‘พายุลูกใหม่’ เตรียมทวีกำลังแรง

19 ก.ย. 2567 - 10:04

  • อัปเดตเส้นทาง ‘พายุลูกใหม่’ เคลื่อนตัวช้ากว่าที่คาด แนวโน้มทวีกำลังแรงเป็น ‘พายุโซนร้อน’ วันนี้ คาด ขึ้นฝั่งเวียดนามตอนกลางเช้าตรู่พรุ่งนี้ ก่อนจะอ่อนลง เข้าสู่อีสานตอนบน-เหนือตอนล่าง ทำให้ไทยฝนตกหนักถึงหนักมาก โดยช่วง 19-20 ก.ย.อีสานตอนบนและตอนกลางเตรียมรับมือ ก่อนจะกระทบต่อที่ภาคเหนือด้านตะวันออก-ตอนล่าง ช่วงวันที่ 20-21 ก.ย.นี้

  • กรมอุตุฯ ได้ตั้งวอร์รูม เพื่อติดตามพายุดีเปรสชันในทะเลจีนใต้ใกล้ชิด ย้ำเฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลัน-น้ำป่าไหลหลาก-ดินโคลนถล่มตามแนวเคลื่อนตัวของพายุ ระดับน้ำในลำน้ำสูงอยู่แล้ว อาจล้นตลิ่งเพิ่ม

  • ด้าน สทนช. ออกประกาศแจ้งเตือน 45 จังหวัดเสี่ยงน้ำท่วมฉับพลัน-น้ำป่าไหลหลาก-ดินโคลนถล่มจากอิทธิพลของพายุลูกใหม่ พร้อมกันนี้ ยังพบแม่น้ำที่เสี่ยงล้นตลิ่ง 10 สาย ต้องเฝ้าระวังช่วง 19-25 ก.ย.นี้

  • ขณะที่ กรมชลประทาน แจ้งเตรียมปรับเพิ่มการระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยา เนื่องจากคาดว่าฝนที่จะตกเพิ่มขึ้นจากพายุดีเปรสชัน จะทำให้ปริมาณน้ำแม่น้ำเจ้าพระยาเพิ่มขึ้น โดยทยอยปรับเป็นขั้นบันไดในอัตราไม่เกิน 1,500 ลบ.ม./วินาที จะทำให้ระดับน้ำท้ายเขื่อนสูงขึ้น 60 ซม.ถึง 1 เมตร

update_storm_path_19sep2024_SPACEBAR_Hero_5f65ec7386.jpg

กรมอุตุนิยมวิทยา รายงานเส้นทางพายุดีเปรสชันบริเวณทะเลจีนใต้ตอนกลาง (ทางตะวันออกของประเทศเวียดนาม) เช้าวันนี้ (19 ก.ย.67) ในเวลา 04.00 น. โดยระบุว่า พายุยังไม่ยกระดับเป็นพายุโซนร้อน และเคลื่อนตัวช้าลงเล็กน้อยไปทางทิศตะวันตก ด้วยความเร็วประมาณ 20 กม./ชม. มีแนวโน้มจะทวีกำลังแรงขึ้นเป็นพายุโซนร้อนในวันนี้ ซึ่งถือว่า พัฒนาช้ากว่าที่คาด โดยคาดว่าจะเคลื่อนขึ้นฝั่งบริเวณประเทศเวียดนามตอนกลางในช่วงเช้าตรู่วันที่ 20 ก.ย. 67 หลังจากนั้นจะอ่อนกำลังลงตามลำดับ และเคลื่อนเข้าปกคลุมบริเวณภาคอีสานตอนบน และภาคเหนือตอนล่าง ตามลำดับ ทำให้ประเทศไทยมีฝนเพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนักถึงหนักมาก โดยเริ่มทางภาคอีสานตอนบนและตอนกลาง ได้แก่ หนองคาย บึงกาฬ นครพนม สกลนคร มุกดาหาร เลย อุดรธานี หนองบัวลำภู ชัยภูมิ ขอนแก่น มหาสารคาม และร้อยเอ็ด ในวันที่ 19-20 ก.ย.67 

