ขอประชาชนอย่าตื่นตระหนก! สธ. ยืนยัน “ไทยยังไม่พบการระบาดไข้กาฬหลังแอ่น” หลังระบาดหนักในอังกฤษ

20 มี.ค. 2569 - 16:25

  • กระทรวงสาธารณสุข โดยกรมควบคุมโรค ชี้แจงสถานการณ์โรคไข้กาฬหลังแอ่นในประเทศไทย ภายหลังมีรายงานข่าวการระบาดในกลุ่มนักเรียนและนักศึกษาในประเทศอังกฤษ

  • ยืนยันประเทศไทยยังไม่พบการระบาดเป็นกลุ่มก้อน ผู้ป่วยยังอยู่ในระดับต่ำและมีลักษณะเกิดแบบประปราย

  • เน้นย้ำการเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง พร้อมขอความร่วมมือประชาชนรับรู้ข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือได้โดยไม่ตื่นตระหนก

ขอประชาชนอย่าตื่นตระหนก! สธ. ยืนยัน “ไทยยังไม่พบการระบาดไข้กาฬหลังแอ่น” หลังระบาดหนักในอังกฤษ

นพ.มณเฑียร คณาสวัสดิ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค เปิดเผยว่า กรมควบคุมโรคได้ติดตามสถานการณ์การระบาดของโรคไข้กาฬหลังแอ่นในประเทศอังกฤษอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่องโดยโรคดังกล่าวเป็นโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวังตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. 2558 สำหรับสถานการณ์ในประเทศไทยตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน พบผู้ป่วยสะสมจำนวน 5 ราย คิดเป็นอัตราป่วย 0.008 ต่อประชากรแสนคน และมีผู้เสียชีวิต 3 ราย (อัตราป่วยตายร้อยละ 60)

โดยพบผู้ป่วยประปราย กระจายอยู่ใน 5 จังหวัด ได้แก่ น่าน ยะลา นนทบุรี นครศรีธรรมราช และอุดรธานี จังหวัดละ 1 ราย โดยไม่พบความเชื่อมโยงทางระบาดวิทยา เมื่อพิจารณาตามกลุ่มอายุ พบผู้ป่วยสูงสุดในกลุ่มเด็กอายุ 0–4 ปี รองลงมาคือกลุ่มอายุ 40–49 ปี และ 20–29 ปี ตามลำดับ ขณะที่ข้อมูลย้อนหลัง 10 ปี (พ.ศ. 2558–2568) แสดงให้เห็นว่า ประเทศไทยมีผู้ป่วยโรคนี้ในระดับต่ำอย่างต่อเนื่อง โดยเฉลี่ยประมาณ 20–30 รายต่อปี และยังไม่พบรูปแบบการระบาดขนาดใหญ่

“แม้ประเทศไทยยังไม่อยู่ในสถานการณ์การระบาดแต่โรคนี้มีความรุนแรงและดำเนินโรคได้อย่างรวดเร็ว จึงต้องเน้นหลัก “รู้เร็ว รักษาเร็ว ควบคุมเร็ว” ควบคู่กับการเฝ้าระวังและตอบโต้โรคอย่างต่อเนื่อง ทั้งการค้นหาผู้ป่วยอย่างรวดเร็ว การวินิจฉัยและให้การรักษาทันท่วงที การติดตามผู้สัมผัสใกล้ชิด และการสื่อสารความเสี่ยงอย่างเหมาะสม” นพ.มณเฑียร กล่าว

The-Ministry-of-Public-Health-reiterates-that-no-outbreak-of-meningococcal-SPACEBAR-Photo01.jpg

ด้าน นพ.ดิเรก ขำแป้น รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า โรคไข้กาฬหลังแอ่นเป็นโรคติดเชื้อแบคทีเรียที่มีความรุนแรงเกิดจากเชื้อ Neisseria meningitidis ติดต่อผ่านละอองฝอยจากการไอ จาม หรือการอยู่ใกล้ชิดกันเป็นเวลานานโดยเฉพาะในสถานที่ที่มีคนรวมกลุ่มจำนวนมาก เช่นหอพัก สถานศึกษา หรือค่ายกิจกรรม

