วราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) กล่าวว่า ได้รับรายงาน จาก นายอนุกูล ปีดแก้ว ปลัดกระทรวง พม. ถึงความคืบหน้าการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางในสถานการณ์ภัยพิบัติ ว่า ศูนย์เร่งรัดจัดการสวัสดิภาพประชาชน (ศรส.) กระทรวง พม. รายงานการให้ความช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางจากหน่วยงานในสังกัดกระทรวง พม. ในสถานการณ์ภัยพิบัติ ตั้งแต่วันที่ 15 สิงหาคม - 7 ตุลาคม 2567 พบว่า มีพื้นที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ภัยพิบัติ 38 จังหวัดทั่วทุกภาคของประเทศ โดยมีประชาชนกลุ่มเปราะบาง ได้แก่ เด็ก เยาวชน คนพิการ ผู้สูงอายุ และผู้มีรายได้น้อย ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ภัยพิบัติ 66,342 ครัวเรือน 79,604 ราย แบ่งเป็นกลุ่มเด็ก 9,107 ราย เยาวชน 7,558 ราย คนพิการ 12,076 ราย ผู้สูงอายุ 39,627 ราย และผู้มีรายได้น้อย 11,236 ราย
ทั้งนี้ กระทรวง พม. ได้ให้ความช่วยเหลือประชาชนกลุ่มเปราะบาง อาทิ เงินสงเคราะห์ต่างๆ การให้คำปรึกษาแนะนำเรื่องสิทธิสวัสดิการต่างๆ การซ่อมแซมปรับปรุงที่อยู่อาศัย และการมอบเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็น โดยความร่วมมือจากภาคธุรกิจเอกชน อาทิ แพ็มเพิสผู้สูงอายุ ข้าวกล่อง น้ำดื่ม ยารักษาโรค และกายอุปกรณ์คนพิการ อีกทั้งการตั้งโรงครัวร่วมกับจังหวัดต่างๆ นอกจากนี้ยังได้เปิดพื้นที่ของหน่วยงานทีม พม.หนึ่งเดียว 16 จังหวัด เพื่อเป็นศูนย์พักพิงชั่วคราว 46 แห่ง เพื่อรองรับผู้ประสบภัย
วราวุธ กล่าวว่า สำหรับความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ กระทรวง พม. โดยสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดเชียงใหม่ เป็นหน่วยงานกลางที่รวบรวม และประสานข้อมูลร่วมกับศูนย์พักพิงชั่วคราวในจังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 53 แห่ง ได้ระดมเจ้าหน้าที่ พม. ปฏิบัติงานเวรประจำวัน 3 จุด ที่ศูนย์ปฏิบัติการฯ จังหวัดเชียงใหม่ ศูนย์พักพิงชุมชนเอื้ออาทร สันผีเสื้อ และศูนย์พักพิงโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ มีการจัดตั้ง "ครัวกลาง พม.เชียงใหม่" ณ สถานสงเคราะห์เด็กบ้านเวียงพิงค์ และร่วมจัดถุงยังชีพ และมอบถุงยังชีพให้กับผู้ประสบภัยในพื้นที่อำเภอเมืองเชียงใหม่ นอกจากนี้ ได้ช่วยเหลือติดตามญาติคุณยาย อายุ 71 ปี ที่เสียชีวิตซึ่งจะให้ความช่วยเหลือตามภารกิจกระทรวง พม. หลังน้ำลดลงต่อไป