ส่วนภาคเหนือด้านตะวันออก และตอนล่าง ได้แก่ แพร่ น่าน อุตรดิตถ์ พิษณุโลก เพชรบูรณ์ พิจิตร กำแพงเพชร สุโขทัย และตาก จะได้รับผลกระทบในลำดับวันถัดไป คือในช่วงวันที่ 20-21 ก.ย.67

สำหรับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ หรือ ลมฝน มีกำลังแรงพัดเข้าหาพายุดีเปรสชันและหย่อมความกดอากาศต่ำ ทำให้ภาคกลางตอนล่าง ได้แก่ กรุงเทพมหานครและปริมณฑล รวมถึงภาคตะวันออก คือ นครนายก ระยอง ชลบุรี จันทบุรี ตราด และภาคใต้ โดยเฉพาะฝั่งอันดามัน ได้แก่ ระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล จะมีฝนตกหนักมากบางแห่ง คลื่นลมมีกำลังแรงลม ในช่วงวันที่ 20–23 ก.ย. 67 ยังต้องติดตามและเฝ้าระวังเป็นพิเศษ

19_67_2_c4b49bb5c8.jpg

ทั้งนี้ ว่าที่ร้อยตรีธนะสิทธิ์ เอี่ยมอนันชัย รองอธิบดีกรมอุตุนิยมวิทยา กล่าวว่า กรมอุตุนิยมวิทยา ได้เปิดศูนย์ปฏิบัติการติดตามพายุดีเปรสชันในทะเลจีนใต้อย่างใกล้ชิดเพื่อให้สามารถคาดการณ์สถานการณ์ฝนและสถานการณ์น้ำในพื้นที่เสี่ยง แล้วนำข้อมูลแจ้งเตือนประชาชนอย่างทันท่วงที ซึ่งหากทวีกำลังแรงเป็นพายุโซนร้อนจะมีชื่อว่า ‘ซูลิก’ เป็นชื่อตำเเหน่งหัวหน้าเผ่าโบราณของเกาะโปนเป สาธารณรัฐสหพันฐ์ไมโครนีเซีย ซึ่งพายุจะเคลื่อนผ่านลาว แล้วเข้าปกคลุมบริเวณภาคอีสานตอนบน โดยขณะเข้าปกคลุมประเทศไทยจะเป็นพายุดีเปรสชัน แต่ประเทศไทยจะได้รับผลกระทบตั้งแต่พายุขึ้นฝั่งที่เวียดนามได้แก่ จังหวัดนครพนม มุกดาหาร หนองคาย และบึงกาฬ ทำให้เกิดฝนตกเพิ่มขึ้นและลมแรง

พื้นที่ที่จะได้รับผลกระทบมากคือ ภาคอีสานตอนกลางถึงตอนบน ซึ่งเป็นพื้นที่แรกที่พายุเคลื่อนเข้ามา รวมถึงจังหวัดที่เป็นศูนย์กลางของพายุจะได้รับผลกระทบมากกว่าจังหวัดที่อยู่ขอบของพายุพาดผ่าน พายุดีเปรสชันจะอ่อนกำลังลงเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำ ในขณะที่เคลื่อนตัวไปทางทิศตะวันตกผ่านภาคเหนือตอนล่างและภาคกลางตอนบนบริเวณจังหวัดเพชรบูรณ์ พิษณุโลก แล้วออกจากประเทศไทยที่จังหวัดตาก ดังนั้นพื้นที่เสี่ยงตามการแจ้งเตือนของกรมอุตุนิยมวิทยาจะต้องเฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และดินโคลนถล่ม ตลอดจนต้องระวังน้ำในลำน้ำต่างๆ ที่มีปริมาณน้ำมากอยู่แล้วล้นตลิ่งด้วย

