เมื่อ ‘สำราญ นานไป‘ ไม่พลิกโผ แต่อาจได้จัดโผอีก 7 ปี จากนี้คือ “โอกาสทอง” หรือ ครองอำนาจยาวเกินไป?

23 ก.ค. 2569 - 10:04

  • พล.ต.อ.สำราญ นวลมา จะเกษียณอายุราชการในปี 2576 หากดำรงตำแหน่งต่อเนื่องจนเกษียณ จะมีเวลาบริหารสำนักงานตำรวจแห่งชาติราว 7 ปี

  • ระยะเวลาดังกล่าวยาวกว่าสถิติเดิมของ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ซึ่งดำรงตำแหน่งเกือบ 5 ปี

  • วาระที่ยาวนานเปิดโอกาสให้ขับเคลื่อนนโยบายต่อเนื่อง แต่ก็มาพร้อมคำถามเรื่องอำนาจแต่งตั้งโยกย้าย เครือข่ายภายในองค์กร และกลไกตรวจสอบ

เมื่อ ‘สำราญ นานไป‘ ไม่พลิกโผ แต่อาจได้จัดโผอีก 7 ปี จากนี้คือ “โอกาสทอง” หรือ ครองอำนาจยาวเกินไป?

7 ปีบนเก้าอี้ “พิทักษ์ 1”เปิดปรากฏการณ์ ผบ.ตร.คนที่ 16 โอกาสปฏิรูปตำรวจ หรือการครองอำนาจที่ยาวนานเกิน?

ที่ประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ หรือ ก.ตร. ครั้งที่ 7/2569 ซึ่งมี อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน มีมติ 12 ต่อ 0 เสียง เห็นชอบให้ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา หรือ “บิ๊กราญ” รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ขึ้นดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติคนที่ 16 ต่อจาก พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ซึ่งจะเกษียณอายุราชการวันที่ 30 กันยายน 2569

ที่ประชุมให้เหตุผลว่า “พล.ต.อ.สำราญเป็นผู้มีความรู้ความสามารถ มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ และมีคุณสมบัติเหมาะสมกับสถานการณ์อาชญากรรมในปัจจุบัน”

สิ่งที่ทำให้การแต่งตั้งครั้งนี้ถูกจับตาเป็นพิเศษจึงไม่ได้อยู่เพียงที่ตัวบุคคล แต่รวมถึง อายุราชการที่เหลืออยู่ถึงปี 2576 หากเริ่มปฏิบัติหน้าที่ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 และดำรงตำแหน่งต่อเนื่องจนเกษียณ พล.ต.อ.สำราญ จะมีเวลาบริหารสำนักงานตำรวจแห่งชาติประมาณ 7 ปีเต็ม ซึ่งยาวนานกว่าผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติแทบทุกคนในยุคสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ใครคือ “บิ๊กราญ”

พล.ต.อ.สำราญ นวลมา เกิดวันที่ 14 มิถุนายน 2516 ปัจจุบันอายุ 53 ปี เป็นนักเรียนเตรียมทหารรุ่นที่ 34 และนักเรียนนายร้อยตำรวจรุ่นที่ 50 เริ่มรับราชการในสายงานสอบสวน ก่อนเติบโตผ่านงานสืบสวนและปราบปรามในพื้นที่กรุงเทพมหานคร

เส้นทางสำคัญของเขาครอบคลุมตำแหน่งผู้กำกับการ สน.ดอนเมือง ผู้บังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ผู้ช่วย ผบ.ตร. และรอง ผบ.ตร. ตามลำดับ ก่อนที่ ก.ตร.จะมีมติเห็นชอบให้ขึ้นเป็น ผบ.ตร.คนที่ 16 

ผลงานที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดถึง ได้แก่ งานปราบปรามยาเสพติดและอาชญากรรมในพื้นที่นครบาล การตรวจสอบขบวนการนอมินีและทุนสีเทา ตลอดจนการกำกับศูนย์ป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมพิเศษของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือ ศปชก.ตร.