“ขอแนะนำว่า หากประชาชนมีอาการ ไข้สูงเฉียบพลัน ร่วมกับ คอแข็ง ซึม หรือมีผื่นจ้ำเลือดตามผิวหนัง ควรรีบไปพบแพทย์ทันที และสำหรับผู้ที่มีแผนเดินทางไปต่างประเทศโดยเฉพาะในพื้นที่หรือกิจกรรมที่มีการรวมกลุ่มของคนจำนวนมากเช่น หอพัก สถานศึกษา หรือค่ายต่าง ๆ ควรพิจารณารับวัคซีนป้องกันล่วงหน้าอย่างน้อย 10 วันก่อนการเดินทาง”

กรมควบคุมโรค ย้ำว่า ประเทศไทยยังคงสามารถควบคุมสถานการณ์โรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมขอให้ประชาชนติดตามข้อมูลข่าวสารจากแหล่งที่เชื่อถือได้และปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่สาธารณสุขอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนกรมควบคุมโรค 1422

สำหรับไข้กาฬหลังแอ่น (Meningococcal disease) ระบาดหนักในอังกฤษ ช่วงเดือนมีนาคม 2569 พบผู้ติดเชื้อกว่า 20 รายและเสียชีวิตอย่างน้อย 2 ราย เป็นเชื้อแบคทีเรีย Neisseria meningitidis ที่รุนแรงและดำเนินโรคเร็ว ทำให้เยื่อหุ้มสมองอักเสบหรือติดเชื้อในกระแสเลือด เสียชีวิตได้ใน 24-48 ชั่วโมงหากรักษาช้า

รู้ทันโรคไข้กาฬหลังแอ่น เสี่ยงเยื่อหุ้มสมองอักเสบ เสียชีวิตเร็ว!

ไข้กาฬหลังแอ่น (Meningococcal Disease) แม้จะพบได้ประปราย แต่ความรุนแรงของโรคมีความรวดเร็ว กองระบาดวิทยา ได้เผยแพร่ข้อมูลเฝ้าระวังทางระบาดวิทยา เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้ตระหนัก แต่ไม่ตระหนก


สถานการณ์ในประเทศไทย (1 ม.ค. - 17 มี.ค. 2569) 
- พบผู้ป่วยสะสม 5 ราย เสียชีวิต 3 ราย (อัตราการเสียชีวิตค่อนข้างสูง)
- ในประเทศไทย พบผู้ป่วยได้ประปรายตลอดทั้งปี ไม่พบการระบาดใหญ่ในไทย


สถานการณ์ในต่างประเทศ
- ทั่วโลกพบผู้ป่วยประมาณ 1.2 - 2.3 ล้านรายต่อปี
- Case Study จากอังกฤษ : ล่าสุดในเดือนมีนาคม 2569 พบการระบาดของสายพันธุ์ B (MenB) ในกลุ่มนักศึกษา University of Kent ซึ่งมีปัจจัยเสี่ยงจากการรวมตัวกันในที่แออัด เช่น หอพัก และสถานบันเทิง

กองระบาดวิทยา ยืนยันว่า ประเทศไทยยังไม่พบการระบาดเป็นกลุ่มก้อน ผู้ป่วยยังอยู่ในระดับต่ำและมีลักษณะเกิดแบบประปราย พร้อมเน้นย้ำการเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง และขอความร่วมมือประชาชนรับข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือได้โดยไม่ตื่นตระหนก

The-Ministry-of-Public-Health-reiterates-that-no-outbreak-of-meningococcal-SPACEBAR-Photo V01.jpg

รู้ทันอาการของโรคไข้กาฬหลังแอ่น

ไข้กาฬหลังแอ่น โรคติดต่อร้ายแรงที่เกิดจากแบคทีเรีย Neisseria meningitides สามารถก่อให้เกิดการติดเชื้อรุนแรงอย่างเฉียบพลันและอาจนำไปสู่การเสียชีวิตอย่างรวดเร็ว ระยะฟักตัวของโรค ประมาณ 2–10 วัน (ส่วนใหญ่อยู่ที่ 3–4 วัน) และอาการสามารถรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง การติดต่อของโรค สามารถติดต่อได้ผ่านการไอ, จาม และการสัมผัสกับสารคัดหลั่งต่างๆ เช่น เสมหะ น้ำมูก น้ำลาย