ขณะที่สมควร ต้นจาน ผู้อำนวยการกองพยากรณ์อากาศกล่าวว่า อิทธิพลของพายุจะทำให้ประเทศไทยมีฝนเพิ่มขึ้น ไม่ใช่เฉพาะพื้นที่ที่เป็นศูนย์กลางการเคลื่อนผ่านของพายุเท่านั้น เนื่องจากร่องมรสุมที่ปกคลุมภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือในขณะนี้ จะเข้าสู่พายุดีเปรสชันที่ปกคลุมบริเวณทะเลจีนใต้ตอนกลาง

นอกจากนี้ ยังมีอิทธิพลของมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่กำลังแรงขึ้น พัดเข้าหาพายุดีเปรสชันและหย่อมความกดอากาศต่ำ ทำให้ภาคกลางตอนล่าง รวมถึงกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ภาคตะวันออกได้แก่ จังหวัดนครนายก ระยอง ชลบุรี จันทบุรี และตราด ตลอดจนภาคใต้ โดยเฉพาะฝั่งอันดามันได้แก่ จังหวัดระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูลด้วย ทั้งยังต้องระวังคลื่นลมที่จะมีกำลังแรงขึ้น จึงขอให้ประชาชนติดตามการแจ้งเตือนของกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด รวมถึงเฝ้าระวังสถานการณ์ฝนและสถานการณ์น้ำเป็นพิเศษจนถึงวันที่ 23 กันยายน 2567

19_67_3_b41e565aa3.jpg

ด้าน สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ออกประกาศเรื่อง เฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลากตามที่คาดการณ์เรื่องพายุดีเปรสชันบริเวณทะเลจีนใต้ตอนบน มีแนวโน้มจะทวีกำลังแรงขึ้นเป็นพายุโซนร้อน สทนช.ได้ประเมินวิเคราะห์สถานการณ์น้ำตามฝนคาดการณ์จากกรมอุตุนิยมวิทยา และสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) และการคาดการณ์พื้นที่เสี่ยงน้ำหลากและพื้นที่เสี่ยงดินโคลนถล่มบริเวณพื้นที่ต้นน้ำ จากกรมทรัพยากรน้ำและกรมทรัพยากรธรณี พบว่า ในช่วงวันที่ 19 – 25 กันยายน 2567 มีพื้นที่เสี่ยงต้องเฝ้าระวังน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่มตามภาคต่างๆ ดังนี้

1.ภาคเหนือ ได้แก่


\-จังหวัดเชียงราย (อำเภอเมืองเชียงราย แม่สาย เชียงของ เชียงแสน เวียงแก่น ขุนตาล พญาเม็งราย เวียงชัย เทิง และแม่ลาว) \-จังหวัดเชียงใหม่ (อำเภอแม่อาย ฝาง และเชียงดาว) \-จังหวัดแม่ฮ่องสอน (อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน ปางมะผ้า ปาย ขุนยวม แม่ลาน้อย แม่สะเรียง และสบเมย) \-จังหวัดตาก (อำเภอเมืองตาก ท่าสองยาง แม่ระมาด แม่สอด พบพระ และอุ้มผาง) \-จังหวัดลำปาง (อำเภอวังเหนือ และงาว) จังหวัดพะเยา (อำเภอเมืองพะเยา แม่ใจ ภูซาง ปง เชียงคำ จุน และเชียงม่วน) \-จังหวัดน่าน (อำเภอเมืองน่าน เฉลิมพระเกียรติ ปัว ท่าวังผา เวียงสา ทุ่งช้าง เชียงกลาง บ่อเกลือ สองแคว และภูเพียง) \-จังหวัดแพร่ (อำเภอเมืองแพร่ เด่นชัย สอง ลอง และวังชิ้น) \-จังหวัดอุตรดิตถ์ (อำเภอเมืองอุตรดิตถ์ ลับแล พิชัย ทองแสนขัน และท่าปลา) \-จังหวัดพิษณุโลก (อำเภอชาติตระการ นครไทย วังทอง และเนินมะปราง) \-จังหวัดเพชรบูรณ์ (อำเภอเมืองเพชรบูรณ์ หล่มเก่า และหล่มสัก)


