นับเป็นครั้งที่ 2 ที่ ‘อุปกิต ปาจรียางกูร’ สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ได้ออกมาแถลงข่าวชี้แจงต่อประเด็นที่ถูกกล่าวหาว่ามีความเชื่อมโยงกับขบวนการค้ายาเสพติดรายใหญ่และคดีฟอกเงิน ผ่านบริษัท อัลลัวร์กรุ๊ป รวมถึงการปล่อยเช่าอาคารให้พรรครวมไทยสร้างชาติ
‘ส.ว.อุปกิต’ ชี้แจงว่า อาคารที่ทำการพรรครวมไทยสร้างชาติ ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินของตัวเอง เป็นอาคารที่เขาปล่อยเช่ามา 1-2 ปีแล้ว ก่อนที่จะมีการก่อตั้งพรรค และไม่เคยรู้มาก่อนว่าจะมีการเช่าอาคารเพื่อไปทำเป็นที่ทำการพรรคการเมือง ย้ำว่าอาคารดังกล่าว ได้มาอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และเท่าที่ทราบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ไม่มีความเกี่ยวข้องกับกระบวนการเช่าแต่อย่างใด เนื่องจาก พล.อ.ประยุทธ์ เพิ่งเข้ามาสังกัดพรรคการเมืองดังกล่าวภายหลัง ยืนยันว่าเขาไม่ได้สนับสนุนพรรคการเมืองใดเลย เพราะ ส.ว. ต้องมีความเป็นกลาง แต่ยอมรับว่าหากตัวเขาถูกดำเนินคดีในความผิดร้ายแรง แล้วถูกยึดอาคาร พรรคการเมืองดังกล่าวก็คงได้รับผลกระทบเรื่องภาพลักษณ์และชื่อเสียง
ส่วนประเด็นที่ ‘รังสิมันต์ โรม’ และ ‘อัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์’ กล่าวหาว่า ‘ส.ว.อุปกิต’ มีความเชื่อมโยงกับขบวนการค้ายาเสพติดรายใหญ่และคดีฟอกเงินอยู่เป็นระยะว่าทั้งคู่จ้องจะทำลายชื่อเสียงของเขาเพียงคนเดียว ทั้งที่ยังมีบริษัทรับโอนเงินจากบัญชีของขบวนการค้ายาเสพติดอีก 89 บริษัท แต่เหตุใดถึงไม่ไปตรวจสอบบริษัทเหล่านั้นด้วย โดย ‘ส.ว.อุปกิต’ บอกว่าจะส่งข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับ 89 บริษัทไปให้ ‘รังสิมันต์’ และ ‘อัจฉริยะ’ นำไปตรวจสอบเรื่องนี้ด้วย โดยข้อมูลทั้งหมด เป็นข้อมูลที่ได้มาจากเอกสารที่อัยการใช้ฟ้อง ‘ทุน มินลัต’ ผู้ต้องหาคดียาเสพติดรายใหญ่ กับลูกเขยของเขา ‘ส.ว.อุปกิต’ ยังบอกเขาได้เตรียมของขวัญให้ ‘รังสิมันต์’ และ ‘อัจฉริยะ’ แต่จะเป็นอะไรนั้นขอให้รอดู
นอกจากนี้ ‘ส.ว.อุปกิต’ ยังบอกว่าเขาจะไปยื่นเรื่องร้องเรียนต่อ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อให้เอาผิด ‘พ.ต.ท.มานะพงษ์’ นายตำรวจที่เป็นคนไปขออำนาจศาลออกหมายจับตน เนื่องจากพบว่ากระบวนของการขอหมายจับของ ‘พ.ต.ท.มานะพงษ์’ ทำผิดขั้นตอน เพราะ ‘พ.ต.ท.มานะพงษ์’ ออกหมายจับตนโดยไม่แจ้งให้ผู้บังคับบัญชาทราบว่าจะออกหมายจับ ‘ผู้ที่ดำรงตำแหน่งทางการเมือง’ หรือข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ถ้าผู้พิพากษาเวรทราบว่าจะออกหมายจับผู้ดำรงตำแหน่ง จะต้องไปปรึกษากับรองอธิบดีผู้พิพากษา และอธิบดีผู้พิพากษา เพื่อพิจารณาป้องกันเหตุกลั่นแกล้งกัน จึงมองว่า ‘พ.ต.ท.มานะพงษ์’ เลือกปฏิบัติและปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ไม่ไปเอาผิดกับบริษัทอื่นที่เกี่ยวข้องด้วย
เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงการใช้สิทธิของ ส.ว.ในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีหลังการเลือกตั้งที่จะถึงนี้ ‘ส.ว.อุปกิต’ ย้ำว่า เป็นหน้าที่ของ ส.ว. อยู่แล้ว แต่จะลงคะแนนให้ผู้ใดต้องดูผลการเลือกตั้งก่อน เพราะยังไม่ทราบว่าแต่ละพรรคจะเสนอให้ใครเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าก่อน ‘ส.ว.อุปกิต’ จะเดินทางกลับ ได้กล่าวตัดพ้อกับผู้สื่อข่าวว่า เรื่องทั้งหมดเป็นเพราะ ‘รังสิมันต์’ ที่อภิปรายแล้วเรียกตนว่า ‘ส.ว.ทรงเอ’ ทำให้เวลาไปที่ไหนก็ถูกเรียกว่า ส.ว.ทรงเอ จนชื่อเสียงย่อยยับ ไปตลาดคนก็เรียกว่า ส.ว.ทรงเอ เมื่อตนไปเปิดดูก็พบว่า มาจากคำว่าเอเย่นต์ขายยา พร้อมถามผู้สื่อข่าวว่า ‘คิดว่าผมเหมือนหรือไม่’
