การบินไทยเกิดอะไรขึ้น? เปิดปมสินค้าตกค้างในคลังสุวรรณภูมิ สะเทือนระบบขนส่งทางอากาศ

6 พ.ย. 2569 - 13:41

  • สินค้าและสัมภาระตกค้างในคลัง Cargo การบินไทย สนามบินสุวรรณภูมิ มีรายงานรวมกว่า 1,000 ชุด ท่ามกลางความกังวลของผู้ประกอบการนำเข้า–ส่งออก

  • ทำความเข้าใจกระบวนการ Air Cargo ตั้งแต่ ULD, Breakdown ไปจนถึงการส่งมอบสินค้า พร้อมเจาะสาเหตุที่อาจทำให้สินค้าไม่สามารถระบายออกจากคลังได้ตามปกติ

  • AOT เรียกประชุมติดตามสถานการณ์เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2569 พร้อมหารือการเพิ่มประสิทธิภาพกำลังคน อุปกรณ์ และระบบ AOT Cargo Clearhouse เพื่อเร่งแก้ไขปัญหา

thai-airways-cargo-backlog-suvarnabhumi-airport-SPACEBAR-Hero.jpg

กลายเป็นประเด็นที่สร้างความกังวลให้กับแวดวงโลจิสติกส์และผู้ประกอบการนำเข้า–ส่งออก หลังมีการเผยแพร่ภาพสินค้าจำนวนมากกองสะสมอยู่ภายในคลังสินค้า Cargo ของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ TG ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ พร้อมรายงานว่ามีสินค้าและสัมภาระตกค้างรวมกันมากกว่า 1,000 ชุด จนเกิดคำถามว่าเกิดอะไรขึ้นกับระบบจัดการสินค้าทางอากาศ และเหตุใดสินค้าจำนวนมากจึงยังไม่สามารถนำออกจากคลังได้ตามปกติ?

เรื่องนี้ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาสินค้าส่งมอบล่าช้า เพราะการขนส่งทางอากาศเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานที่เชื่อมโยงผู้ผลิต ผู้นำเข้า ผู้ส่งออก บริษัทขนส่ง และผู้บริโภคเข้าด้วยกัน เมื่อสินค้าติดค้างอยู่ในคลังสินค้าผลกระทบจึงอาจขยายไปถึงธุรกิจปลายทางที่ต้องพึ่งพาสินค้าเหล่านั้นด้วย

จุดเริ่มต้นของปัญหา จากเหตุการณ์น้ำท่วมสู่สินค้าสะสมในคลัง

หนึ่งในเหตุการณ์ที่ถูกกล่าวถึงว่าเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาคือสถานการณ์น้ำท่วมที่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของการบินไทย โดยมีข้อมูลจากผู้ประกอบการและแหล่งข่าวในวงการระบุว่า ก่อนหน้านี้เคยมีความพยายามขอระงับการดำเนินงานคลังสินค้าเป็นการชั่วคราวเพื่อเร่งจัดการสินค้าที่ตกค้างอยู่เดิม แต่ไม่สามารถดำเนินการได้ตามที่มีการกล่าวอ้าง

ขณะเดียวกันมีรายงานว่าการดำเนินงานในช่วงดังกล่าวได้รับผลกระทบจากข้อจำกัดด้านกำลังคนและการปฏิบัติงาน ส่งผลให้กระบวนการจัดการสินค้าไม่สามารถดำเนินไปได้ตามปกติ

เมื่อสินค้าเดิมยังไม่สามารถระบายออกจากคลังได้ ขณะที่สินค้าใหม่ยังคงถูกส่งเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ปริมาณสินค้าสะสมจึงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตามรายละเอียดเกี่ยวกับผลกระทบจากน้ำท่วม มาตรการระงับคลังสินค้า และข้อจำกัดในการปฏิบัติงานแต่ละช่วง ยังจำเป็นต้องตรวจสอบกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม

ทำความเข้าใจก่อนว่า Cargo ทำงานอย่างไร?

สำหรับคนทั่วไปภาพสินค้ากองอยู่ในคลังอาจทำให้เข้าใจว่าเป็นเพียงการนำสินค้าออกจากพื้นที่จัดเก็บแล้วส่งให้เจ้าของสินค้า แต่ในความเป็นจริงกระบวนการจัดการ Air Cargo มีขั้นตอนมากกว่านั้น

เมื่อเครื่องบินเดินทางมาถึงสนามบินสินค้าจะถูกขนถ่ายลงจากเครื่องบิน โดยสินค้าจำนวนมากจะถูกจัดรวมอยู่บนอุปกรณ์บรรทุกที่เรียกว่า ULD (Unit Load Device) ก่อนส่งเข้าสู่คลังสินค้า

จากนั้นเจ้าหน้าที่จะดำเนินการ Breakdown หรือแยกสินค้าจากหน่วยบรรทุกขนาดใหญ่ให้เป็นรายการย่อย พร้อมตรวจสอบเอกสาร จัดเก็บสินค้า และระบุตำแหน่งภายในคลังเพื่อให้สามารถค้นหาและส่งมอบสินค้าให้ผู้รับได้

อีกหนึ่งคำที่มักพบในระบบขนส่งทางอากาศคือ Shipment ซึ่งหมายถึงรายการขนส่งสินค้า โดยหนึ่ง Shipment อาจประกอบด้วยสินค้าหลายชิ้น และอาจถูกจัดรวมอยู่บนพาเลทเดียวกันได้

ดังนั้นตัวเลขสินค้าตกค้างมากกว่า 1,000 ชุดที่มีการรายงานจึงไม่ควรตีความว่าเป็นสินค้าจำนวน 1,000 ชิ้น เพราะยังต้องพิจารณาว่าตัวเลขดังกล่าวใช้หน่วยนับใด

หากขั้นตอน Breakdown การตรวจสอบเอกสาร หรือการระบุตำแหน่งสินค้าเกิดความล่าช้า ก็อาจทำให้สินค้าสะสมอยู่ในคลังแม้ว่าจะเดินทางมาถึงสนามบินแล้วก็ตาม

สินค้าตกค้างกว่า 1,000 ชุด กระทบใครบ้าง?

