การโยกย้ายผู้บริหารระดับสูงของจังหวัดภูเก็ต 3 ตำแหน่งในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน กลายเป็นประเด็นที่ภาคเอกชนจับตา โดยมองว่าอาจส่งผลต่อความรู้สึกและความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจในระยะสั้น แม้จะเป็นกระบวนการตามระบบราชการและอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
สัจจพล ทองสม ผู้ประกอบการธุรกิจด้านการท่องเที่ยวภูเก็ต กล่าวว่า จากมุมมองของภาคเอกชน การเปลี่ยนแปลงผู้บริหารจังหวัดหลายตำแหน่งพร้อมกัน ยอมรับว่าอาจกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการอยู่บ้าง เนื่องจากผู้ว่าราชการจังหวัดและรองผู้ว่าราชการจังหวัด ถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายและประสานงานกับทุกภาคส่วน
สัจจพล กล่าวว่า ก่อนมีคำสั่งโยกย้ายอย่างเป็นทางการ ได้มีกระแสข่าวและการวิเคราะห์จากหลายสื่อออกมาก่อนแล้ว ทำให้เกิดคำถามต่อความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจที่มีต่อระบบราชการ โดยเฉพาะในช่วงเปลี่ยนผ่านของการบริหารจังหวัด
อย่างไรก็ตาม หากมองในภาพรวมด้านเศรษฐกิจ การลงทุน และการท่องเที่ยว เชื่อว่าปัจจัยหลักยังขึ้นอยู่กับนโยบายจากรัฐบาลส่วนกลางมากกว่าการเปลี่ยนแปลงตัวบุคลากรในพื้นที่ จึงไม่น่าจะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจภูเก็ตในระยะยาว
แต่ในระยะสั้น อาจมีผลต่อการเดินหน้าโครงการต่าง ๆ ที่อยู่ระหว่างการหารือหรือประสานงาน เนื่องจากการบริหารจังหวัดเป็นการทำงานร่วมกันของทีมผู้บริหาร ทั้งผู้ว่าราชการจังหวัดและรองผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งผู้บริหารชุดใหม่อาจต้องใช้เวลาในการรับช่วงงานและกำหนดทิศทางการดำเนินงาน
สัจจพล ยังเสนอให้รัฐบาลเร่งผลักดันโครงการพัฒนาต่างๆ ให้สอดคล้องกับศักยภาพของจังหวัดภูเก็ต โดยระบุว่า แม้ภูเก็ตเป็นพื้นที่สร้างรายได้และจัดเก็บภาษีให้ประเทศจำนวนมาก แต่การจัดสรรงบประมาณและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานบางด้านยังไม่สอดคล้องกับบทบาทของจังหวัดท่องเที่ยวระดับโลก
พร้อมเสนอให้มีการศึกษารูปแบบการบริหารจัดการพิเศษสำหรับจังหวัดภูเก็ต โดยเฉพาะแนวคิดการมีผู้บริหารสูงสุดของจังหวัดที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน ซึ่งเป็นประเด็นที่ภาคธุรกิจและภาคประชาชนในพื้นที่พูดคุยกันมาอย่างต่อเนื่อง
ส่วนกระแสสังคมที่มองว่าการโยกย้ายครั้งนี้เป็นลักษณะ “ล้างบาง” นั้น สัจจพล กล่าวว่า ยังไม่ควรใช้คำดังกล่าว เนื่องจากการโยกย้ายข้าราชการเพื่อช่วยราชการหรือเปิดทางให้ตรวจสอบข้อเท็จจริง ไม่ใช่การตัดสินว่ามีความผิด
“การล้างบางในความหมายของสังคม มักเกิดขึ้นหลังมีการตรวจสอบแล้วพบพฤติการณ์ที่มีมูลเกี่ยวข้องกับการทุจริตหรือความผิดร้ายแรง แต่กรณีนี้ยังอยู่ในขั้นตอนของการตรวจสอบข้อเท็จจริง”
สัจจพล กล่าวด้วยว่า กรณีข้าราชการบางรายที่เคยถูกโยกย้ายก่อนหน้านี้ และต่อมาได้รับการพิจารณากลับมาปฏิบัติหน้าที่ สะท้อนว่ากระบวนการดังกล่าวยังไม่ใช่การชี้ขาดความผิด แต่เป็นการดำเนินการเพื่อให้เกิดความชัดเจนและความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย
สำหรับประเด็นที่มีการเชื่อมโยงถึงกลุ่มทุนสีเทา การทุจริต หรือข้อกล่าวหาเกี่ยวกับผู้มีอิทธิพลในจังหวัดภูเก็ต นายสัจจพล กล่าวว่า ยังต้องรอผลการตรวจสอบอย่างเป็นทางการ และไม่ควรด่วนสรุปหรือกล่าวหาบุคคลใดล่วงหน้า
พร้อมมองว่า คำว่า “ผู้มีอิทธิพล” เป็นคำที่มีความหมายกว้าง อาจหมายถึงบุคคลหรือกลุ่มที่มีบทบาทในหลายภาคส่วน แต่สำหรับข้าราชการ การมีอำนาจตามตำแหน่งหน้าที่ ไม่ควรถูกตีความว่าเป็นผู้มีอิทธิพลโดยอัตโนมัติ เพราะเป็นอำนาจตามกฎหมายในการบริหารราชการ
“สิ่งสำคัญคือการตรวจสอบว่าการใช้อำนาจเป็นไปตามกรอบกฎหมายหรือไม่ มากกว่าการตีตราว่าใครเป็นผู้มีอิทธิพล” สัจจพล กล่าว
ทั้งนี้ ภาคเอกชนภูเก็ตมองว่า การโยกย้ายผู้บริหารระดับสูงครั้งนี้ แม้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ตามระบบราชการ แต่ด้วยจำนวนตำแหน่งและระดับของผู้บริหารที่เปลี่ยนแปลงพร้อมกัน จึงทำให้สังคมให้ความสนใจและติดตามว่า การบริหารจังหวัดภูเก็ตในช่วงต่อจากนี้จะเดินหน้าไปในทิศทางใด



