กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เดินหน้าปรับโฉมระบบท่องเที่ยวธรรมชาติของไทยสู่ยุคดิจิทัลเต็มรูปแบบ พร้อมใช้ “E-Ticket” ระบบจำหน่ายบัตรเข้าชมอุทยานแห่งชาติแบบอิเล็กทรอนิกส์ แทนการฉีกตั๋วและรับเงินสด หวังปิดช่องโหว่การทุจริต เพิ่มความโปร่งใส และยกระดับประสบการณ์ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ให้สะดวก รวดเร็ว และตรวจสอบได้
นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เปิดเผยว่า การจัดระเบียบระบบเข้าเที่ยวอุทยานแห่งชาติครั้งนี้เน้นแนวคิด “รวดเร็ว–โปร่งใส–ประทับใจประชาชน” โดยเฉพาะการป้องกันการทุจริต เนื่องจากระบบเดิมที่ใช้การฉีกตั๋วและรับเงินสด เป็นช่องโหว่ที่อาจนำไปสู่การคอร์รัปชันได้
ระบบ E-Ticket ถูกพัฒนาภายใต้โครงการ E-National Park ซึ่งเป็นระบบบริหารจัดการท่องเที่ยวอุทยานแห่งชาติรูปแบบใหม่ เพื่อป้องกันการทุจริตและจัดระเบียบรายได้อย่างเป็นระบบ โปร่งใส และตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน ทั้งต้นทาง กลางทาง และปลายทาง
โครงการ E-National Park ประกอบด้วย 3 ส่วนสำคัญ ได้แก่
- ระบบจ่ายเงินที่ไม่ใชระบบจ่ายตรงกับเจ้าหน้าที่ แต่ชำระเงินผ่านเครื่อง EDC และ QR Code ส่งตรงเข้าธนาคารและธนาคาร
- พัฒนาระบบการอนุญาตการจองบ้านพักออนไลน์ จากระบบ E-Ticket พัฒนาต่อยอดจาก Application QueQ ที่ใช้สำหรับจองคิวเข้าอุทยาน
- ติดตั้งจุด Face Scan สแกนใบหน้า เพื่อป้องกันการสับสน นักท่องเที่ยวชาวไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติ

นำร่อง 6 อุทยานทางทะเล เริ่ม 15 ตุลาคม 2568
กรมอุทยานฯ นำร่องใช้ระบบ E-Ticket ใน 6 อุทยานแห่งชาติทางทะเล ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีนักท่องเที่ยวจำนวนมากและสร้างรายได้สูง ใช้งบประมาณ 200 ล้านบาทจากงบกระตุ้นเศรษฐกิจ 1.57 แสนล้านบาท พร้อมเปิดให้บริการในวันที่ 15 ตุลาคม 2568
อุทยานแห่งชาติที่เข้าร่วมประกอบด้วย
- อุทยานแห่งชาติอ่าวพังงา (เขาพิงกัน)
- อุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา–หมู่เกาะพีพี (เกาะไม้ไผ่ อ่าวมาหยา เกาะปอดะ)
- อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน (เกาะเมียง เกาะสิมิลัน)
- อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะลันตา (เกาะรอก)
- อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์ (อ่าวช่องขาด อ่าวไม้งาม)
- อุทยานแห่งชาติธารโบกขรณี (เกาะห้อง เกาะเหลาลาดิง)
ทั้งนี้ แผนในปี 2569 จะขยายจุดสแกนใบหน้าเพิ่มอีก 70–80 แห่งทั่วประเทศ และภายในปี 2570–2572 จะครอบคลุมอุทยานแห่งชาติทั้งหมด 156 แห่ง
เพิ่มรายได้–โปร่งใส–ยั่งยืน
อธิบดีกรมอุทยานฯ ระบุว่า การจัดระเบียบระบบเข้าเที่ยวอุทยานด้วย E-Ticket จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บรายได้ ตั้งเป้าสร้างรายได้รวม 4,000–5,000 ล้านบาทต่อปี จากเดิมที่รายได้รวมของกรมในรอบ 12 ปี (2557–2568) อยู่ระหว่าง 696 ล้านบาท ถึงกว่า 2,000 ล้านบาท โดยปี 2568 คาดว่ารายได้จะเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาอีกกว่า 2% หรือมากกว่า 2,000 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม รายได้จากการท่องเที่ยวยังไม่เพียงพอต่อรายจ่ายประจำที่ต้องคืนให้ท้องถิ่น ค่าจ้างพนักงาน และค่าบำรุงอุทยาน ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 1,400–1,500 ล้านบาทต่อปี ขณะที่งบประมาณรายจ่ายของกรมในปีงบประมาณ 2568 อยู่ที่ 2,199.72 ล้านบาท โดยได้อนุมัติใช้จ่ายไปแล้วกว่า 99% ของวงเงินทั้งหมด ประชาชนสามารถตรวจสอบข้อมูลการใช้จ่ายได้ที่เว็บไซต์กรมอุทยานฯ
ทั้งนี้ การเปลี่ยนผ่านสู่ระบบ E-Ticket ไม่เพียงเป็นก้าวสำคัญของการบริหารจัดการอุทยานแห่งชาติให้ทันสมัยและปลอดทุจริต แต่ยังเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างวัฒนธรรมการท่องเที่ยวที่รับผิดชอบและยั่งยืนมากขึ้น เทคโนโลยีดิจิทัลจึงไม่เพียงช่วยจัดระเบียบรายได้ของรัฐ หากยังช่วยปกป้องทรัพยากรธรรมชาติของไทยให้คงอยู่เพื่อคนรุ่นต่อไป