วราวุธ กล่าวว่า ในส่วนของเจ้าหน้าที่ พม. เองก็ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม จำนวน 63 คน จาก 12 หน่วยงาน และมีหน่วยงาน พม. ที่ถูกน้ำท่วม จำนวน 4 แห่ง ได้แก่ 1.ศูนย์พัฒนาราษฎรบนพื้นที่สูงจังหวัดเชียงใหม่ 2.ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งจังหวัดเชียงใหม่ 3.ศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่งสันมหาพน 4.ศูนย์บริการผู้สูงอายุปิยะมาลย์ โดยพื้นที่หน่วยงานทั้งหมดมีระดับน้ำสูง 1.20 เมตร (ระดับอก) บ้านพักข้าราชการ อาคารสำนักงาน อาคารห้องประชุมใหญ่ และอาคารเก็บพัสดุเอกสารน้ำท่วมบางส่วน ระบบน้ำบาดาลในสำนักงานไม่สามารถใช้การได้ ระบบไฟฟ้าใช้งานได้ปกติ แต่ตัดระบบไฟฟ้า (เบรกเกอร์) ชั้น 1
ซึ่งคาดการณ์ว่าระดับน้ำจะท่วมขังประมาณ 4 - 5 วัน และจะลดลงซึ่งตนมีความห่วงใยเจ้าหน้าที่ พม. ทุกคนที่ได้รับผลกระทบ โดยขอให้เจ้าหน้าที่ พม. ทุกคน ดูแลความปลอดภัยและสวัสดิภาพของตนเอง และปฏิบัติหน้าที่ด้วยความระมัดระวังที่อาจเกิดอุบัติเหตุจากน้ำท่วม อีกทั้งได้สั่งการให้หน่วยงานต้นสังกัดพิจารณาเรื่องสวัสดิการ เพื่อช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ พม. ที่ได้รับผลกระทบหลังน้ำลดลง
วราวุธ กล่าวต่อว่า สำหรับความช่วยเหลือด้านการซ่อมแซมที่อยู่อาศัยให้กับพี่น้องกลุ่มปราะบางในพื้นที่จังหวัดเชียงราย ซึ่งได้รับผลกระทบรุนแรงในวงกว้างจากสถานการณ์อุทกภัยครั้งนี้ กระทรวง พม. โดยสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. ได้อนุมัติงบประมาณซ่อมแซมที่อยู่อาศัยและช่วยเหลือครัวเรือนผู้ประสบอุทกภัยในจังหวัดเชียงราย จำนวน 216 หลัง รวมเป็นเงิน 3,888,000 บาท โดยจะบูรณาการการทำงานร่วมกับทุกหน่วยงาน เพื่อเร่งช่วยเหลือเยียวยาพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย พร้อมลงพื้นที่ช่วยเหลือทำความสะอาดบ้านผู้สูงอายุ คนพิการ ผู้ได้รับผลกระทบ และสำรวจความเสียหายต่อครัวเรือน เพื่อทำข้อมูลประกอบแผนในการซ่อมแซมที่อยู่อาศัยไปตลอดจนถึงเดือนธันวาคม 2567
นอกจากนี้ พอช.ยังได้ช่วยบรรเทาความเดือดร้อน ด้วยการพักชำระหนี้ ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ย ในพื้นที่เชียงราย เป็นระยะเวลา 3 เดือน ให้แก่องค์กร (สหกรณ์ภายใต้โครงการบ้านมั่นคง) ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย และบ้านเรือนของสมาชิกที่ได้รับความเสียหายจากอิทธิพลของพายุยางิ
อย่างไรก็ตามตนได้สั่งการว่าหากในอนาคตมีสถานการณ์น้ำมากหรือคาดว่าจะมีสถานการณ์น้ำมาก ขอแนะนำให้มีถุงหรือกระเป๋าเป้ฉุกเฉิน ซึ่งในถุงประกอบด้วย เงินสด ไฟฉาย ยารักษาโรค อาหารแห้ง บัตรประชาชน เอกสารสำคัญๆ และสิ่งจำเป็นอื่น เพราะถ้ามีอะไรปัจจุบันทันด่วนเพื่อที่ว่าสามารถคว้ากระเป๋าใบนี้ไปยังที่อื่นๆได้ ขอฝากเป็นข้อสังเกตไปถึงประชาชนทั่วไปด้วย
มวลน้ำบีบสุพรรณบุรีทุกทิศทาง ห่วงช่วง ต.ค. น้ำทะเลหนุน