‘ส.ว.อุปกิต’ ชี้แจงว่า อาคารที่ทำการพรรครวมไทยสร้างชาติ ซึ่งตั้งอยู่บนที่ดินของตัวเอง เป็นอาคารที่เขาปล่อยเช่ามา 1-2 ปีแล้ว ก่อนที่จะมีการก่อตั้งพรรค และไม่เคยรู้มาก่อนว่าจะมีการเช่าอาคารเพื่อไปทำเป็นที่ทำการพรรคการเมือง ย้ำว่าอาคารดังกล่าว ได้มาอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และเท่าที่ทราบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ไม่มีความเกี่ยวข้องกับกระบวนการเช่าแต่อย่างใด เนื่องจาก พล.อ.ประยุทธ์ เพิ่งเข้ามาสังกัดพรรคการเมืองดังกล่าวภายหลัง ยืนยันว่าเขาไม่ได้สนับสนุนพรรคการเมืองใดเลย เพราะ ส.ว. ต้องมีความเป็นกลาง แต่ยอมรับว่าหากตัวเขาถูกดำเนินคดีในความผิดร้ายแรง แล้วถูกยึดอาคาร พรรคการเมืองดังกล่าวก็คงได้รับผลกระทบเรื่องภาพลักษณ์และชื่อเสียง
ส่วนประเด็นที่ ‘รังสิมันต์ โรม’ และ ‘อัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์’ กล่าวหาว่า ‘ส.ว.อุปกิต’ มีความเชื่อมโยงกับขบวนการค้ายาเสพติดรายใหญ่และคดีฟอกเงินอยู่เป็นระยะว่าทั้งคู่จ้องจะทำลายชื่อเสียงของเขาเพียงคนเดียว ทั้งที่ยังมีบริษัทรับโอนเงินจากบัญชีของขบวนการค้ายาเสพติดอีก 89 บริษัท แต่เหตุใดถึงไม่ไปตรวจสอบบริษัทเหล่านั้นด้วย โดย ‘ส.ว.อุปกิต’ บอกว่าจะส่งข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับ 89 บริษัทไปให้ ‘รังสิมันต์’ และ ‘อัจฉริยะ’ นำไปตรวจสอบเรื่องนี้ด้วย โดยข้อมูลทั้งหมด เป็นข้อมูลที่ได้มาจากเอกสารที่อัยการใช้ฟ้อง ‘ทุน มินลัต’ ผู้ต้องหาคดียาเสพติดรายใหญ่ กับลูกเขยของเขา ‘ส.ว.อุปกิต’ ยังบอกเขาได้เตรียมของขวัญให้ ‘รังสิมันต์’ และ ‘อัจฉริยะ’ แต่จะเป็นอะไรนั้นขอให้รอดู
นอกจากนี้ ‘ส.ว.อุปกิต’ ยังบอกว่าเขาจะไปยื่นเรื่องร้องเรียนต่อ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อให้เอาผิด ‘พ.ต.ท.มานะพงษ์’ นายตำรวจที่เป็นคนไปขออำนาจศาลออกหมายจับตน เนื่องจากพบว่ากระบวนของการขอหมายจับของ ‘พ.ต.ท.มานะพงษ์’ ทำผิดขั้นตอน เพราะ ‘พ.ต.ท.มานะพงษ์’ ออกหมายจับตนโดยไม่แจ้งให้ผู้บังคับบัญชาทราบว่าจะออกหมายจับ ‘ผู้ที่ดำรงตำแหน่งทางการเมือง’ หรือข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ถ้าผู้พิพากษาเวรทราบว่าจะออกหมายจับผู้ดำรงตำแหน่ง จะต้องไปปรึกษากับรองอธิบดีผู้พิพากษา และอธิบดีผู้พิพากษา เพื่อพิจารณาป้องกันเหตุกลั่นแกล้งกัน จึงมองว่า ‘พ.ต.ท.มานะพงษ์’ เลือกปฏิบัติและปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ไม่ไปเอาผิดกับบริษัทอื่นที่เกี่ยวข้องด้วย
เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงการใช้สิทธิของ ส.ว.ในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีหลังการเลือกตั้งที่จะถึงนี้ ‘ส.ว.อุปกิต’ ย้ำว่า เป็นหน้าที่ของ ส.ว. อยู่แล้ว แต่จะลงคะแนนให้ผู้ใดต้องดูผลการเลือกตั้งก่อน เพราะยังไม่ทราบว่าแต่ละพรรคจะเสนอให้ใครเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าก่อน ‘ส.ว.อุปกิต’ จะเดินทางกลับ ได้กล่าวตัดพ้อกับผู้สื่อข่าวว่า เรื่องทั้งหมดเป็นเพราะ ‘รังสิมันต์’ ที่อภิปรายแล้วเรียกตนว่า ‘ส.ว.ทรงเอ’ ทำให้เวลาไปที่ไหนก็ถูกเรียกว่า ส.ว.ทรงเอ จนชื่อเสียงย่อยยับ ไปตลาดคนก็เรียกว่า ส.ว.ทรงเอ เมื่อตนไปเปิดดูก็พบว่า มาจากคำว่าเอเย่นต์ขายยา พร้อมถามผู้สื่อข่าวว่า ‘คิดว่าผมเหมือนหรือไม่’