2.ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้แก่


\-จังหวัดเลย (อำเภอนาแห้ว เชียงคาน ด่านซ้าย และปากชม) \-จังหวัดหนองคาย (อำเภอเมืองหนองคาย สังคม ศรีเชียงใหม่ ท่าบ่อ โพนพิสัย และโพธิ์ตาก) \-จังหวัดบึงกาฬ (อำเภอเมืองบึงกาฬ ปากคาด บุ่งคล้า โซ่พิสัย เซกา และบึงโขงหลง) \-จังหวัดอุดรธานี (อำเภอเพ็ญ บ้านดุง และหนองหาน) \-จังหวัดสกลนคร (อำเภออากาศอำนวย สว่างแดนดิน คำตากล้า และพรรณานิคม) \-จังหวัดนครพนม (อำเภอเมืองนครพนม บ้านแพง ศรีสงคราม ท่าอุเทน นาหว้า โพนสวรรค์ ปลาปาก และธาตุพนม) \-จังหวัดชัยภูมิ (อำเภอเมืองชัยภูมิ บ้านเขว้า จัตุรัส และคอนสวรรค์) \-จังหวัดขอนแก่น (อำเภอเมืองขอนแก่น) \-จังหวัดนครราชสีมา (อำเภอเมืองนครราชสีมา เมืองยาง ลำทะเมนชัย และพิมาย) \-จังหวัดกาฬสินธุ์ (อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ และกมลาไสย) \-จังหวัดมุกดาหาร (อำเภอเมืองมุกดาหาร และนิคมคำสร้อย) \-จังหวัดมหาสารคาม (อำเภอเมืองมหาสารคาม และโกสุมพิสัย) \-จังหวัดร้อยเอ็ด (อำเภอเมืองร้อยเอ็ด เสลภูมิ ทุ่งเขาหลวง และเกษตรวิสัย) \-จังหวัดยโสธร (อำเภอเมืองยโสธร ป่าติ้ว และคำเขื่อนแก้ว) \-จังหวัดอำนาจเจริญ (อำเภอเมืองอำนาจเจริญ และหัวตะพาน) \-จังหวัดสุรินทร์ (อำเภอเมืองสุรินทร์ ชุมพลบุรี ท่าตูม รัตนบุรี จอมพระ สนม โนนนารายณ์ และศีขรภูมิ) \-จังหวัดศรีสะเกษ (อำเภอเมืองศรีสะเกษ ราษีไศล และยางชุมน้อย) \-จังหวัดอุบลราชธานี (อำเภอเมืองอุบลราชธานี วารินชำราบ ตาลสุม น้ำยืน พิบูลมังสาหาร และน้ำขุ่น)

3.ภาคตะวันออก ได้แก่ \-จังหวัดนครนายก (อำเภอเมืองนครนายก ปากพลี และบ้านนา) \-จังหวัดปราจีนบุรี (อำเภอเมืองปราจีนบุรี ประจันตคาม นาดี และกบินทร์บุรี) \-จังหวัดสระแก้ว (อำเภอเมืองสระแก้ว และอรัญประเทศ) \-จังหวัดชลบุรี (อำเภอเมืองชลบุรี บางละมุง และศรีราชา) \-จังหวัดระยอง (อำเภอเมืองระยอง บ้านค่าย ปลวกแดง และนิคมพัฒนา) \-จังหวัดจันทบุรี (อำเภอเมืองจันทบุรี ขลุง ท่าใหม่ เขาคิชฌกูฏ และมะขาม) \-จังหวัดตราด (อำเภอเมืองตราด บ่อไร่ เขาสมิง แหลมงอบ คลองใหญ่ เกาะช้าง และเกาะกูด)

