ถนนสายเชียงใหม่ - ลำพูนสายเก่า หรือที่รู้จักกันในชื่อ “ถนนสายต้นยาง” เป็นหนึ่งในถนนที่เป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดเชียงใหม่ มีต้นยางนา อายุกว่า 100 ปี ปลูกเรียงรายตลอดเส้นทาง กว่า 900 ต้น ให้ร่มเงากับผู้ใช้เส้นทางเรื่อยมา แต่ปัจจุบันพบว่า ต้นยางนาอายุกว่า 100 เริ่มสร้างผลกระทบให้กับผู้ใช้รถใช้ถนน และผู้ที่อยู่อาศัยบริเวณใกล้เคียง เกิดการสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สิน ทั้งเกิดเหตุกิ่งต้นยางนาหักตกใส่รถผู้สัญจรไปมาจนถึงแก่ชีวิต รวมถึงต้นยางนาล้มในช่วงฤดูฝนสร้างความเสียหายให้กับอาคารบ้านเรือนอย่างหนัก จนนำมาสู่การถกเถียงกันเรื่อยมาว่าต้นยางนาควรอนุรักษ์ไว้หรือไม่



จากเหตุการณ์ต้นยางนาล้มทับบ้านเรือนในเขตอำเภอสารภีเสียหายกว่า 10 หลัง ในเดือนตุลาคมปี 2564 และต้นยางนาล้มขวางถนนหลายจุด ในปี 2566 รวมถึงเกิดเหตุกิ่งยางนาขนาดใหญ่ตกใส่ชาวไทใหญ่ขณะขับขี่รถจักรยานยนต์ในพื้นที่ ต.หนองผึ้ง อ.สารภี เสียชีวิต และในเดือนธันวาคมปีเดียวกัน เกิดเหตุกิ่งยางนายักษ์หักตกลงมาเสียบทะลุกระจกหน้ารถยนต์ของผู้สัญจรบนท้องถนน
กระทั่งล่าสุด วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 กิ่งต้นยางนายักษ์ร่วงใส่หญิงวัย 26 ปี ชาว ต.หนองผึ้ง ขณะขี่รถจักรยานยนต์ เสียชีวิต

ชาวบ้านตำบลหนองผึ้ง อำเภอสารภี ที่เคยสูญเสียบุตรสาวจากกิ่งต้นยางนาร่วง เปิดเผยว่า แม้จะเข้าใจถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ต้นยางนาที่มีอายุกว่า 100 ปี แต่ควรคำนึงถึงความปลอดภัยของประชาชนเป็นหลัก ไม่จำเป็นต้องโค่นต้นไม้ออกทั้งหมด แต่อยากให้มีมาตรการตัดแต่งกิ่ง หรือลิดรอนกิ่งไม้ที่เสี่ยงอันตราย เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุสลดซ้ำรอย
“เพราะที่ผ่านมาการอนุรักษ์มักจะสวนทางกับเรื่องของความปลอดภัยในชีวิต และทรัพย์สินของประชาชนในพื้นที่ ทั้ง 2 ฝั่งถนนที่ใกล้กับต้นยางนา ที่มีทั้งบ้านเรือน ห้างร้าน สถานที่ราชการ วัดวาอารามตั้งอยู่ รวมทั้งประชาชนที่ใช้รถใช้ถนนสัญจรในถนนสายนี้ ที่ผ่านมาเกิดอุบัติเหตุจากกิ่งยางหักโค่นตกลงมาใส่รถ คน บ้านเรือนประชาชน บางครั้งถึงกับหักโค่นล้มทับบ้านเรือนมาทั้งต้นในช่วงของพายุลมแรง”
เหตุการณ์ครั้งนี้นับเป็นความสูญเสียที่ไม่มีใครอยากให้เกิด และกลายเป็นอีกเสียงสะท้อนถึงความสมดุลระหว่าง “การอนุรักษ์” และ “ความปลอดภัยสาธารณะ”

ผศ.บรรจง สมบูรณ์ชัย หมอต้นไม้ อดีตคณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยแม่โจ้ กล่าวว่า ในเชิงวิชาการเรื่องการดูแลต้นไม้ ที่อายุเยอะ ถ้าอยากให้ต้นไม้อยู่ต่อ ต้องดูแลอย่างเข้มงวดและต่อเนื่อง โดยเฉพาะเครื่องมือ อุปกรณ์ในการดูแลต้นไม้ยางนา รวมถึงให้ความรู้กับประชาชนที่อยู่บริเวณใกล้เคียง วิธีรับมือ สังเกตการณ์ เรียนรู้วิธีที่จะอยู่บนหลักความปลอดภัย รวมถึงประชาชนจะเป็นส่วนหนึ่งในการดูแล เป็นหูเป็นตา เฝ้าระวัง หากพบกิ่งยางนาแห้ง ต้องรีบแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง



“ขณะเดียวกันต้นไม้ยางนาที่มีอายุเยอะ ในช่วงเกิดพายุฤดูร้อนมีความเสี่ยง และเคยเกิดต้นยางนาล้มทับบ้านเรือนประชาชน ในปี 2564 ช่วงนั้นเกิดลมพัดและฝนตกอย่างรุนแรง โดยทิศทางลมพายุที่พัดเข้ามาเป็นช่วงในพื้นที่ ต.สารภี อ.สารภี ที่เกิดเหตุพอดี ทำให้ต้นยางนาหลายต้นไม่สามารถต้านทานแรงลมได้ ทำให้โค่นล้มลงมา แต่ทุกต้นที่ล้มยังไม่มีต้นไหนยืนต้นตาย เป็นต้นที่อยู่ระหว่างฟื้นฟูรากต้นยางนาทั้งหมด”
องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ (อบจ.) ได้ตัดทอนความสูง ในระดับ 1 ใน 4 ไปแล้ว ถือว่าช่วยชะลอ แต่ต้นยังทรุดโทรมอยู่ และต้นไม้มีความสูง 40-50 เมตร สูงมากเกิน ไม่มีเครนสูงพอในการดำเนินการ หาคนทำงานได้ยาก ประกอบกับกลางลำต้นยางนา เท่าที่เคยสแกนดู แกนกลางลำต้นก็เจอปัญหาหลายต้น ซึ่งถือว่าเป็นสถานการณ์เร่งด่วนที่ต้องแก้ไข เพราะเสี่ยงทำให้เกิดอุบัติเหตุได้