วราวุธ ศิลปอาชา รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) กล่าวถึงสถานการณ์น้ำล่าสุดที่จังหวัดสุพรรณบุรี ว่า น้ำจากทางทิศตะวันตกเข้ามาสุพรรณบุรี และเจอน้ำที่ฝนตกลงมา บวกกับน้ำเหนือที่ลงมาอีก จึงอาจส่งผลให้น้ำขึ้นสูงและระบายไม่ทัน น้ำเหนือที่หลากลงมากับที่ทางชลประทานผันลงมา
นอกจากในส่วนของแม่น้ำท่าจีนแล้ว แม่น้ำเจ้าพระยาก็มีผลกระทบกับสุพรรณบุรีเช่นกัน ในลักษณะที่ว่าเจ้าพระยาจะไปกระทบที่อ่างทอง ซึ่งอ่างทองมีแม่น้ำน้อยประกบอยู่ แต่เมื่อล้นจากแม่น้ำน้อยที่อ่างทอง มันก็จะเข้ามาทางทิศตะวันออกของสุพรรณบุรี ฉะนั้นสุพรรณบุรีจะโดนทั้งตะวันออกและตะวันตกในกรณีที่น้ำเยอะจริงๆ และหากว่ามีน้ำเหนือจากข้างบนลงมาอีก จะยิ่งระบายยาก บวกกับตอนนี้เป็นเดือนตุลาคม ถ้ามีน้ำทะเลหนุนสูงก็จะโดนทั้งทิศเหนือ ใต้ ตะวันออก และตะวันตก ซึ่งจะมารวมกันอยู่ที่จังหวัดสุพรรณบุรี
ทั้งนี้ น้ำในจังหวัดสุพรรณบุรี อาจจะไม่ได้ก่อให้เกิดความเสียหายแบบปัจจุบันทันด่วนเหมือนทางภาคเหนือ ซึ่งทางภาคเหนือน้ำมาแบบตูมเดียวพัง แล้วก็ไปเลย แต่ทิ้งร่องรอยความเสียหายไว้ แต่น้ำที่สุพรรณบุรีจะเป็นลักษณะว่าน้ำปล่อยเข้าทุ่ง แล้วเอ่อขึ้นเรื่อยๆ และอยู่เป็นเดือนๆ ประมาณ 2 เดือน บางครั้งอยู่นานถึง 3 เดือน ดังนั้น การเร่งระบายน้ำลงไปในอ่าวไทย จึงเป็นปัจจัยที่จะทำให้น้ำลงเร็ว เพราะน้ำข้างบนก็จะลงมาเรื่อยๆ นี่จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เมื่อวันที่ 7 ต.ต. 67 ที่ผ่านมา ตนจึงต้องลงพื้นที่ไปดูที่จังหวัดสุพรรณบุรี ว่าสถานการณ์การบริหารจัดการน้ำอยู่ในเซฟโซนระดับไหนและยังห่างจากขอบสันเขื่อนอีกเท่าไหร่
วราวุธ กล่าวว่า ขณะนี้จังหวัดสุพรรณบุรีน้ำเริ่มท่วมแล้ว ซึ่งสุพรรณบุรีเคยท่วมหนักที่สุดคือปี 2554 และหลังจากนั้นก็มีท่วมมาอยู่เรื่อยๆ และเราได้มีมาตรการป้องกัน แต่ที่น่าเป็นห่วงคือทุกปีระดับน้ำจะสูงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ส่วนในตัวเทศบาลเมืองนั้นต้องขอขอบคุณพ่อบรรหาร ศิลปอาชา นายกรัฐมนตรีคนที่ 21 พอสุพรรณบุรีเคยเจอน้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 2549 จากนั้นได้มีการประชุมร่วมกับทางจังหวัด และได้มีการของบประมาณจากกรมโยธาธิการ เพื่อทำสันเขื่อนกั้นริมตลิ่งในเขตเทศบาลเมือง ซึ่งถือว่าเป็นเขตเศรษฐกิจที่สำคัญ เหมือนกรุงเทพฯ ที่เป็นเขตเศรษฐกิจสำคัญของประเทศไทย ซึ่งเทศบาลก็เป็นเขตเศรษฐกิจที่สำคัญของสุพรรณบุรี ซึ่งเราไม่สามารถให้น้ำท่วมได้ จึงทำเขื่อนกั้นน้ำไว้ ตั้งแต่ปี 2549 และจนถึงวันนี้ในเขตเทศบาลยังปลอดภัยอยู่ แต่เขื่อนตัวนี้ช่วงหลังๆมาที่ปริมาณน้ำสูงขึ้น เหลืออีกเพียงไม่ถึงคืบก็จะล้นสันเขื่อนแล้ว ซึ่งเป็นสิ่งที่ตนเป็นห่วงและต้องคอยจับตาดูตลอด