4.ภาคใต้ ได้แก่


\-จังหวัดชุมพร (อำเภอท่าแซะ และสวี) \-จังหวัดระนอง (อำเภอเมืองระนอง กระบุรี ละอุ่น กะเปอร์ และสุขสำราญ) \-จังหวัดพังงา (อำเภอเมืองพังงา คุระบุรี ตะกั่วป่า กะปง และท้ายเหมือง) \-จังหวัดภูเก็ต (อำเภอเมืองภูเก็ต กะทู้ และถลาง) \-จังหวัดสุราษฎร์ธานี (อำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี คีรีรัฐนิคม พุนพิน พระแสง และเวียงสระ) \-จังหวัดกระบี่ (อำเภอเขาพนม) \-จังหวัดนครศรีธรรมราช (อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช เชียรใหญ่ ลานสกา ถ้ำพรรณรา และทุ่งใหญ่) \-จังหวัดตรัง (อำเภอเมืองตรัง สิเกา ย่านตาขาว กันตัง ห้วยยอด รัษฎา และวังวิเศษ) \-จังหวัดพัทลุง (อำเภอเมืองพัทลุง ปากพะยูน กงหรา ศรีนครินทร์ และควนขนุน) \-จังหวัดสตูล (อำเภอเมืองสตูล ควนโดน ควนกาหลง ทุ่งหว้า และมะนัง)

19_67_1_b57fb0bd16.jpg

นอกจากนี้ ยังเฝ้าระวังอ่างเก็บน้ำขนาดกลางและเล็กที่มีปริมาณน้ำมากกว่าร้อยละ 80 บริเวณ จังหวัดเชียงใหม่ ลำปาง น่าน พะเยา แพร่ สุโขทัย ตาก อุทัยธานี เพชรบูรณ์ เลย หนองคาย บึงกาฬ สกลนคร อุดรธานี หนองบัวลำภู ชัยภูมิ กาฬสินธุ์ ขอนแก่น มหาสารคาม ร้อยเอ็ด นครพนม มุกดาหาร ยโสธร ศรีสะเกษ สุรินทร์ อุบลราชธานี นครนายก ปราจีนบุรี จันทบุรี ตราด ระนอง ภูเก็ต สุราษฎร์ธานี ตรัง และอ่างเก็บน้ำที่มีสถิติปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำมากกว่าความจุเก็บกัก

สำหรับแม่น้ำสายหลักและลำน้ำสาขาที่ต้องเฝ้าระวังระดับน้ำเพิ่มขึ้นอย่างฉับพลันและระดับน้ำล้นตลิ่งและท่วมขังในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก ประกอบด้วย

\-แม่น้ำสาย (อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย) \-แม่น้ำกก (อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ อำเภอเมืองเชียงราย และเชียงแสน จังหวัดเชียงราย) \-แม่น้ำอิง (อำเภอเมืองพะเยา จังหวัดพะเยา) \-แม่น้ำยม (อำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก) \-แม่น้ำป่าสัก (อำเภอหนองไผ่ และวิเชียรบุรี) \-แม่น้ำเลย (อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย) \-ห้วยหลวง (จังหวัดอุดรธานี) \-แม่น้ำสงคราม (จังหวัดอุดรธานี สกลนคร บึงกาฬ และนครพนม) \-แม่น้ำจันทบุรี (อำเภอเมืองจันทบุรี และมะขาม จังหวัดจันทบุรี) \-แม่น้ำตราด (อำเภอเมืองตราด เขาสมิง และบ่อไร่ จังหวัดตราด)

