กำลังเป็นประเด็นร้อนแรงพอสมควรในแวดวงเกี่ยวกับการศึกษาของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก ‘วิทยาเขตอุเทนถวาย’ ที่กำลังมีปัญหาเรื่องของการที่จะโดน ‘ย้ายพื้นที่’ เนื่องจากปม ‘ที่ดินอุเทนถวาย-จุฬาฯ’ โดยที่ดินกว่า 20 ไร่ของอุเทนถวายมีข้อพิพาทเรื่องสิทธิในที่ดินกับทางจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมายาวนานกว่า 50 ปี
โดยประเด็นสำคัญอยู่ที่ฝ่ายอุเทนถวายเองยืนยันว่าพื้นที่นี้มาจากการพระราชทานเพื่อการศึกษา ขณะเดียวกันกระบวนการเกี่ยวกับกฎหมายและนโยบายของรัฐก็เดินหน้าไปทางให้อุเทนถวายย้ายออกจากพื้นที่เดิม ซึ่งเรื่องประโยชน์การใช้ที่ดินหลังจากนั้นคือเรื่องที่ทั้งสองฝั่งยังมองแตกต่างกันอยู่
สำหรับปัจจุบันกระทรวง อว. ได้มีคำสั่งให้งดการเรียนการสอนในพื้นที่อุเทนถวายเป็นเวลา 90 วัน หลังจากเกิดเหตุความรุนแรงระหว่างกลุ่มนักศึกษาของอุเทนถวายและสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน โดยปัญหาเกิดขึ้นคือนักศึกษาวิศวกรรมและสถาปัตยกรรมต้องใช้โรงฝึกงาน ห้องแล็บ เครื่องมือ และการเรียนภาคปฏิบัติ ทำให้ไม่สามารถย้ายไปเรียนออนไลน์ได้ทั้งหมด จึงทำให้ตอนนี้นักศึกษาต่างกังวลว่าถ้ายังไม่มีพื้นที่ที่ทดแทนได้จริงๆ จะส่งผลกระทบในภาพรวม
โดยทางฝั่งนักศึกษากว่า 300 คน็ได้ไปรวมตัวกันที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พร้อมประกาศว่าจะ ‘ยุติความรุนแรง’ ซึ่งแน่นอนว่ ทางฝั่งคนทั่วไปก็มองกันว่า ปัญหาความรุนแรงไม่น่าจะแก้ไขกันได้ง่ายๆ เพราะคิดว่าเรื่องนี้ได้ฝังรากลึกเข้าไปในวัฒนธรรมระหว่างทั้งสองสถาบัน และเรื่องแบบนี้ก็เกิดขึ้นมาตลอดอยู่เรื่อยๆ ซึ่งสุดท้ายแล้วมันส่งผลกระทบกับคนทั่วไปที่ต้องใช้ชีวิตในบริเวณนั้น
ดังนั้นความเห็นส่วนหนึ่งจึงมองว่า ‘การย้าย’ อาจเป็นการแก้ไขปัญหาที่ดีที่สุด แต่นักศึกษาก็ออกมาโต้กลับว่า ถ้าพวกเขายุติความรุนแรงได้ปัญหาเรื่องของความปลอดภัยก็ควรแก้ด้วยมาตรการด้านความปลอดภัยและการบังคับใช้กฎหมาย ไม่จำเป็นต้องให้เด็กทั้งหมดเสียสิทธิทางการศึกษา
โดยทางด้านกระทรวง อว. เองก็กำลังนัดทั้ง 4 ฝ่าย ได้แก่ ภาครัฐ, มหาวิทยาลัย, นักศึกษา และ ศิษย์เก่า ให้ร่วมหาวิธีแก้ไขปัญหาพร้อมหาทางออกไปด้วยกัน โดยมีประเด็นสำคัญประมาณ 4 เรื่องก็คือ
1. ระหว่าง 90 วันนี้จะทำอย่างไร จะมีการเปิดพื้นที่บางส่วนให้นักศึกษากลับมาเรียนได้ไหม
2. สถานที่เรียนทดแทนจะพร้อมแค่ไหนในเรื่องโรงฝึก ห้องแล็บ และเครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ
3. การย้ายจะเดินหน้าต่อหรือกลับมาทบทวนกันก่อน
4. การยุติความรุนแรงระหว่างอุเทนถวาย-ปทุมวันจะทำได้จริงไหม เพราะถ้าทำได้ปัญหาด้านความปลอดภัยจะหายไป กลายเป็นปัญหาการจัดการสถาบันและที่ดินมากขึ้น
สุดท้ายแล้วเรื่องนี้จะจบลงแบบไหนก็คงต้องมารอดูกันต่อไป อย่างไรก็ตามสิ่งที่จะเกิดขึ้นตอนนี้หลักๆ คือแค่การย้าย ไม่ใช่การยุบ สถานที่มีผลกับการเรียนแค่บางเรื่อง แต่ถ้าจัดการให้ดีได้ก็จะไม่เกิดปัญหาอะไร และท้ายที่สุดถ้าสถาบันดี บรรยากาศภาพรวมต่างๆ ดียังไงก็จะมีคนเลือกเรียนเหมือนเดิม ดังนั้นความร่วมมือเพื่อหาทางออกจากทุกฝ่ายจึงสำคัญที่สุดในเวลานี้





