จากสถานการณ์การสู้รบในพื้นที่ตะวันออกกลางยังคงดำเนินต่อไปและยังคงไม่มีทีท่าว่าจะคลี่คลายในเร็ววัน เช่นเดียวกับราคาพลังพลังงานเชื้อเพลิงอย่าง น้ำมัน ที่มีแนวโน้มจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งน้ำมันถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญทางด้านเศรษฐกิจ เพราะหากราคาเชื้อเพลิงแพงขึ้นก็จะทำให้ค่าขนส่งสูงขึ้นตามไปด้วยแล้วส่งผลให้ราคาสินค้ามีการปรับตัวเพิ่มขึ้น


โดยผลพวงจากสงครามและราคาเชื้อเพลิงที่เพิ่มสูงขึ้นก็ทำให้ทางผู้ประกอบการมีความกังวลใจเกี่ยวกับการทำธุรกิจจากต้นทุนที่ต้องแบกรับเพิ่มสวนทางกับเงินในกระเป๋าของลูกค้าที่ต้องประหยัดต้องรัดเข็มขัดมากยิ่งขึ้น ซึ่งทางผู้ประกอบการร้านอาหารในจังหวัดเชียงใหม่ต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าต้องมีการปรับแผนในการดำเนินธุรกิจเพื่อรับมือเศรษฐกิจที่ไม่มีความแน่นอนในปัจจุบัน

ธนิต ชุมแสง นายกสมาคมร้านอาหารและสถานบันเทิง จ.เชียงใหม่ แสดงความกังวลว่า หากการสู้รบยืดเยื้อผู้ประกอบการร้านอาหารก็จะได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน ด้านแรกคือนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางเข้ามายังจังหวัดเชียงใหม่อาจจะลดน้อยลง เพราะนักท่องเที่ยวในโซนยุโรป ตะวันตก เดินทางลำบากมากยิ่งขึ้นและราคาตั๋วเครื่องบินแพงขึ้นจากการปรับเส้นทาง ส่งผลให้นักท่องเที่ยวตัดสินใจปรับแผนไปท่องเที่ยวอย่างประเทศที่ใกล้และเดินทางสะดวกกว่า
“แต่ตอนนี้เชียงใหม่ยังถือว่าโชคดีที่นักท่องเที่ยวฝั่งตะวันออกทั้งจีนและเกาหลีก็ยังเข้ามาท่องเที่ยวอยู่บ้าง อีกหนึ่งปัญหาคือปัญหาพลังงานน้ำมันหากเกิดความยืดเยื้อจะส่งผลทำให้ตัวน้ำมันปรับราคาสูงขึ้นก็จะมีผลกระทบกับการผลิตวัตถุดิบต่างๆก็ทำให้ต้นทุนการผลิตอาหารสูงขึ้นตาม ถือเป็นสองปัจจัยที่มีผลกระทบต่อร้านอาหารในจังหวัดเชียงใหม่โดยตรง”
“ข้อกังวลใจที่สุดคือ การสู้รบไม่จบง่าย ๆต้นทุนอาหารการขนส่งหรือของสดราคาพุ่งไม่หยุด สวนทางกับจำนวนผู้ใช้บริการน้อยลง รายได้หาย กลุ่มที่น่าเป็นห่วงคือผู้ประกอบการขนาดกลาง ที่มีการจ้างพนักงานในส่วนต่างๆ ทั้งส่วนครัว ส่วนบริการ ส่วนการบริหาร เพราะนอกจากจะมีค่าใช้จ่ายในการซื้อวัตถุดิบที่แพงขึ้นแล้ว ยังมีค่าใช้จ่ายที่ตายตัวทั้งค่าเช่า ค่าจ้างพนักงาน หากสถานการณ์ไม่ดีขึ้นก็อาจจะมีการปรับลดการจ้างงานลง ลดค่าใช้จ่ายเพื่อให้ธุรกิจสามารถเดินหน้าต่อไปได้”
ขณะที่ร้านอาหารขนาดใหญ่ในเชียงใหม่ ซึ่งมีไม่มากก็ได้เปรียบในการที่ยังสามารถรับคณะทัวร์ขนาดใหญ่ได้อยู่ ส่วนร้านขนาดเล็กส่วนใหญ่ก็จะบริหารจัดการกันเองไม่ได้จ้างพนักงาน หรือจ้างจำนวนน้อย ทำให้มีต้นทุนในการจ้างพนักงานที่น้อยกว่าจึงสามารถบริหารจัดการได้ง่ายกว่า

ด้าน นพดล ศิริพิทยกุล หรือ เฮียตี๋น้อย เจ้าของร้านอาหารตี๋น้อยโอชา เปิดเผยว่า ทางร้านเริ่มได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางบ้างแล้ว ซึ่งเป็นต้นทุนแฝงคือค่าขนส่งที่เพิ่มสูงขึ้นจากราคาน้ำมันที่มีการปรับขึ้น ทำให้ทางร้านต้องแบกรับค่าใช้จ่ายในส่วนนี้เอาไว้
“ซึ่งในอนาคตก็มีความกังวลใจเกี่ยวกับราคาวัตถุดิบที่จะแพงขึ้น อีกส่วนหนึ่งคือกำลังจ่ายของลูกค้าชาวไทยที่ลดน้อยลง เนื่องจากทุกคนต้องประหยัดเงินในกระเป๋าให้ได้มากที่สุด ส่วนลูกค้าชาวต่างชาติที่เป็นนักท่องเที่ยวในช่วงนี้ก็ลดลงไปเช่นกัน”