ทั้งนี้ สทนช. ได้เน้นย้ำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามสภาพอากาศและสถานการณ์น้ำอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีฝนตกสะสมมากกว่า 90 มิลลิเมตรในช่วงเวลา 24 ชั่วโมงและตรวจสอบ ซ่อมแซม แนวคันบริเวณริมแม่น้ำและพนังกั้นน้ำ เตรียมความพร้อมบุคลากร เครื่องจักรเครื่องมือ อาคารชลศาสตร์ให้พร้อมใช้งาน เตรียมแผนรับสถานการณ์น้ำหลาก วางแผนการบริหารจัดการน้ำให้เหมาะสม ปรับการบริหารจัดการน้ำในแหล่งเก็บกักน้ำ พร้อมทั้งประชาสัมพันธ์สถานการณ์น้ำ และแจ้งเตือนล่วงหน้าให้ประชาชนที่คาดว่า จะได้รับผลกระทบเพื่อให้สามารถอพยพได้ทันท่วงที หากเกิดสถานการณ์

19_67_4_d368e686bf.jpg

ขณะที่ ธเนศร์ สมบูรณ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารจัดการน้ำและอุทกวิทยากล่าวว่า เตรียมปรับเพิ่มการระบายเขื่อนเจ้าพระยาในอัตราไม่เกิน 1,500 ลบ.ม./วินาที จากปัจจุบันซึ่งระบายที่ 1,099 ลบ.ม./วินาที คาดว่า จะเริ่มปรับเพิ่มอัตราการระบายประมาณวันที่ 22-23 กันยายนและจะทยอยปรับแบบขั้นบันได โดยพิจารณาจากปริมาณน้ำที่ไหลผ่านจังหวัดนครสวรรค์ที่อาจจะสูงขึ้นจากฝนที่ตกเพิ่มขึ้นด้วยอิทธิพลของพายุดีเปรสชัน ตามที่กรมอุตุนิยมวิทยาประกาศแจ้งเตือน

ก่อนหน้านี้กรมชลประทานได้ปรับลดการระบายน้ำที่เขื่อนเจ้าพระยาต่อเนื่องประมาณ 1 สัปดาห์เพื่อลดผลกระทบต่อพื้นที่ลุ่มต่ำนอกคันกั้นน้ำด้านท้ายเขื่อน แต่ฝนที่จะตกเพิ่มขึ้นจากพายุดังกล่าว จะส่งผลให้มีน้ำท่าไหลลงสู่แม่น้ำเจ้าพระยาเพิ่มขึ้นอีกระลอก กรมชลประทานใช้ระบบชลประทานทั้งฝั่งตะวันตกและตะวันออกที่อยู่เหนือเขื่อนเจ้าพระยารับน้ำเข้าไปตามศักยภาพของคลอง รวมทั้งควบคุมการระบายน้ำให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำท่าและฝนที่ตกทางตอนบนด้วย

การปรับเพิ่มการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาแบบจะส่งผลให้ระดับน้ำด้านท้ายเขื่อน บริเวณพื้นที่ลุ่มต่ำนอกคันกั้นน้ำ บริเวณคลองโผงเผง จังหวัดอ่างทอง คลองบางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา แม่น้ำน้อยบริเวณตำบลหัวเวียง อำเภอเสนา ตำบลลาดชิด ตำบลท่าดินแดน อำเภอผักไห่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยาเพิ่มสูงขึ้นจากเดิมประมาณ 60 เซนติเมตรถึง 1 เมตร

อย่างไรก็ตาม ขอให้ประชาชนติดตามสภาพอากาศและสถานการณ์น้ำจากทางหน่วยงานราชการอย่างใกล้ชิด จนกว่าสถานการณ์จะเข้าสู่ภาวะปกติ โดยสามารถติดต่อขอรับทราบข้อมูลเพิ่มเติมที่โครงการชลประทานใกล้บ้าน หรือสายด่วน กรมชลประทาน 1460 ได้ตลอดเวลา

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์