‘สวัสดิ์ เจริญผล’ ทนายความของ ‘สุเทพ เทือกสุบรรณ’ เปิดเผยหลังร่วมรับฟังคำพิพากษาศาลฎีกา คดีที่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีต นายกรัฐมนตรี และสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ยื่นฟ้องเอาผิด ‘ธาริต เพ็งดิษฐ์’ อดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดี ฐานปฎิบัติหน้าที่มิชอบหรือมีเจตนากลั่นแกล้ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และมาตรา 200 วรรค 2
สวัสดิ์ ระบุว่า วันนี้ศาลฯ ได้เลื่อนนัดอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา เป็นครั้งที่ 8 เนื่องจาก ธาริต ได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีกาส่งสำนวนไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า เกี่ยวกับ มาตรา 157 และ พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับคดี ว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ โดย ธาริต อ้างว่าเขาเป็นข้าราชการ ดังนั้นตัวเขาต้องอยู่ภายใต้ พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต หมายความว่า อภิสิทธิ์และสุเทพ ซึ่งเป็นฝ่ายโจทก์ ไม่มีอำนาจมาฟ้องคดีเอง
นอกจากนี้ ธาริต ยังขอกลับคำให้การจากเดิมที่เคยให้การปฏิเสธ กลับคำมารับสารภาพ แต่ระบุในคำร้องว่ารับสารภาพเฉพาะข้อหาตามมาตรา 157 เรื่องการเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเท่านั้น ไม่ได้รับสารภาพในข้อหากลั่นแกล้งผู้อื่นให้ได้รับโทษอาญา
ดังนั้นเมื่อเกิดปัญหาแบบนี้ ศาลชั้นต้นจึงไม่สามารถดำเนินการต่อได้ ต้องส่งเรื่องให้ศาลฎีกาเป็นผู้พิจารณาวินิจฉัยว่าจะส่งเรื่องต่อไปให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาต่อหรือไม่ แต่ความเห็นส่วนตัว ในฐานะทนายของ สุเทพ ก็ได้แถลงต่อศาลฯ ว่า เคยเจอเหจุการณ์ลักษณะนี้มาแล้ว โดยก่อนหน้านี้ สุเทพ เคยฟ้อง ธาริต ในคดีอื่นแล้วมีเรื่องของการขอเลื่อนหลายครั้งด้วยวิธีแบบนี้ จนศาลฎีกาต้องนำคำพิพากษาไปอ่านเอง พร้อมยอมรับว่าการที่ ธาริต อ้างเหตุผลดังกล่าว ส่วนตัวคิดว่าเป็นการใช้เทคนิกทางกฎหมาย เพื่อหวังประวิงเวลา และหวังใช้เป็นเหตุผลในการขอลดโทษ จึงหวังว่าในวันที่ 16 มิ.ย. 66 ซึ่งเป็นวันที่ศาลฯ นัดอ่านนำพิพากษาครั้งต่อไป จะมีการนัดอ่านคำพิพากษาที่ศาลฎีกา และหวังว่าจะเป็นการเลื่อนนัดครั้งสุดท้าย แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาลฯ ว่าจะวินิจฉัยอย่างไร
เมื่อถามว่า สุเทพ มีความกังวลเกี่ยวกับคดีนี้หรือไม่ สวัสดิ์ บอกว่า สุเทพไม่ได้กังวลอะไร เพราะเคยบอกไว้ว่าทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการของศาลฯ ไม่อาจก้าวล่วง
สวัสดิ์ ระบุว่า วันนี้ศาลฯ ได้เลื่อนนัดอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา เป็นครั้งที่ 8 เนื่องจาก ธาริต ได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลฎีกาส่งสำนวนไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า เกี่ยวกับ มาตรา 157 และ พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับคดี ว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ โดย ธาริต อ้างว่าเขาเป็นข้าราชการ ดังนั้นตัวเขาต้องอยู่ภายใต้ พ.ร.ป.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต หมายความว่า อภิสิทธิ์และสุเทพ ซึ่งเป็นฝ่ายโจทก์ ไม่มีอำนาจมาฟ้องคดีเอง
นอกจากนี้ ธาริต ยังขอกลับคำให้การจากเดิมที่เคยให้การปฏิเสธ กลับคำมารับสารภาพ แต่ระบุในคำร้องว่ารับสารภาพเฉพาะข้อหาตามมาตรา 157 เรื่องการเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเท่านั้น ไม่ได้รับสารภาพในข้อหากลั่นแกล้งผู้อื่นให้ได้รับโทษอาญา
ดังนั้นเมื่อเกิดปัญหาแบบนี้ ศาลชั้นต้นจึงไม่สามารถดำเนินการต่อได้ ต้องส่งเรื่องให้ศาลฎีกาเป็นผู้พิจารณาวินิจฉัยว่าจะส่งเรื่องต่อไปให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาต่อหรือไม่ แต่ความเห็นส่วนตัว ในฐานะทนายของ สุเทพ ก็ได้แถลงต่อศาลฯ ว่า เคยเจอเหจุการณ์ลักษณะนี้มาแล้ว โดยก่อนหน้านี้ สุเทพ เคยฟ้อง ธาริต ในคดีอื่นแล้วมีเรื่องของการขอเลื่อนหลายครั้งด้วยวิธีแบบนี้ จนศาลฎีกาต้องนำคำพิพากษาไปอ่านเอง พร้อมยอมรับว่าการที่ ธาริต อ้างเหตุผลดังกล่าว ส่วนตัวคิดว่าเป็นการใช้เทคนิกทางกฎหมาย เพื่อหวังประวิงเวลา และหวังใช้เป็นเหตุผลในการขอลดโทษ จึงหวังว่าในวันที่ 16 มิ.ย. 66 ซึ่งเป็นวันที่ศาลฯ นัดอ่านนำพิพากษาครั้งต่อไป จะมีการนัดอ่านคำพิพากษาที่ศาลฎีกา และหวังว่าจะเป็นการเลื่อนนัดครั้งสุดท้าย แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาลฯ ว่าจะวินิจฉัยอย่างไร
เมื่อถามว่า สุเทพ มีความกังวลเกี่ยวกับคดีนี้หรือไม่ สวัสดิ์ บอกว่า สุเทพไม่ได้กังวลอะไร เพราะเคยบอกไว้ว่าทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการของศาลฯ ไม่อาจก้าวล่วง