สมชาติ วัฒนากล้า รองนายก อบจ.เชียงใหม่ เปิดเผยว่า ที่ผ่านมามีโครงการตัดแต่งดูแลต้นยางนา และต้นไม้ใหญ่มาต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี โดยเฉพาะในช่วงก่อนเข้าสู่ฤดูร้อน ซึ่งจะมีปัญหาเรื่องพายุลมแรง และวาตภัย จึงต้องเร่งดำเนินการ แต่ด้วยสภาพของถนนที่เป็น 2 ช่องจราจร ขนาดต้นยางนา และต้นไม้ใหญ่ ซึ่งมีความสูงในระดับกว่า 50-60 เมตร เพราะมีอายุมากกว่า 100 ปี จึงต้องใช้ทั้งเครื่องจักรขนาดใหญ่เป็นรถเครน รุกขกร (หมอต้นไม้)ผู้เชี่ยวชาญทำงานทางสูง ในการตัดแต่งกิ่งแต่ละครั้งก็จะต้องปิดการจราจรลงในบางช่วง จึงทำให้เกิดความล่าช้าในการดำเนินการด้วยส่วนหนึ่ง
“อบจ.เชียงใหม่ ได้วางมาตรการในการดูแลตัดแต่งกิ่ง เพราะการอนุรักษ์ต้องมาควบคู่กับความปลอดภัย โดยเฉพาะจะต้องทำการสำรวจอย่างละเอียดสำหรับต้นไม้ทั้ง กว่า 1000 ต้น บนถนนสายนี้ สำรวจกิ่งแห้ง ต้นที่ได้รับความเสียหายจากแมลงเจาะ ก็จะทำการสำรวจโดยละเอียด อาจจะต้องใช้ทั้งคน เทคนิค เครื่องไม้เครื่องมือ โดรนบินสำรวจตรวจสอบ และเอกซเรย์ต้นไม้ดูว่ามีปัญหาภายในหรือไม่ ทั้งเรื่องโรคแมลง ความเสียหายภายในลำต้นที่อาจจะทำให้ไม่แข็งแรง”

ล่าสุด ได้นำ “โดรน” บินสำรวจเรือนยอดสูงกว่า 50-60 เมตร เพื่อตรวจดูกิ่งไม้ที่แห้งและอยู่ในมุมอับสายตา บางกิ่งแม้ดูปกติจากด้านล่าง แต่ด้านบนอาจผุ กรอบ หรือถูกแมลงเจาะ เสี่ยงหล่นลงมาก่ออันตรายกับประชาชนโดยไม่ทันตั้งตัว เจ้าหน้าที่จะใช้ทั้งกำลังคน เทคโนโลยี เครื่องมือพิเศษ และการเอกซเรย์ต้นไม้ ตรวจสอบความเสียหายภายในลำต้น โรค และแมลงอย่างละเอียด ต้นไหนมีกิ่งเสี่ยงก็จะตัดแต่งออกทันที แต่ต้องคงความสมบูรณ์ให้ต้นไม้ยืนต้นอยู่ได้
รองนายก อบจ.เชียงใหม่ กล่าวว่า ต้องยอมรับว่าต้นยางนาถือเป็นต้นไม้ประวัติศาสตร์ อายุ กว่า 100 ปี ถือเป็นพื้นที่คุ้มครองตามกฎหมายของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การจะตัดแต่งหรือตัดโค่นก็ต้องได้รับอนุญาตจากทางกระทรวงก่อน การตัดแต่งต้องคำนึงถึงความปลอดภัย แต่ต้องให้ต้นไม้ยืนต้นอยู่ได้ แต่ก็จะต้องปรับดูว่าอาจจะต้องตัดแต่งเรื่องของความสูงของเรือนยอดลงมาให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมไม่อันตราย เพราะปัจจุบันมีความสูงกว่า 50-60 เมตร และตัดกิ่งที่มีความเสี่ยงออกทั้งหมด ทั้งนี้ต้องให้ต้นไม้อยู่ได้ด้วย
“กรณีเรื่องของการอนุรักษ์ และความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ที่สวนทางกันมาตลอด ก็พร้อมที่จะให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการดูแล และอนุรักษ์ รวมทั้งมาช่วยดูเรื่องของความปลอดภัยที่เหมาะสมด้วย”
สำหรับต้นยางนามีกฎหมายที่คุ้มครองนับตั้งแต่ปี 2565 พื้นที่นี้ถูกประกาศเป็น เขตคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ซึ่งมาพร้อมกับข้อห้ามที่เข้มงวดห้ามตอกป้าย ห้ามเทปูน และที่สำคัญที่สุด คือห้ามตัดแต่งเองโดยเด็ดขาด เว้นแต่เป็นการดำเนินการของหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมีงบประมาณ การดูแลต้นยางนาอย่างละเอียด มีค่าใช้จ่ายสูงถึง 50,000 บาทต่อต้น







