โศกนาฏกรรมเพลิงไหม้สถานประกอบการ “โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว” ย่านลาดพร้าวซอย 1 ที่เกิดขึ้นในคืนวันอาทิตย์ที่ 12 กรกฎาคม 2569 ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตล่าสุดรวม 28 ราย และบาดเจ็บอีกเป็นจำนวนมาก โดยผลชันสูตรพบว่า เหยื่อส่วนใหญ่ไม่ได้เสียชีวิตจากเปลวไฟคลอก แต่เกิดจากการ “สำลักควันพิษ” ที่มาจากโฟมและฟองน้ำซับเสียงราคาถูกบนเพดานและผนังอาคารภายในโรงเบียร์ ซึ่งนักวิชาการยืนยันว่า เป็นเรื่องจริงและเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก ในเหตุเพลิงไหม้ครั้งนี้
สารพิษจากโฟมซับเสียง
ข้อมูลจากนักวิชาการด้านเคมี และผู้เชี่ยวชาญหลายท่าน ระบุตรงกันว่าวัสดุตกแต่งที่ทางร้านใช้เป็นประเภท โพลียูรีเทน (Polyurethane) และพลาสติก PVC ซึ่งเป็นเกรดทั่วไปที่ไม่มีสารหน่วงไฟ เมื่อถูกความร้อนหรือประกายไฟจะเกิดปฏิกิริยาขึ้น และปล่อยก๊าซพิษ คือ
· ปล่อยก๊าซไซยาไนด์ ก๊าซพิษร้ายแรงที่มีฤทธิ์เฉียบพลัน ขัดขวางการใช้ออกซิเจนของเซลล์ในร่างกาย
· ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ ก๊าซที่ไม่มีกลิ่นแต่จะเข้าไปจับกับฮีโมโกลบินในเม็ดเลือด ทำให้ร่างกายขาดออกซิเจนอย่างรวดเร็ว
· ควันดำเข้มข้น โฟมเหล่านี้ทำให้เกิดควันเขม่าหนาทึบ บดบังทัศนวิสัยจนมองไม่เห็นทางหนีไฟภายในเวลาไม่กี่วินาที
ปัจจัยร่วมที่ทำให้เกิดการสูญเสีย
นักวิชาการยังวิเคราะห์ด้วยว่า นอกจากก๊าซพิษจากโฟมแล้ว โครงสร้างและการจัดการอาคารก็เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้นักท่องเที่ยวหนีออกมาไม่ทัน คือ
ปรากฏการณ์ Flashover และอาคารปิดทึบ เนื่องจากตัวอาคารเพดานต่ำและปิดทึบ เมื่อโฟมซับเสียงติดไฟ จึงเกิดการสะสมความร้อนอย่างรวดเร็วจนลุกพรึบพร้อมกันทั้งห้อง และหลอมละลายตกลงมาเป็นลูกไฟกระจายทั่วพื้นที่
ขณะเดียวกันทางหนีไฟถูกปิดตายมีสิ่งกีดขวาง – คนติดอยู่ภายในห้องน้ำ จากรายงานระบุว่า ประตูด้านหลังถูกลงกลอนหรือล็อกไว้ ส่วนประตูทางออกด้านหน้าก็แคบและถูกเปลวไฟปิดล้อม ผู้เสียชีวิตจำนวนมากกระจุกตัวอยู่ในห้องน้ำ เนื่องจากไฟฟ้าดับและมองไม่เห็นทางออกหลัก จึงวิ่งเข้าไปหลบและหวังใช้น้ำดับไฟ แต่ห้องน้ำไม่มีช่องระบายอากาศออกสู่ภายนอก จึงกลายเป็น "ห้องรมแก๊สพิษ" ในที่สุด

สารพิษจากโฟมในโรงเบียร์ถูกไฟไหม้ทำให้คนเสียชีวิตจำนวนมาก
ดร.สนธิ คชวัฒน์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ และเป็นเลขาธิการชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ‘Sonthi Kotchawat’ ระบุว่า โครงสร้างภายในของอาคาร "โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว" ใช้โฟมโพลียูรีเทน (PU Foam) บุบริเวณฝ้าเพดานและผนังเพื่อเก็บเสียง ซึ่งวัสดุดังกล่าวติดไฟง่ายและยังการปล่อยก๊าซพิษออกมาในปริมาณมาก
1.เมื่อสารโพลียูรีเทนโฟม (PU Foam) ถูกความร้อนสูงจนสลายตัวหรือเกิดการเผาไหม้ จะปล่อย ก๊าซไฮโดรเจนไซยาไนด์ (Hydrogen Cyanide: HCN) และก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ (Carbon Monoxide: CO) ออกมาเป็นหลัก ซึ่งเป็นก๊าซพิษร้ายแรงอันตรายถึงชีวิต