อาการไข้กาฬหลังแอ่น

อาการเริ่มต้นคล้ายไข้หวัด คือ มีไข้สูง เจ็บคอ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ และสามารถก่อให้เกิด

อาการที่รุนแรงได้แก่ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ อาการไข้สูง คอแข็ง อาเจียน ปวดศีรษะรุนแรง ซึมลง หมดสติ

ภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด มีอาการไข้สูง ผื่นจ้ำเลือด มือเท้าเย็น สามารถนำไปสู่ภาวะช็อก และอวัยวะล้มเหลวได้ ในเด็กเล็กจะมีอาการร้องไห้ผิดปกติ ซึมลง และไม่ยอมกินอาหาร

ไข้กาฬหลังแอ่น สามารถลุกลามได้ไว อาจเสียชีวิตได้อย่างรวดเร็ว โดยมีอัตราการเสียชีวิตที่ 10-15% โดย 1 ใน 5 ของผู้รอดชีวิตอาจเผชิญกับความพิการหรือผลกระทบต่อสุขภาพระยะยาว อาทิ สูญเสียแขนหรือขา จากการติดเชื้อรุนแรง สูญเสียความสามารถในการเรียนรู้และจดจำ จากความเสียหายของสมอง สูญเสียการได้ยิน และอาการอื่นๆ เช่น โรคลมชัก ปัญหาทางพฤติกรรม

กลุ่มเสี่ยงโรคไข้กาฬหลังแอ่น

เด็กตั้งแต่ 2 เดือนขึ้นไป เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันยังพัฒนาไม่สมบูรณ์ วัยรุ่น ใช้ชีวิตในสถานที่ที่มีคนจำนวนมาก เช่น หอพัก มหาวิทยาลัย ผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น ผู้ที่ปลูกถ่ายอวัยวะ ผู้ที่ได้รับยากดภูมิคุ้มกัน ผู้ที่ไม่มีม้าม ผู้ป่วย HIV

การป้องกันโรคไข้กาฬหลังแอ่น

นอกจากการหลีกเลี่ยงการสัมผัสน้ำมูก น้ำลายของผู้ป่วย และลดการอยู่ในสถานที่แออัด ยังสามารถฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันได้อีกด้วย โดยวัคซีนโรคไข้กาฬหลังแอ่น มี 2 ชนิด

ชนิดที่ 1 วัคซีนไข้กาฬหลังแอ่นสายพันธุ์ B (MenB) ซึ่งเป็นสายพันธุ์หลักที่พบบ่อยในประเทศไทย ผู้ที่เหมาะสมรับวัคซีนสายพันธุ์ B (MenB) เด็กทารกตั้งแต่อายุ 2 เดือนขึ้นไป วัยรุ่นและนักศึกษาที่อยู่รวมกัน (หอพัก) ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น ผู้ไม่มีม้าม, ผู้ปลูกถ่ายอวัยวะ ,ผู้ป่วย HIV และผู้ที่ต้องการป้องกันสายพันธุ์ที่พบบ่อยในประเทศไทย

ชนิดที่ 2 วัคซีนไข้กาฬหลังแอ่นสายพันธุ์ A,C,W,Y ฉีดวัคซีนได้ตั้งแต่อายุ 12 เดือนขึ้นไป วัยรุ่นและนักศึกษาที่อยู่รวมกัน (หอพัก)ผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันต่ำผู้ที่ต้องเดินทางไปต่างประเทศที่เป็นพื้นที่เสี่ยง เช่น แอฟริกา ตะวันออกกลาง ยุโรปบางประเทศ

*ทั้งนี้ การรับวัคซีน ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับคำแนะนำเรื่องการฉีดวัคซีนที่เหมาะสม

วิธีการป้องกัน/ลดความเสี่ยงการติดเชื้อ โดยหลีกเลี่ยงการสัมผัสน้ำมูก น้ำลายของผู้ป่วย และลดการอยู่ในสถานที่แออัด

*วัคซีนช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อและลดความรุนแรงของโรค แต่ไม่สามารถป้องกันได้ 100%

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์