หนึ่งในปฏิบัติการที่ได้รับความสนใจคือ “ถอดเกล็ดมังกร” ซึ่งตรวจสอบขบวนการสวมสิทธิบุคคลและการแจ้งเกิดอันเป็นเท็จ โดยกล่าวหาว่ามีการใช้คนไทยเป็น “พ่อทิพย์” เพื่อให้บุตรของชาวต่างชาติได้รับสิทธิหรือสัญชาติไทยโดยมิชอบ 

จากกรมตำรวจสู่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเกิดขึ้นหลังกรมตำรวจถูกปรับโครงสร้างเป็นสำนักงานตำรวจแห่งชาติในปี 2541 โดยแยกออกจากกระทรวงมหาดไทยและขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี

ตลอดเวลากว่า 28 ปี ผบ.ตร.ส่วนใหญ่มักได้รับตำแหน่งในช่วงปลายอายุราชการ จึงมีเวลาบริหารองค์กรประมาณ 1–2 ปี ก่อนเกษียณอายุราชการเมื่อครบ 60 ปี

รูปแบบดังกล่าวทำให้การบริหารสำนักงานตำรวจแห่งชาติมักเผชิญปัญหาเรื่องความต่อเนื่อง ผบ.ตร.แต่ละคนมีเวลาจำกัดในการผลักดันนโยบาย ขณะที่นโยบายบางเรื่องอาจหยุดหรือเปลี่ยนทิศทางเมื่อมีผู้นำคนใหม่

เมื่อเทียบระยะเวลาดำรงตำแหน่ง ผบ.ตร.ในยุคหลัง

·       พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร.คนที่ 13 ดำรงตำแหน่งประมาณ 1 ปี ระหว่างเดือนตุลาคม 2565 ถึงกันยายน 2566

·       พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผบ.ตร.คนที่ 14 ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ตุลาคม 2566 ถึงเกษียณวันที่ 30 กันยายน 2567 โดยมีช่วงหนึ่งถูกส่งไปช่วยราชการสำนักนายกรัฐมนตรี ก่อนกลับมาปฏิบัติหน้าที่

·       พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร.คนที่ 15 ได้รับแต่งตั้งเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2567 และจะเกษียณวันที่ 30 กันยายน 2569 รวมระยะเวลาเกือบ 2 ปี

·       พล.ต.อ.สันต์ ศรุตานนท์ ผบ.ตร.คนที่ 3 ดำรงตำแหน่งราว 3 ปี ระหว่างปี 2544–2547

·       พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร.คนที่ 11 ดำรงตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2558 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2563 รวมเกือบ 5 ปี

ดังนั้น หาก พล.ต.อ.สำราญดำรงตำแหน่งต่อเนื่องจนเกษียณในปี 2576 ระยะเวลาประมาณ 7 ปีจะยาวกว่าสถิติของ พล.ต.อ.จักรทิพย์ราว 2 ปี และกลายเป็นการครองตำแหน่ง ผบ.ตร.ยาวนานที่สุดนับตั้งแต่มีสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

บทเรียนจากยุค “บิ๊กแป๊ะ”

กรณีที่ใกล้เคียงที่สุดคือ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา หรือ “บิ๊กแป๊ะ” ซึ่งขึ้นดำรงตำแหน่ง ผบ.ตร.เมื่ออายุประมาณ 55 ปี และอยู่ในตำแหน่งตลอดช่วงรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

ตลอดเวลาเกือบ 5 ปี พล.ต.อ.จักรทิพย์ต้องรับมือเหตุการณ์สำคัญหลายกรณี ตั้งแต่คดีระเบิดบริเวณศาลพระพรหมเอราวัณ เหตุกราดยิงที่จังหวัดนครราชสีมา เหตุชิงทองและยิงประชาชนที่จังหวัดลพบุรี ไปจนถึงคดีอาชญากรรมและความมั่นคงอีกจำนวนมาก

ภาพจำสำคัญคือการลงพื้นที่และบัญชาการเหตุการณ์ด้วยตนเอง โดยเฉพาะเหตุกราดยิงที่นครราชสีมาและคดีชิงทองลพบุรี ซึ่งทำให้ได้รับเสียงชื่นชมในฐานะผู้นำสายปฏิบัติการ

อย่างไรก็ตาม การอยู่ในตำแหน่งต่อเนื่องยาวนานก็มาพร้อมข้อสังเกตเรื่องความใกล้ชิดกับฝ่ายการเมืองและอำนาจในการจัดวางกำลังพลภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แม้ข้อสังเกตดังกล่าวไม่ได้หมายถึงการกระทำผิด แต่สะท้อนว่าผู้นำองค์กรความมั่นคงที่อยู่ในตำแหน่งนานย่อมถูกตรวจสอบเรื่องเครือข่ายอำนาจมากกว่าผู้นำที่มีวาระสั้น

นี่จึงเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับ พล.ต.อ.สำราญว่า ระยะเวลาที่ยาวนานอาจช่วยสร้างผลงานและความต่อเนื่อง แต่ในเวลาเดียวกันก็เพิ่มภาระในการพิสูจน์ความเป็นอิสระ ความโปร่งใส และความเป็นธรรมในการบริหารกำลังพล