1.1.ก๊าซไฮโดรเจนไซยาไนด์ (HCN) เกิดจากสารประกอบของไนโตรเจนภายในโครงสร้างของโฟม มีฤทธิ์รุนแรง ยับยั้งการใช้ออกซิเจนในระดับเซลล์
1.2.ก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ (CO):เกิดจากการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์จะจับกับฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดง ทำให้ร่าง กายขาดก๊าซออกซิเจนไปเลี้ยงสมอง
1.3.ก๊าซไนโตรเจนออกไซด์ (NOx)เป็นก๊าซสีน้ำตาล มีฤทธิ์กัดกร่อนและระ คายเคืองต่อระบบทางเดินหายใจอย่างรุนแรง
1.4.สารไอโซไซยาเนต (Isocyanates) เป็นสารเคมีตั้งต้นที่ระเหยออกมาเมื่อถูกความร้อน ทำให้เกิดการแพ้และหลอดลมอักเสบเฉียบพลัน
1.5.สารอินทรีย์ระเหยง่ายอื่น ๆ เช่น เบนซีน (Benzene) โทลูอีน (Toluene) และไอของกรดต่าง ๆ ขึ้นอยู่กับสารหน่วงไฟที่ผสมอยู่
2.ทำไม?คนเสียชีวิตจำนวนมากและคนเจ็บมีอาการระบบทางเดินหายใจ
..ร้านมีการต่อเติมโดยใช้ โฟมโพลียูรีเทนดูดซับเสียงเกรดราคาถูกที่ไม่ทนไฟ วัสดุประเภทนี้เป็นเชื้อเพลิงอย่างดีที่สามารถลุกไหม้กระจายเต็มพื้นที่ได้ในเวลาไม่ถึง 45 วินาที (Flashover) อีกทั้งยังสร้างกำแพงควันดำหนาทึบที่บดบังการมองเห็นโดยสิ้นเชิง
...การเกิดไฟลุกไหม้อย่างรวดเร็วของโฟมดังกล่าวจะดูดก๊าซออกซิเจนที่มีอยู่ในอากาศไปจนเกือบหมดและโฟมจะสลายปล่อยก๊าซพิษและอนุภาคขนาดเล็กปริมาณมหาศาลออกมา รวมทั้งเกิดควันดำหนาทึบ ทำให้ผู้ใช้บริการสำลักควันและดูดสารพิษเข้าไปมากจนหมดสติและเสียชีวิตก่อนจะหาทางออก โดยเฉพาะบริเวณห้องน้ำใกล้ประตูทาง ออกที่ถูกปิด

'รมว.สาธารณสุข' เผย ผู้ป่วยเคสแดงไฟไหม้ "โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว" เสียชีวิตเพิ่ม 1 ราย
พัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (รมว.สาธารณสุข) ให้สัมภาษณ์ (14 ก.ค.2569) ถึงความคืบหน้าการดูแลผู้บาดเจ็บจากเหตุไฟไหม้ “โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว” ว่า จากที่ได้เดินทางไปเยี่ยมผู้ป่วยที่โรงพยาบาลราชวิถี ซึ่งพบว่ายังมีผู้ป่วยอยู่ในห้องไอซียู 3 ราย และมีเคสสีแดง 3 ราย และสีเหลืองอีก 1 ราย ตอนนี้ทีมแพทย์มีการดูแลอย่างเต็มที่ และเต็มศักยภาพ ส่วนอีกหลายคนก็กระจายอยู่ในโรงพยาบาล ทั้งหมด 17 โรงพยาบาล
“ยังมีผู้บาดเจ็บหลายเคสที่เป็นแผลไฟไหม้ที่น่าเป็นห่วง ทั้งนี้เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาทราบว่ามีเคสที่เสียชีวิตเพิ่มอีก 1 ราย ซึ่งต้องรอยืนยันจากทางแพทย์ ส่วนผู้ป่วยที่มีแผลไฟไหม้ หรือมีผลกระทบทางด้านทางเดินหายใจ ก็คงจะต้องระมัดระวังเรื่องการติดเชื้อ ทั้งทางผิวหนังและทางเดินหายใจ”
“โดยผู้ป่วยทุกรายจะต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด ซึ่งในช่วงระยะ 7 วันแรกเป็นช่วงที่มีความเสี่ยงค่อนข้างสูง แต่ทางทีมแพทย์ก็ดูแลอย่างเต็มที่จะพยายามไม่ให้เกิดเคสสีแดงหรือการสูญเสียชีวิตเพิ่มขึ้น แพทย์ทุกคนดูแลอย่างเต็มที่” รมว.สาธารณสุข กล่าว