ประเด็นสำคัญที่ตามมาคือ สินค้าที่ตกค้างอยู่ภายในคลังเป็นของใคร?

ในระบบ Air Cargo สินค้าที่อยู่ในคลังไม่ได้หมายความว่าจะเป็นทรัพย์สินของสายการบินหรือผู้ให้บริการคลังสินค้าเสมอไป ส่วนใหญ่เป็นสินค้าของผู้นำเข้า ผู้ส่งออก หรือผู้รับสินค้าปลายทางซึ่งใช้บริการขนส่งผ่านสายการบินและตัวแทนขนส่งสินค้า

กลุ่มที่อาจได้รับผลกระทบจึงมีตั้งแต่บริษัทนำเข้าสินค้า บริษัทส่งออก โรงงานอุตสาหกรรม บริษัท Freight Forwarder ไปจนถึงผู้ประกอบการ Shipping ที่ทำหน้าที่ดำเนินพิธีการศุลกากรและประสานงานนำสินค้าออกจากคลัง

โดยเฉพาะธุรกิจที่ต้องใช้วัตถุดิบหรือชิ้นส่วนจากต่างประเทศ หากสินค้าไม่สามารถนำออกจากสนามบินได้ตามกำหนดอาจส่งผลต่อแผนการผลิต การส่งมอบสินค้า และต้นทุนทางธุรกิจ

ขณะที่สินค้าบางประเภท เช่น อาหารสด ยา และสินค้าที่มีอายุการเก็บรักษาจำกัดก็อาจมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นหากต้องรออยู่ในคลังเป็นเวลานาน

อย่างไรก็ตามขณะนี้ยังไม่มีการเปิดเผยรายชื่อเจ้าของสินค้าทั้งหมด หรือรายละเอียดว่าบริษัทใดได้รับผลกระทบมากที่สุด

AOT เร่งติดตามสถานการณ์ เรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหารือ

ท่ามกลางสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2569 นายคทา วีณิน ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารการขนส่งสินค้าทางอากาศ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ได้จัดประชุมติดตามสถานการณ์และหารือแนวทางแก้ไขปัญหาความแออัดในการดำเนินงานของคลังสินค้าบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน)

การประชุมดังกล่าวมีการติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยให้ความสำคัญกับปัจจัยด้านกำลังคน อุปกรณ์สนับสนุนการปฏิบัติงาน ข้อจำกัดด้านพื้นที่ ตลอดจนการเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงาน

นอกจากนี้ยังมีการติดตามการใช้งานระบบ AOT Cargo Clearhouse ซึ่งเป็นระบบที่มีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนการประสานงานและการรับมอบสินค้า โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างพัฒนากระบวนการทำงานเพื่อให้สามารถใช้งานระบบได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าปัญหาสินค้าตกค้างไม่ได้เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานภายในคลังเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีเรื่องการประสานงานและการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างผู้ให้บริการและผู้ประกอบการเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

ปัญหา Cargo สุวรรณภูมิ สะท้อนอะไรกับระบบโลจิสติกส์ไทย?

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้เห็นความสำคัญของระบบขนส่งสินค้าทางอากาศซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะสินค้าที่ต้องการความรวดเร็วและความแม่นยำในการส่งมอบ

แม้เหตุการณ์น้ำท่วมอาจเป็นปัจจัยที่ทำให้การปฏิบัติงานสะดุดในช่วงแรก แต่การบริหารจัดการสินค้าสะสมหลังจากนั้นก็เป็นอีกโจทย์สำคัญที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเป็นระบบ

เพราะในธุรกิจโลจิสติกส์ความล่าช้าไม่ได้จบลงแค่สินค้ามาถึงช้ากว่ากำหนด แต่ยังอาจหมายถึงต้นทุนที่เพิ่มขึ้น แผนการผลิตที่ต้องปรับเปลี่ยน และความเสียหายที่เกิดขึ้นกับผู้ประกอบการตลอดห่วงโซ่อุปทาน

ท้ายที่สุดสิ่งที่ต้องจับตาคือคลังสินค้า Cargo ของการบินไทยจะสามารถระบายสินค้าตกค้างกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้เมื่อไหร่ และระบบประสานงานระหว่างหน่วยงานจะช่วยป้องกันไม่ให้ปัญหาลักษณะเดียวกันเกิดขึ้นซ้ำได้มากน้อยเพียงใด

เพราะสำหรับผู้ประกอบการแล้วสินค้าที่อยู่ในคลังไม่ใช่เพียงพัสดุหรือกล่องสินค้าหลายพันชิ้น แต่หมายถึงต้นทุน เวลา และความรับผิดชอบทางธุรกิจที่กำลังรอให้ระบบขนส่งกลับมาทำงานได้ตามปกติ

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์