7 ปี หมายถึงการจัดโผตำรวจอย่างน้อย 7 รอบ

ประเด็นที่มีความสำคัญไม่แพ้ระยะเวลาบริหารงานคืออำนาจด้านกำลังพล เพราะหาก พล.ต.อ.สำราญอยู่ในตำแหน่งต่อเนื่อง 7 ปี จะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดทำบัญชีแต่งตั้งโยกย้ายประจำปีอย่างน้อย 7 รอบ

นั่นหมายถึงการมีบทบาทต่อการแต่งตั้งนายตำรวจระดับรอง ผบ.ตร. ผู้ช่วย ผบ.ตร. ผู้บัญชาการ ผู้บังคับการ และผู้บริหารระดับต่าง ๆ หลายรุ่นต่อเนื่องกัน 

ในทางบริหาร นี่คือโอกาสสร้างทีมงานที่มีทิศทางเดียวกัน ลดปัญหานโยบายสะดุดเมื่อตัวผู้นำเปลี่ยน…แต่ในทางตรวจสอบ อำนาจดังกล่าวอาจนำไปสู่คำถามเรื่องการสร้างเครือข่าย การตอบแทนกลุ่มสนับสนุน และความเป็นธรรมระหว่างนายตำรวจแต่ละสาย

ผลลัพธ์จึงขึ้นอยู่กับว่าระบบแต่งตั้งจะยึดผลงาน ความรู้ความสามารถ และหลักอาวุโสอย่างสมดุลเพียงใด รวมถึงเปิดเผยเหตุผลต่อสาธารณะได้มากน้อยแค่ไหน

“ข้ามอาวุโส” แต่ไม่ขัดกรอบกฎหมายโดยอัตโนมัติ

ในการคัดเลือกครั้งนี้ พล.ต.อ.สำราญมีลำดับอาวุโสเป็นอันดับ 3 ในกลุ่มผู้มีคุณสมบัติเข้ารับการพิจารณา รองจาก พล.ต.อ.นิรันดร เหลื่อมศรี และ พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร ขณะที่ พล.ต.อ.อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ เป็นแคนดิเดตลำดับที่ 4 

อย่างไรก็ตาม พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2565 ไม่ได้กำหนดให้นายกรัฐมนตรีต้องเสนอชื่อผู้ที่มีอาวุโสสูงสุดเพียงคนเดียว แต่เปิดให้พิจารณาจากผู้มีคุณสมบัติตามกฎหมาย โดยคำนึงถึงอาวุโส ความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์ และผลงานประกอบกัน ก่อนเสนอให้ ก.ตร.พิจารณาเห็นชอบ 

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าเหตุใดจึงไม่เลือกผู้มีอาวุโสอันดับหนึ่ง แต่คือรัฐบาลและ ก.ตร.สามารถอธิบายได้ชัดเจนเพียงใดว่า ผลงานหรือคุณสมบัติด้านใด ทำให้ผู้ได้รับเลือกมีความเหมาะสมมากกว่าแคนดิเดตคนอื่น

องค์กรขนาดใหญ่กับความคาดหวังที่ใหญ่กว่าเดิม

สำนักงานตำรวจแห่งชาติเป็นหนึ่งในหน่วยงานรัฐ ที่มีกำลังพลและโครงสร้างการบังคับบัญชาขนาดใหญ่ ครอบคลุมตำรวจนครบาล ตำรวจภูธร ตำรวจสอบสวนกลาง ตำรวจท่องเที่ยว ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ตำรวจตระเวนชายแดน ตำรวจพิสูจน์หลักฐาน และหน่วยงานเฉพาะด้านทั่วประเทศ

ความท้าทายที่ พล.ต.อ.สำราญ จะต้องเผชิญต่อจากนี้ คือ การพิสูจน์ผลงานให้สังคมเห็นว่า แม้จะข้ามอาวุโสมาได้ แต่ก็มีศักยภาพที่แท้จริง ไม่ใช่แค่ปัจจัยทางการเมืองหนุนส่ง เพราะต้องดูแล กำลังพลกว่า 230,000 นาย ภายใต้งบประมาณต่อปีราว 136,000 ล้านบาท ดูแลสถานีตำรวจทั่วประเทศกว่า 1,480 สถานี นั่นหมายความว่า ผบ.ตร.ไม่ใช่เป็นเพียงหัวหน้าตำรวจ แต่ต้องบริหารองค์กรที่มีขนาดใหญ่กว่าหลายกระทรวง

การบริหารองค์กรดังกล่าวจึงไม่ใช่เพียงการกำกับคดีอาชญากรรม แต่ครอบคลุมการจัดสรรงบประมาณ สวัสดิการตำรวจ การพัฒนาสถานีตำรวจ ระบบสอบสวน เทคโนโลยี การแต่งตั้งโยกย้าย และความสัมพันธ์กับหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม

5 โจทย์ใหญ่ที่ 7 ปีต้องตอบให้ได้

1. อาชญากรรมไซเบอร์และแก๊งคอลเซ็นเตอร์

ความเสียหายจากมิจฉาชีพออนไลน์เกิดขึ้นรวดเร็วและเชื่อมโยงหลายประเทศ การปราบปรามจึงต้องเปลี่ยนจากการจับกุมปลายทาง ไปสู่การติดตามเส้นทางการเงิน ปิดบัญชีม้า แลกเปลี่ยนข้อมูลข้ามพรมแดน และคืนเงินให้ผู้เสียหายอย่างรวดเร็ว

2. ปฏิรูประบบสอบสวน

พนักงานสอบสวนยังเผชิญปัญหาภาระงาน จำนวนบุคลากร ความก้าวหน้าในสายอาชีพ และแรงกดดันจากผู้บังคับบัญชา หากมีเวลาถึง 7 ปี สังคมย่อมคาดหวังให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่เพียงคำสั่งแก้ปัญหาระยะสั้น

3. ระบบแต่งตั้งที่วัดได้จากผลงาน

การแต่งตั้งโยกย้ายยังเป็นจุดที่ตำรวจชั้นผู้น้อยและประชาชนตั้งคำถามมากที่สุด การสร้างหลักเกณฑ์ที่ตรวจสอบได้ ลดระบบฝากฝัง และอธิบายเหตุผลของการแต่งตั้ง จะเป็นเครื่องชี้วัดสำคัญของความน่าเชื่อถือ

4. ทุนสีเทาและอาชญากรรมข้ามชาติ

ทุนผิดกฎหมายมีโครงสร้างซับซ้อน เชื่อมโยงนิติบุคคล คนไทยผู้ถือหุ้นแทน เจ้าหน้าที่รัฐ และการฟอกเงิน การปราบปรามจำเป็นต้องดำเนินต่อเนื่อง ไม่จำกัดเฉพาะปฏิบัติการจับกุมครั้งใหญ่

5. ความเชื่อมั่นของประชาชน

ผลสำเร็จของ ผบ.ตร.ไม่ได้วัดจากจำนวนการแถลงจับกุมเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงการรับแจ้งความที่รวดเร็ว ความเป็นธรรมของสำนวน การไม่เลือกปฏิบัติ การดูแลผู้เสียหาย และการดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่กระทำผิดอย่างโปร่งใส

7 ปีคือโอกาส หรือความเสี่ยง

ข้อได้เปรียบของการมี ผบ.ตร.ที่อยู่ในตำแหน่งยาวนาน คือความต่อเนื่องในการวางยุทธศาสตร์ สามารถกำหนดเป้าหมายระยะกลางและระยะยาว ติดตามผล และปรับแก้นโยบายโดยไม่ต้องเริ่มต้นใหม่ทุกหนึ่งหรือสองปี แต่ข้อได้เปรียบเดียวกันอาจกลายเป็นความเสี่ยง หากการบริหารรวมศูนย์อยู่กับบุคคลหรือเครือข่ายกลุ่มเดียว และกลไกตรวจสอบไม่เข้มแข็งเพียงพอ

การแต่งตั้ง พล.ต.อ.สำราญ นวลมา เป็น ผบ.ตร.คนที่ 16 จึงไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนผู้นำองค์กรตำรวจ แต่เป็นการเปิดช่วงเวลาทดลองครั้งสำคัญว่า การให้ผู้นำมีเวลาบริหารยาวนานกว่าคนก่อนจะช่วยแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้จริงหรือไม่

เพราะหลังผ่านไป 7 ปี สังคมคงไม่ได้วัดความสำเร็จจากระยะเวลาที่ครองเก้าอี้ แต่จะถามว่า 

“ระบบสอบสวนดีขึ้นหรือไม่ อาชญากรรมออนไลน์ลดลงหรือไม่ การแต่งตั้งเป็นธรรมหรือไม่ ตำรวจที่กระทำผิดถูกตรวจสอบหรือไม่ และประชาชนไว้วางใจองค์กรตำรวจมากขึ้นเพียงใด”

หากตอบคำถามเหล่านี้ได้ “7 ปีบนเก้าอี้พิทักษ์ 1” อาจกลายเป็นโอกาสทองของการปฏิรูปตำรวจไทย 

แต่หากปัญหาเดิมยังคงอยู่ ระยะเวลาที่ยาวนานที่สุด…ก็อาจกลายเป็นหลักฐานว่า การมีเวลามากขึ้น…ไม่ได้หมายถึงการเปลี่ยนแปลงที่มากขึ้นเสมอไป

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์