นพดล กล่าวต่อว่า ในส่วนของการปรับตัวของทางร้านจะต้องมีการบริหารจัดการที่แม่นยำมากยิ่งขึ้น เช่นรอบการสั่งวัตถุดิบที่ใช้ในการประกอบอาหารให้พอดีกับการขาย เพื่อไม่ให้มีวัตถุดิบที่เสียเปล่าและลดต้นทุนในการขนส่ง จากเดิมหนึ่งถึงสองวันสั่งหนึ่งครั้ง อาจจะต้องปรับเป็นสามวันสักหนึ่งครั้ง และนำบทเรียนจากสมัยที่ โควิด-19 ระบาดมาปรับใช้ คือผู้ประกอบการต้องมีความยืดหยุ่น เงินทุนสำรอง หารายได้จากหลายทาง โปรโมทร้านผ่านช่องทางออนไลน์ให้มากขึ้น
“อย่างไรก็ตามในตอนนี้ก็ยังไม่มีแผนที่จะปรับขึ้นราคาอาหาร เพราะยังสามารถแบกรับต้นทุนได้ หากในอนาคตต้นทุนเพิ่ม 10 ถึง 15% ในระยะเวลาสองเดือน ก็อาจจะต้องมาพิจารณาอีกครั้ง แต่การปรับขึ้นราคาคงเป็นทางเลือกสุดท้าย ในเบื้องต้นน่าจะมีการนำเสนอเมนูที่ลูกค้ารู้สึกว่าคุ้มค่า อิ่มและอร่อย ซึ่งทางร้านก็ขายในราคาที่ไม่แพงอยู่แล้วราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 50 บาทต่อจาน”
“สำหรับร้านตี๋น้อยโอชา ถือว่าเป็นร้านอาหารขนาดกลางมีการจ้างพนักงาน ปัจจุบันมีพนักงานกว่า 8 คน ก็ยังคงมีการจ้างงานปกติ แต่อยากให้รัฐบาลช่วยคุมราคาพลังงาน ราคาวัตถุดิบ ให้อยู่ในระดับที่ผู้ประกอบการและประชาชนรับได้ อีกสิ่งสำคัญคือเมื่อควบคุมราคาแล้วจะต้องมีสินค้าและวัตถุดิบเพียงพอต่อความต้องการด้วย หลังจากนี้ก็อยากจะให้มีการออกโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อให้ประชาชนมีกำลังใจมากขึ้น และผู้ประกอบการสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้” นพดล กล่าว

ขณะที่ สิงห์คาล เจ้าของร้านอาหารลำดีที่แม่โจ้ อ.สันทราย จ.เชียงใหม่ ร้านอาหารขนาดเล็กอีกหนึ่งร้านที่ได้รับความนิยมจากชาวเชียงใหม่และนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ จำหน่ายทั้งอาหารพื้นเมืองและอาหารไทยหลากหลายชนิด

สิงห์คาล กล่าวว่า ทางร้านก็ต้องมีการปรับตัวจากสงครามในตะวันออกกลางที่ส่งผลให้น้ำมันมีราคาสูงขึ้นและขาดตลาด ทำให้สินค้าต้นทุนการผลิตมีราคาสูงขึ้นกว่าเดิม ล่าสุดได้รับผลกระทบคือ มีต้นทุนวัตถุดิบในการทำอาหารเพิ่มขึ้นจากเดิมวันละนับพันบาท แต่ร้านต้องขายอาหารในราคาเดิม
นอกจากนั้นมาผู้ใช้บริการยังลดลงจากเดิมอีกประมาณร้อยละ 30 ขณะที่ผู้ที่มาใช้บริการก็สั่งอาหารแต่ละชนิดลดลงจากเดิม เช่นจากที่มากัน 3 คน เคยสั่ง 6 อย่าง ก็ลดลงเหลือสั่ง 4 อย่าง ซึ่งทางร้านก็เข้าใจดีว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ทุกคนต้องประหยัดค่าใช้จ่าย รัดเข็มขัดตัวเอง ไม่อยากออกบ้าน เนื่องจากไม่มั่นใจในสถานการณ์
“ทางร้านจึงมีความกังวลว่า หากสถานการณ์สู้รบยืดเยื้อ จะส่งผลกระทบในระยะยาว ทำให้มีรายได้ไม่พอกับจ่าย ผู้ประกอบการขาดทุนสะสม บางรายอาจต้องปิดตัวลง ซึ่งทำให้พนักงานตกงานส่งผลกระทบต่อครอบครัว จากสถานการณ์และผลกระทบที่เกิดขึ้น”

สิงห์คาล กล่าวอีกว่า ล่าสุดร้านต้องใช้มาตราการ ลดเวลาเปิดบริการลง คือจากปกติที่เคยเปิดบริการตั้งแต่ 10.30นถึง 23.30 น. ก็เป็น ถึง 21.30 น.แทน เพื่อลดการใช้ไฟฟ้าและลดค่าค่าใช้จ่ายอื่นๆ ลง 20-30% เพื่อประคับประคองให้ร้านอยู่ได้ พนักงานมีงานทำต่อไป โดยจะยังไม่ไม่ขึ้นราคาค่าอาหาร ไม่ลดปริมาณและคุณภาพอาหาร เพื่อไม่ให้กระทบผู้บริโภค
“ทางเราเข้าใจว่าต้นทุนการผลิตหลักมาจากน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งยากที่ภาครัฐจะควบคุมราคาน้ำมันได้เนื่องจากมาจากต่างประเทศ แต่อยากให้ภาครัฐควบคุมผู้ที่ใช้สถานการณ์นี้ฉวยโอกาสกักตุน และขึ้นราคาสินค้าที่สูงเกินจริงเป็นการซ้ำเติมประชาชน”






