเรื่องนี้ก็สะท้อนให้เห็นกันอย่างชัดเจนว่า แม้ประเทศไทยเราจะเพิ่งผ่านเหตุการณ์เลวร้ายเกี่ยวกับการฝ่าฝืนไม้กั้นทางรถไฟมายังไม่ทันถึงสามเดือนดี แต่คนไทยก็ไม่ได้เกิดการเรียนรู้หรือจดจำอะไรที่เคยเกิดขึ้นได้เลย สุดท้ายแล้ว ‘การถอดบทเรียน’ ก็เป็นเพียงแค่ ‘คำพูด’ ที่เอาไว้บอกเวลาเกิดเหตุการณ์น่าสลดเท่านั้น เพราะจริงๆ แล้วเรื่องหรือเหตุการณ์รูปแบบเดิมๆ ก็ยังเกิดขึ้นเรื่อยๆ อยู่ดี เพียงแค่นับหรือรอวันเวลาที่จะเกิดเรื่องใหญ่ๆ ขึ้นอีกรอบ โดยถ้าดูจากในคลิปก็มีทั้งไม้กั้น เสียงสัญญาณ เจ้าหน้าที่สถานีที่ตีธงแดง แต่ก็ไม่มีอะไรหยุดยั้งการฝ่าไม้กั้นของคนไทยได้เลย 

หนึ่งในเหตุผลที่คนไทยยังกล้าทำเรื่องแบบนี้อยู่เรื่อยๆ ก็น่าจะเพราะว่าการบังคับใช้กฎหมายไม่ได้รุนแรงมากพอ เพราะแม้เจ้าหน้าที่ตำรวจจะกวดขันและดำเนินคดีกับคนที่ขับฝ่าไม้กั้น แต่สุดท้ายผลก็จะจบแค่เป็นการฝ่าฝืนกฎจราจรโดยไม่ได้เกิดความเสียหายร้ายแรง โทษมักไม่ได้หนักถึงขั้นจำคุก ซึ่งถ้าเปรียบเทียบกับประเทศญี่ปุ่นที่เป็นหนึ่งในประเทศที่ระบบขนส่งด้านรถไฟสำคัญและแข็งแรงมากๆ การเอาจริงเอาจังในเรื่องของกฎหมายก็จะต่างกันอยู่พอสมควร สิ่งที่เหมือนกันแน่ๆ คือจับกับปรับ แต่ญี่ปุ่นจะเพิ่มเรื่องของการตัดคะแนนใบขับขี่ หรือถ้าฝ่าไม้กั้นแล้วไปรบกวนการเดินรถจนต้องชะลอหรือหยุด ทำให้เกิดการเสียเวลาจะมีการขยายความผิดในแง่ปกติไปสู่ความผิดทางอาญาได้ รวมไปถึงการโดนเรียกร้องค่าเสียหายที่ทำให้รถไฟหยุดชะงักซึ่งเป็นจำนวนที่สูงมากพอสมควร เหล่านี้เห็นได้ชัดว่าทำให้คนญี่ปุ่นให้ความจริงจังกับเรื่องนี้มากกว่าบ้านเรา 

สุดท้ายก็คงต้องบอกว่าเรื่องนี้ยังคงเป็นปัญหาเดิมๆ ที่ยังคงเกิดขึ้นอยู่ในบ้านเราซึ่งไม่รู้ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นเมื่อไหร่ อาจจะต้องเพิ่มความรุนแรงในข้อกฎหมายมากขึ้นเหมือนญี่ปุ่นหรือเปล่า เพราะต่อให้จะถอดบทเรียนกันกี่ครั้งส่วนใหญ่ก็ยังพร้อมจะฝ่าไปข้างหน้าอย่างไม่เกรงกลัวกันเหมือนเดิม  

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์